แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ เทียนอันหมวย แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ เทียนอันหมวย แสดงบทความทั้งหมด

วันพฤหัสบดีที่ 2 มิถุนายน พ.ศ. 2554

บานประตูสู่ขุนเขา

กาลครั้งหนึ่งนานหลายปีแล้ว ฉันเลือกที่จะมีอิสรภาพด้านเวลา แล้วหันหลังให้กับความมั่นคงทางการเงิน นั่นคือวันที่ฉันลาออกจากงานประจำ
การลาออกไม่ใช่เรื่องง่าย แต่การตื่นขึ้นมาแต่ละวันเพื่อถามตัวเองว่า วันนี้จะเหมือนวันว่างๆ เมื่อวานหรือวานซืนหรือเปล่า พรุ่งนี้ฟรีแลนซ์อย่างเราจะมีงานเข้ามั้ย เราจะมีแรงผลักดันตัวเองจากอิสระอันล้นเหลือชวนเสียผู้เสียคนนี้หรือไม่
สิ่งเหล่านี้เป็นเรื่องยากยิ่งกว่า

หวนกลับไปมองช่วงเวลาหลายปีที่ผ่านมา เป็นช่วงเวลาที่น่าอิจฉาไม่ใช่น้อย
ไม่มีนาฬิกาปลุก ไม่ต้องเด้งตัวเองลุกจากเตียง เช้าวันฝนตก ก็นอนอุตุ (ล้วนแล้วแต่เป็นนิสัยของคนขี้เกียจทั้งสิ้น :)
วันไหนมีงาน ไปทำงาน วันไหน ไม่มีงาน ก็หางานทำเอง
ไปเที่ยวต่างจังหวัดหรือต่างประเทศ ถ้าไม่ติดเรื่องงบ จะอยู่ยาวแค่ไหนยืดหยุ่นได้เสมอ
ช่วงวันหยุดลองวีคเอ็นด์ เราเก็บตัวจำศีล พอถึงวันธรรมดา เราลั้ลลาตามอัธยาศัย
บ้านคือที่ทำงาน บ้านคือร้านอาหาร บ้านคือโรงแรมส่วนตัว
ชีวิตผูกพันกับบ้านมากขึ้น

แต่แล้วโชคชะตาฟ้าลิขิตให้ทุกอย่างกำลังจะเปลี่ยนไป นับตั้งแต่วันพรุ่งนี้ ชีวิตบทใหม่จะเริ่มขึ้น เมื่อโอกาสเปิดประตูให้ฉันก้าวเดินไปบนความท้าทายอันใหม่
พี่เป้า หนึ่งในสามสหายของบล็อกตะลุมบอนบอกว่า ยิ่งโต (หรือยิ่งแก่นั่นเอง) ก็ยิ่งเชื่อว่าชีวิตคนเราถูกลิขิตไว้แล้ว
โอกาสเป็นของแปลก จู่ๆ ก็มา จู่ๆ ก็ไป แล้วจู่ๆ ก็วกกลับมาใหม่
นี่คือโชคชะตาของฉันในช่วงนี้

ประตูบานหนึ่งได้เปิดขึ้น เราไม่มีทางรู้เลยว่าหนทางที่ทอดยาวเบื้องหลังบานประตูจะเป็นเช่นไร นอกจากเดินไปดูด้วยตาตัวเอง
เส้นทางจะราบเรียบ ขรุขระ หรือเจอภูเขาสูงชัน เมื่อตัดสินใจออกเดินแล้ว ขอให้เชื่อเถอะว่า เราแข็งแรงกว่าที่คิดเสมอ
เมื่อโอกาสมาหา ฉันไขว่คว้าไว้ และบอกกับตัวเองว่า แม้ไม่ได้เห็นแสงอาทิตย์ยามเย็นที่หน้าต่างห้องทำงานที่บ้าน แต่ฉันจะเห็นแสงยามเช้าบนเส้นทางสู่ออฟฟิศใหม่
สวัสดีงานประจำ เจอกันอีกครั้งล่ะนะ

วันพุธที่ 1 มิถุนายน พ.ศ. 2554

หลุมสบาย

   คงมีนายจ้างน้อยคนนักที่รู้สึกแฮปปี้ ถ้าเห็นพนักงานของตนกำลังคร่ำเคร่งไล่สายตาไปบนหน้า classified เพราะการเปิดดูหน้าสมัครงาน ร้อยทั้งร้อยพะยี่ห้อว่ากำลังเตรียมชิ่งหางานใหม่อยู่แหงๆ
แต่เชื่อหรือไม่ อดีตนายจ้างของฉันกลับส่งเสริมให้ลูกน้องทุกคนหมั่นเปิดดูหน้า classified อยู่เสมอ
คุณปรีชา ประกอบกิจ กรรมการผู้จัดการ บริษัท แอมเวย์ (ประเทศไทย) จำกัด อดีตนายใหญ่ที่สุดของฉันมักบอกพนักงานอยู่เสมอว่า แม้จะมีงานประจำที่มั่นคงแล้ว จงอย่าละเลยการเปิดดูหน้าสมัครงาน
ฟังแล้วน่าหวาดเสียว หรือเจ้านายจะบอกเป็นนัยๆ ว่าเตรียมหางานใหม่ได้แล้ว

มนุษย์เงินเดือนส่วนใหญ่มองว่างานประจำคือความมั่นคงทางการเงิน ทุกสิ้นเดือนมีรายได้แน่นอนเข้าบัญชี บางคนทำงานนานๆ เข้า ระดับความตื่นเต้น ความกระตือรือร้น ความขยัน และความใฝ่รู้ก็ลดน้อยลง
กลายเป็นอยู่ไปเรื่อยๆ ทำไปตามหน้าที่ เดี๋ยวสิ้นเดือนก็มีเงินโอนเข้าบัญชี เรียกได้ว่า ณ จุดนี้ปลอดภัยหายห่วง  
ฝรั่งเรียกอาการแบบนี้ว่ากำลังติดอยู่ใน comfort zone คุณปรีชาใช้คำว่า หลุมสบาย

คำว่าหลุมอาจฟังดูน่ากลัวบ้าง แต่นึกดูแล้วก็เหมาะสมดี เพราะหลุมคือสภาพของแอ่งที่มีความลึกพอประมาณ ความกว้างพอให้ดิ้นขลุกขลักได้นิดหน่อย ด้วยความที่เป็น “comfort” zone เมื่อนั่งแช่ในหลุมแล้วสบายดี ก็เลยไม่ค่อยอยากขยับเขยื้อนเนื้อตัวไปไหน
นี่คืออาการของคนทำงานประจำนานๆ (หรือแม้แต่คนที่ไม่ทำงานประจำนานๆ เช่นฉัน เหมือนกัน)
คุณปรีชาบอกว่าแม้จะทำงานที่แอมเวย์มาหลายสิบปีแล้ว เขายังคงเปิดดูหน้า classified อยู่เสมอ นัยยะที่ซ่อนอยู่ในประกาศรับสมัครงานทำให้เขาไม่หยุดพัฒนาตนเอง

เมื่อเราอ่านประกาศรับสมัครงาน จะพบว่าคุณสมบัติล้ำเลิศคือสิ่งที่ทุกบริษัทต้องการ ไม่ว่าจะเป็นทักษะพูด-อ่านและเขียนภาษาอังกฤษเป็นเลิศ สู้งานหนัก มนุษย์สัมพันธ์ดี มีความรับผิดชอบสูง ฯลฯ 
การที่คุณปรีชาบอกให้พนักงานเปิดดูหน้าสมัครงาน จึงไม่ใช่การเปิดสัญญาณเตือนภัย แต่หมายถึงการส่งเสริมให้พัฒนาตนเองอย่างต่อเนื่อง เพราะคนที่พร้อมจะสมัครงาน ย่อมต้องเตรียมความพร้อมเข้าสู่สนามแข่งขัน

อย่ามัวนอนนิ่งติดแหง็กใน comfort zone แม้อากาศด้านนอกหลุมอาจไม่เย็นสบายเท่า แต่แสงแดดที่สดใสก็ชวนให้หัวใจออกเริงร่า สายฝนที่ตกพรำท้าทายให้เราวิ่งหลบฝน
 จะเป็นตอไม้ที่ตายแล้ว
หรือใบมีดที่แหลมคม
เราเป็นผู้เลือกเองทั้งสิ้น

วันศุกร์ที่ 27 พฤษภาคม พ.ศ. 2554

where we belong to


ภาพประกอบน่ารักวาดโดยโมโมโกะ
เมื่อวานนี้ฉันได้เฉียดเข้าไปสำรวจชีวิตของคนอยู่หอ เพราะไปช่วยเดินหาหอพักให้หลานจากอุบลฯ ที่สอบติดจุฬาฯ
จากที่เคยคิดว่าคอนโดฯ สมัยนี้ช่างเล็กน่าอึดอัดเสียนี่กระไร พอได้เห็นหอพักก็พบว่าห้องในหอพักเล็กยิ่งกว่า ค่าเช่าถูกที่สุดคือเดือนละ 3,700 บาท แต่สภาพห้องทั้งหลอนและไม่ปลอดภัย
ฉันไม่เคยรู้มาก่อนว่าซอกซอยย่านราชเทวีและพญาไทจะมีหอพักยุ่บยั่บขนาดนี้ จำนวนประชากรในย่านนั้นหนาแน่นมาก หอพักมากมายตั้งเรียงรายชิดติดกัน แต่ก็ยังไม่มีห้องว่างให้หลานและเพื่อนเช่าอยู่ ความจริงห้องว่างพอมีบ้างซึ่งก็ไม่น่าแปลกใจ เพราะสภาพของมันก็สมควรแล้วที่จะว่างต่อไป
ในห้องที่เล็กแคบของหอพัก บางห้องมีคนอยู่ถึง 4-5 คน อยู่กันเป็นครอบครัวทั้งผู้ใหญ่ เด็ก และคนแก่ 
           
คนกรุงเทพฯ อย่างฉันไม่เคยพลัดถิ่นไปใช้ชีวิตยาวๆ ในจังหวัดอื่นมาก่อน ก็เลยไม่เคยลิ้มรสการอยู่หอ ตอนเรียนมัธยมเคยคิดอยากเป็นนักเรียนประจำตามประสาวัยรุ่นติดเพื่อน พอเรียนมหาวิทยาลัยก็อยากเป็นเด็กหอกับเค้าบ้าง เพราะนอกจากไม่ต้องเดินทางไปกลับแล้ว ยังได้นอนคุยกับเพื่อนร่วมห้องด้วย คิดแล้วน่าสนุก
            เวลาล่วงเลยผ่านไป แม้จะยังไม่มีโอกาสอยู่หอ แต่ก็ได้เปลี่ยนที่พักชั่วคราวยามเดินทางท่องเที่ยว บางครั้งดวงขึ้นได้นอนโรงแรมสุดหรู มีอ่างจากุชชี่ มีแกรนด์เปียโนในห้อง บางคราวดวงตกโคจรไปเจอห้องผีสิง นอนๆ อยู่มีเสียงเคาะหลังคานานเป็นชั่วโมง และบ่อยครั้งได้พบเจอที่พักน่ารักน่าประทับใจ
ไม่ว่าห้องนอนชั่วคราวจะเก๋หรูอยู่สบายแค่ไหน ทุกครั้งที่ได้กลับมาล้มตัวลงนอนบนเตียงที่บ้าน ร่างกายและจิตใจดูเหมือนจะได้พักจริงๆ ถึงปลอกหมอนบางใบจะซักจนขึ้นขุย แต่เราสามารถนอนแผ่หลาได้อย่างสนิทใจ
ฉันคิดว่าช่างโชคดีที่ได้กลับบ้าน

แข้งขาเมื่อยขบตามวัยหลังกลับจากการสำรวจหอพักเมื่อวานนี้ หมอนยวบๆ ใบเก่ารองรับหัวสมองอันหนักอึ้ง ผ้าปูที่นอนผืนใหม่เนียนนุ่มนอนสบาย 
เปลือกตาค่อยๆ ปิดลง พร้อมกับบอกตัวเองว่าช่างโชคดีที่มีบ้านให้กลับ


วันเสาร์ที่ 21 พฤษภาคม พ.ศ. 2554

ณ ที่ซึ่งความรักพำนักอยู่

เบื้องหลังช็อตที่ทีม my home ถ่ายหน้าปก
วันนี้บ้านเหลือง little sunshine ได้ขึ้นปกนิตยสาร my home ค่ะ อันที่จริงทางทีมงาน my home มาถ่ายรูปและพูดคุยกับพวกเราตั้งแต่ต้นเดือนมีนาคมโน่นแล้ว ฮ่องเต้ (นักเขียน) บอกว่าจะวางแผงฉบับเดือนมิถุนายน เป็นวาระครบรอบ 1 ปีของนิตยสารพอดี
เคหาสน์ลาดพร้าวของเราเป็นตึกแถว 5 ชั้นครึ่ง อยู่มา 28 ปีแล้ว แต่ก่อนอยู่กันอุ่นหนาฝาคั่งแทบทุกชั้น เพราะพ่อ แม่ และพี่ชายสองคนยังพักอาศัยอยู่ใต้ชายคาเดียวกัน
ชั้นล่างสุดเคยเป็นร้านก๋วยเตี๋ยวเนื้อตุ๋นและข้าวหน้าไก่ ขายได้ 10 กว่าปีก็เลิกกิจการ ไม่ใช่รวยแล้วเลิก แต่มีเหตุให้ต้องเลิก เพราะลูกมือจากแดนอีสานฮิตไปทำงานในโรงงาน (เมื่อราวสิบปีก่อน) พอหยุดตรุษจีนแล้ว ไม่มีใครยอมกลับมาทำงานอีก บวกกับลูกๆ โต มีงานทำกันหมด ร้านหมงโภชนาจึงต้องปิดตัวไปโดยปริยาย

ตึกแถวริมถนนตึกนี้ พ่อและแม่ของฉันซื้อหามาด้วยน้ำพักน้ำแรง ทำงานหนักช่วยกันเก็บหอมรอมริบ ค่อยๆ ผ่อน ถ้ามีเงินก้อนใหญ่ก็โปะแบงค์ไป นานหลายปีกว่าจะหมด ถ้าเทียบราคาปัจจุบันกับเกือบ 30 ปีที่แล้ว เงินล้านกว่าที่พ่อแม่เคยซื้อตึก 5 ชั้นครึ่งนี้ ปัจจุบันสามารถซื้อห้องในคอนโดฯ ได้เพียงห้องเดียวเท่านั้น
ค่าของเงินอาจน้อยลง
แต่ค่าของคำว่า "บ้าน" มีแต่เพิ่มขึ้น

ออกไปทำงาน  แม้จะเหนื่อยเครียดราวกับอยู่ในสมรภูมิรบแค่ไหน อย่างน้อยที่สุดเรายังมีบ้านให้กลับไปพัก  
มีฝักบัวให้เราเปิดรดหัวแรงๆ ชำระความสาหัสของชีวิตวันนี้ออกไป
มีเตียงที่รอเราทิ้งตัวลงนอน เพื่อจะตื่นพร้อมออกรบใหม่ในวันพรุ่ง
  
            คำฝรั่งบอกว่า home is where the heart is
บ้านอาจประกอบด้วยข้าวของเครื่องใช้และของแต่งบ้านสวยเก๋มากมาย แต่บ้านก็คือบ้าน ไม่ใช่โชว์รูม บ้านจึงสกปรกได้ เลอะเทอะได้ อยู่ได้ จับต้องได้
ฝาผนังอาจเลอะด้วยลายเส้นยุ่งๆ ของลูกสาว เมื่อแม่หนูน้อยอยากได้กระดาษแผ่นที่ใหญ่กว่าสมุดวาดเขียน
ขาเก้าอี้ไม้ตัวโปรดยับเยินแหว่งวิ่นจากรอยแทะของลูกหมาลาบราดอร์วัย 5 เดือน
ห้องครัวกับกลิ่นอบอวลมากมาย ทั้งกะปิ ปลาเค็ม และรอยน้ำมันกระเด็นที่เช็ดไม่ออก
ตู้โชว์ที่มีตุ๊กตาตัวแรกที่พ่อซื้อให้ ปะปนกับตุ๊กตาตัวแรกที่แฟนซื้อให้ มันอัดๆ กันอยู่กับข้าวของอื่นไม่ค่อยเป็นระเบียบนัก ฝุ่นจับบ้าง แต่เราไม่เคยคิดโยนทิ้ง
ในวันที่โลกไม่เป็นของเรา พื้นห้องน้ำที่เย็นสบายก็กลายเป็นมุมให้เราทรุดตัวลงนั่งร้องไห้  
  
ว่ากันว่าบ้านที่ไม่มีคนอยู่จะโทรมเร็วจนน่าแปลกใจ ฉันว่าน่าจะเป็นเพราะนอกจากจะไม่มีการปัดกวาดเช็ดถูแล้ว บ้านที่ไร้ผู้อยู่อาศัย แน่นอนว่ามันย่อมขาด ชีวิต อันประกอบไปด้วยเสียงหัวเราะ เสียงพูดคุย เสียงทุ่มเถียง เสียงตะโกน เสียงทอดถอนหายใจ เสียงร้องไห้ และเสียงปลอบโยน
เหล่านี้ล้วนคือสำนียงของความรัก
และความรักเท่านั้นคือสถานที่ที่หัวใจเราพำนักอยู่

วันจันทร์ที่ 16 พฤษภาคม พ.ศ. 2554

ดีเดย์


16 เมษายนที่ผ่านมา นอกจากจะเป็นวันหยุดลองวีคเอนด์ช่วงสงกรานต์แล้ว ยังเป็นวันดีเดย์ที่แก๊งตะลุมบอนของเราเริ่มตะลุยเขียนบล็อก
16 พฤษภาคมวันนี้ มีความคล้ายคลึงเดือนที่แล้วประการหนึ่ง คือเป็นวันหยุดลองวีคเอนด์ (ไปได้ยังไงก็ไม่รู้) เหมือนกัน และเป็นวันครบรอบ 1 เดือนของบล็อกตะลุมบอน
ไม่น่าเชื่อว่าเพียงเดือนเดียว พวกเรากระหน่ำเขียนเรื่องได้ 71 เรื่อง ตามเป้าหมายจริงต้องมี 90 เรื่อง เพราะตกลง (อย่างไม่เป็นทางการ) กันว่าให้เขียนทุกวัน
ก็มีบ้างบางวันที่ยุ่งมากจนไม่มีหัว
บางวันล้ามากจนไม่มีใจ
และถึงแม้ไม่เขียน ไม่ได้อัปบล็อก ก็มีแอบคิดถึงบ้าง คล้ายๆ เป็นกิจวัตรประจำวันไปแล้ว

พวกเราเคยถกกันว่าการเขียนบล็อกคนละเรื่องทุกวัน จะทำให้ 1. มีเพื่อนๆ ติดตามอ่าน ประมาณว่าเป็นแฟนประจำเหมือนรอหนังสือวางแผง หรือ 2. เยอะเกินจนเบื่อจะอ่าน
สรุปว่าไม่ได้ข้อสรุป เพราะมีความเป็นไปได้ที่จะเกิดขึ้นทั้งสองกรณี
แต่ไม่ว่ายังไงก็ตาม เราสามคนคิดว่าจะมุ่งมั่นเขียนต่อไป เพราะพื้นที่นี้เหมือนสนามเขียนเล่น ให้เพื่อนๆ เข้ามาอ่านเล่น
ถ้าบางข้อเขียนจะแต้มรอยยิ้ม เติมความหวัง ปันแรงบันดาลใจ
แค่นี้เราก็แอบยิ้ม มีความหวัง และมีแรงบันดาลใจที่จะเขียนต่อไปเหมียนกัลล์ ^__^

วันเสาร์ที่ 14 พฤษภาคม พ.ศ. 2554

blue day

 เคยไหมที่ตื่นขึ้นในตอนเช้าแล้วรู้สึกมีอาการตุ่ยๆ ทางอารมณ์ ไม่อยากพูดอยากจา ไม่อยากเห็นหน้าใคร เห็นอะไรก็ดูขวางหูขวางตาไปหมด ความเบื่อหน่ายซึมเซาเกาะหนึบ หนักเข้าพาลจะหดหู่ ไร้สุขไปทั้งวัน
            บรรยายไปเรื่อยๆ จนชักจะคิดว่า นี่คือภาวะทางอารมณ์ของคนวัยทองหรือเปล่า อะจ๊าก !!!

วันศุกร์สีฟ้าเมื่อวานนี้ช่างเป็นวัน blue day เหลือเกิน อารมณ์หม่นๆ มาจากทั้งภาวะจิตใจของตัวเราเอง อาจเป็นสารเคมีบางอย่างในสมองลดต่ำลง หรือความคิดฟุ้งซ่านวกวน ผสมกับความเครียดจากภาระอึดอัดคับข้องใจแบบกลืนไม่เข้า คายไม่ออก ไหนจะมาเจอท้องฟ้าสีทึมเทายามฝนใกล้ตกอย่างนี้ มันช่างส่งเสริมความหมองหม่นกันดีจริ๊ง

เวลาเบื่อๆ เศร้าๆ ใครทำอะไรกันบ้าง
ช่วงที่ผ่านมา ฉันบำบัดความเบื่อและความง่วงของตัวเองด้วยการชงชา ไม่ใช่ชาแบบที่ต้มใส่กาเพื่อรินดื่ม แต่เป็นการชงชาเย็นแบบโบราณ
เมื่อต้องเปิดเตาแก๊ส ต้มน้ำ ตักชาใส่ผ้ากรองสำหรับชงชา การขยับเขยื้อนเปลี่ยนอริยาบถทำให้ความง่วงค่อยๆ หายไป
เมื่อค่อยๆ รินน้ำเดือดลงผ่านใบชา น้ำชาสีน้ำตาลใสไหลผ่านที่กรองออกมาสู่ภาชนะสแตนเลสที่เตรียมไว้ กลิ่นหอมอ่อนๆ ของใบชาค่อยๆ กลบกลิ่นความเบื่อ
และเมื่อผสมนมสดและนมข้น ชาสีน้ำตาลใสก็แปรเปลี่ยนเป็นสีส้มขุ่น ลองเล่นสนุกแบบร้านชาชักด้วยการรินชาถ่ายไปมาระหว่างภาชนะสองใบ ยกสูงเท่าที่มือสมัครเล่นอย่างเราจะกล้าเสี่ยง ทำอย่างนี้ 7-8 รอบ ชานมของเราก็พูนด้วยฟองด้านบนเหมือนร้านชาชักไม่มีผิด
ความง่วง ความเบื่อมลายหายไป ความสุขเข้ามาแทนที่
บางทีความสุขก็มาง่ายๆ แบบนี้เอง

แต่วันนี้ดูเหมือนความอับเฉาจะหนาหนัก ไม่อยากชงชา ไม่อยากเขียนบล็อก (เมื่อวานตอนที่เขียนอยู่ เว็บ blogspot ก็ขัดข้องอีกต่างหาก) ไม่อยากอ่านหนังสือ คิดว่าถ้ามีใครชวนไปเที่ยวก็ยังเฉยๆ ไม่มีอารมณ์ดี๊ด๊าใดๆ ทั้งสิ้น
ระดับความสุขดิ่งลงเหว ฉันเลยคิดว่าถ้าเพิ่มน้ำตาลในเลือด ดัชนีความสุขอาจจะกระเตื้องขึ้นนิดนึง  ว่าแล้วก็แวะไปซูเปอร์มาร์เก็ตใกล้บ้าน คว้าเจ้าขนมปังแท่งและน้ำจิ้มสตรอเบอร์รี่มากล่องนึง คิดว่าเอากลับไปจิ้มกิน อารมณ์อาจจะดีขึ้น
            ทันทีที่เปิดฝา ฉันหยิบขนมปังกรอบมากัด 1 แท่ง กัดเสร็จจึงเห็นว่าที่แท่งขนมปังพิมพ์รูปปลาวาฬและตัวหนังสือว่า whale biggest mammal
            ลองหยิบขึ้นมาดูอีกแท่ง เจอคำว่า mouse do not  be timid
ชักสนุกแฮะ ในกล่องมีสัตว์มากมายแทบไม่ซ้ำกัน
snail snail mail?
starfish star+fish
chicken kokekokko
cow mooooo
หยิบดูไปเรื่อยๆ จนเจอแท่งนี้
goat you are lucky today

อย่างน้อยวันนี้ก็ไม่เลวร้ายเกินไป
บางทีความสุขก็มาง่ายๆ แบบนี้เอง

วันอังคารที่ 10 พฤษภาคม พ.ศ. 2554

วิชาตัวเบา


ถ้าตะโกนถามผู้หญิงร้อยคนคละวัยว่าใครอยากผอมยกมือขึ้น เชื่อว่าต้องมีคนชูแขนผลึ่บผลั่บไม่ต่ำกว่าครึ่ง ก็ในเมื่อความผอมกลายเป็นบรรทัดฐานของความสวย ทั้งวัยรุ่น วัยสาว วัยกลางคน ผู้หญิงวัยไหนก็เหอะ กลัวอ้วนกันทั้งนั้น
            โชคดีที่ฉันเกิดมาผอมแห้งแรงน้อย ได้เชื้อพ่อมาเยอะก็เลยผอมสูงเหมือนพ่อ จำได้ว่าตอนเป็นวัยรุ่นฉันกินเก่ง น่าจะเรียกได้ว่ากินล้างกินผลาญกันเลยทีเดียว กินไปแป๊บๆ ยังไม่ทันไร หิวอีกแล้ว ดีที่บ้านเราเปิดร้านก๋วยเตี๋ยว หิวปุ๊บลวก (ก๋วยเตี๋ยว) ปั๊บ กินได้กินดี แถมกินเท่าไหร่ก็ไม่เคยอ้วน
            ผ่านเข้าสู่วัยทำงาน จากวัยทีนมาสู่วัยยี่สิบกว่าๆ ฉันยังคงรักษาประสิทธิภาพการกินได้ดีเยี่ยมดุจเกลือรักษาความเค็ม แต่เมื่อผ่านวัยรุ่นไปแล้ว ระบบการเผาผลาญอาหารเริ่มอ่อนแรง ไม่ปรู๊ดปร๊าดเผาไหม้หมดจดเหมือนก่อน ทีนี้เสร็จล่ะสิ หน้าท้องที่เคยแบนราบ เริ่มมีไขมันมาเปิดบัญชีออมทรัพย์ นานวันเข้ากลายเป็นบัญชีฝากประจำ
3 เดือนก็แล้ว 6 เดือน 12 เดือน ไม่มีทีท่าว่าไขมันจะปิดบัญชี จากวันนั้นถึงวันนี้ มันได้กลายเป็นบัญชีแบบฝากตลอดชีพไปเรียบร้อยแล้ว

จนถึงทุกวันนี้ความอ้วนยังไม่ได้เป็นทั้งเพื่อนสนิทหรือศัตรูตัวร้ายของฉัน น่าจะเป็นความโชคดีของร่างกายที่คงระดับน้ำหนักไว้ไม่เหวี่ยงเกิน 1-2 กิโลมาตั้งแต่วัยเช้ายันวันบ่ายคล้อยในวันนี้ จะมีก็แต่นังพุงนั่นแหละที่ปูดโปนออกมาให้ระอาใจ มิใยจะกำจัดอย่างไร เดี๋ยวมันก็กลับมาใหม่
วันก่อนพี่กุ้ง (ชื่อในเฟซบุ้คคือ Euretha Atelier) อดีตอาจารย์สอนวิชาออกแบบลายผ้าและสิ่งทอ คณะศิลปกรรม จุฬาฯ ส่งข้อความมาถามประสบการณ์ล้างพิษของฉัน ก็เลยเห็นว่าน่าจะเอามาเขียนบล็อกซะหน่อย กำลังหาเรื่องเขียนอยู่พอดี อิอิ

ราว 10 ปีที่แล้วฉันได้ยินเรื่องการกินอาหารแบบแมคโครไบโอติคมาระยะหนึ่ง แต่ไม่เคยทดลอง จนกระทั่งวันหนึ่งเกิดฮึด เอาหนังสือมาอ่าน ทั้งแมคโครไบโอติคและหนังสือล้างพิษ คิดว่าไหนๆ มีวันหยุดติดกัน 3 วัน จำศีลอยู่บ้าน ไม่ได้ไปไหน ไม่ต้องใช้พลังงานเยอะ น่าจะลองล้างพิษดูซิ เผื่อพุงจะยุบบ้าง
ในหนังสือมีวิธีล้างพิษแบบ 3 วัน 7 วัน แนะนำรายการการกินอาหารแต่ละวันว่าให้งดหรือให้กินอะไร ซึ่งฉันจำรายละเอียดไม่ได้ จำได้แต่ว่าเป็นการล้างพิษแบบหักดิบจริงๆ เพราะวันแรกไม่ได้กินอะไรเลย ให้เอาน้ำลูบท้องอย่างเดียว
ทีนี้อยู่แต่บ้าน ก็เปิดดูแต่ทีวี ก่อนหน้านี้ไม่เคยสังเกตเลยว่า ในทีวีมีโฆษณาของกินมากมายขนาดนี้ จนวันนั้นนั่นแหละ วันที่ท้องร้องครืดคราด เดี๋ยวๆ ก็โฆษณาพิซซ่า เปลี่ยนช่องไปนึกว่าจะรอด ดันเจอมาม่าต้มยำกุ้งอีก ทำใจสู้ ดูไปน้ำลายยืดไป ไม่ทันไรโฆษณาน้ำอัดลมเปิดจุกเย็นซ่า ไหนจะนมสด นมเปรี้ยว โยเกิร์ต นี่ยังไม่นับรวมพวกขนมขบเคี้ยว กูลิโกะ มันฝรั่ง โก๋แก่ ล้วนแล้วแต่ทรมานพยาธิ ชวนให้ตบะแตก ลงไปต้มมาม่า เปิดกระป๋องน้ำอัดลม แล้วค่อยโทรสั่งพิซซ่ามากินซะให้สาสม
แต่ฉันก็ซาดิสม์ อดทนทดอดผ่านไปจนครบสามวัน โดยวันหลังๆ กินน้ำต้มผักบ้าง กินผักต้มบ้าง แต่ผอมลงหรือเปล่า ทำไมจำไม่ได้ก็ไม่รู้แฮะ จำได้แต่รสชาติความหิว แล้วลงเอยด้วยความคิดว่า จงเลี้ยงพุงต่อไปเถอะเรา

จนเมื่อสี่ปีแล้ว ไปทำข่าวเรื่องโยคะที่สมุย ทางสตูดิโอมีคอร์สล้างพิษด้วยน้ำผลไม้ ดูค่าใช้จ่ายแล้วคิดว่า ข้าวปลาก็ไม่ได้กิน แต่ไหงค่าใช้จ่ายมันหลายสตางค์จริงวุ้ย อย่ากระนั้นเลย กลับมาประยุกต์พลิกแพลงเอาเองดีกว่า
น้ำแครอทผสมฝรั่งสกัด ส่วนข้่าวผัดอเมริกันอย่าไปสนใจมัน :D

ฉันตั้งเวลาล้างพิษด้วยน้ำผลไม้ 3 วัน ก่อนจะถึงวันล้างพิษต้องค่อยๆ ลดปริมาณอาหารลงทีละนิด เลือกอาหารที่ย่อยง่ายไม่หนักท้อง พอถึงวันแรกฉันเริ่มต้นด้วยการดื่มน้ำผลไม้ 3 มื้อ เอาแครอทและฝรั่งมาเข้าเครื่องแยกกาก สกัดเป็นน้ำออกมา ดื่มอั้กๆ แก้วโต อิ่มได้แป๊บๆ พอหิวก็ดื่มน้ำเอา
วันที่สอง ดื่มน้ำผลไม้สกัด 3 มื้อ และเพิ่มผลไม้ที่ย่อยง่าย น้ำตาลไม่เยอะมาก 1 อย่างกินควบคู่ไปด้วย จำได้ว่าฉันเลือกส้มโอ (ไม่รู้น้ำตาลเยอะหรือเปล่า แต่ชอบ) วันนี้ค่อยอิ่มท้องขึ้นหน่อย เพราะมีอะไรมาให้เคี้ยวบ้าง
วันที่สาม ดื่มน้ำผลไม้สกัดทั้ง 3 มื้อ กินส้มโอ เพิ่มผลไม้อีกอย่างคือแอ๊ปเปิ้ล และมื้อเย็นกินสลัดผัก (เลือกสลัดน้ำใส) ไชโย
สามวันผ่านไป คราวนี้เห็นผลชะงัดมาก พุงแบนแต๋ ต้นขาตรงสะโพกที่เคยเป่งออกมาก็ยุบลงไปอย่างอัศจรรย์ ตัวเบาแบนเห็นได้ชัด ยอมรับว่าฉันติดใจการล้างพิษด้วยวิธีนี้มาก ช่วงนั้นทำเกือบทุกเดือน ว่ากันตามหลักสุขภาพ บอกตรงๆ ว่าไม่รู้ว่าถูกต้องหรือไม่ แต่คิดปรับแต่งเอาตามความสะดวกของเรา
ทีนี้การกลับมากินอาหารหลังล้างพิษเป็นเรื่องที่ต้องให้ความสำคัญ เพราะกระเพาะอาหารของเราเพิ่งมีโอกาสได้ลิ้มรสลองวีคเอนด์กับเขา ได้หยุดพักผ่อน ไม่ต้องย่อยอาหารอยู่ตลอดเวลา พอจะกลับมาเริ่มกินอาหารใหม่ คราวนี้ต้องค่อยเป็นค่อยไป โดยเริ่มจากอาหารย่อยง่ายอย่างสลัด ข้าวต้ม ปลานึ่ง ผักนึ่ง เกี๊ยวน้ำหรือสุกี้แห้งก่อน
วันแรกๆ เราจะไม่ค่อยหิวเท่าไหร่หรอก ข้าวก็กินไม่เยอะ เพราะมันทั้งอิ่มไปเองและทั้งอยากรักษาหน้าท้องแบนราบให้คงอยู่นานๆ แต่พอผ่านไปหลายวันเข้า วิถีการกินอาหารก็จะค่อยๆ ปรับกลับมาเป็นแบบเดิม
ฉันไม่ได้ล้างพิษด้วยน้ำผลไม้มาสองปีแล้ว แถมช่วงนี้ไม่ได้ไปโยคะอีกต่างหาก เพราะเซ็นทรัลลาดพร้าวปิดปรับปรุง ไขมันก็เลยกระหน่ำดอกเบี้ยฝากประจำแบบไม่หักภาษีให้ซะอ่วม
เห็นทีเร็ววันนี้มาเริ่มต้นล้างพิษใหม่ดีกว่า กลับเข้าคอร์สวิชาตัวเบาอีกสักหน
แต่ก่อนจะถึงวันนั้น (ซึ่งไม่ได้กำหนดว่าวันไหน) ตอนเที่ยงอย่างนี้ขอไปจัดการขนมจีนน้ำยาไข่ต้ม หมูทอด ชานมเย็น แล้วปิดท้ายด้วยข้าวเหนียวมะม่วง น่าจะอิ่มกำลังดี ฮี่ ฮี่   

วันศุกร์ที่ 6 พฤษภาคม พ.ศ. 2554

ตัดผม ตัดโซ่

ภาพโดยชิฮิโระ ศิลปินชาวญี่ปุ่น
            เวลาดูคนอกหักในมิวสิควิดีโอ ถ้าเป็นผู้ชาย มักจะเปิดฝักบัวแรงๆ รดหัวตัวเองโดยไม่ถอดเสื้อผ้า ถ้าเป็นผู้หญิง (ส่วนใหญ่ผมยาว) มักจะเอากรรไกรมาหั่นผมตัวเองซะสั้นจู๋
            นัยหนึ่งคือการประชดคนรัก อีกนัยหนึ่ง ถ้ามองในทางดี คือการเปลี่ยนแปลงตัวเอง ตัดสิ่งเก่าๆ ทิ้งไปแล้วเริ่มต้นชีวิตใหม่
ทรงผมเป็นสัญลักษณ์ของการเริ่มต้นสิ่งใหม่ได้อย่างไม่น่าเชื่อ

            เป็นการยากที่เราจะเปลี่ยนงาน เปลี่ยนคนรัก เปลี่ยนนิสัย แต่การตัดสินใจลองเปลี่ยนทรงผมน่าจะทำได้ง่ายที่สุด เทียบกับการเปลี่ยนแปลงต่างๆ ที่ยกตัวอย่างมาข้างต้น การเปลี่ยนทรงผมไม่ต้องใช้ความเข้าใจหรือความพยายามใดๆ แค่เดินเข้าร้านทำผมเท่านั้น
            แต่คนจำนวนไม่น้อยก็เลือกที่จะไม่เปลี่ยน ผูกใจกับผมทรงเดิม 10 ปี 20 ปี 40 ปี หรือเกือบตลอดชีวิต

            ตอนเด็กๆ คำพังเพยไทยที่ว่า ไก่งามเพราะขน คนงามเพราะแต่ง ฉันได้ยินแล้วไม่ค่อยเชื่อเท่าไหร่ เพราะคิดว่าลองถ้าคนเราหน้าตาไม่สวย ต่อให้แต่งยังไง้ มันก็ไม่มีทางจะสวยไปได้
            แต่ยิ่งโตฉันกลับยิ่งเชื่อคำพังเพยนี้ ดูอย่างดารานักร้องในทีวี (ไม่นับคนที่ไปทำศัลยกรรมเพิ่ม) โดยเฉพาะคนที่เข้าประกวดร้องเพลงต่างๆ ตอนแรกหน้าตาธรรมดาบ้านๆ แต่พอเจอช่างแต่งหน้าทำผมเท่านั้นแหละ สวยหล่อขึ้นผิดหูผิดตา
            และสิ่งที่ชูโรงลุคโดยรวมว่าจะดูเวิร์คหรือไม่เวิร์คก็อยู่ที่ทรงผมนี่แหละ

            คนหลายคนมีชีวิตเปลี่ยนไปเพราะเปลี่ยนทรงผม เห็นกันชัดๆ ก็ดาราอย่างเจี๊ยบ-โสภิตนภา จากผู้หญิงผมยาวมาเป็นผมสั้นเพราะต้องรับบทในเรื่อง กุมภาพันธ์ จากนั้นเธอก็ดังเปรี้ยงปร้างเป็นที่จดจำ สาวๆ พากันตัดผมทรงกุมภาพันธ์กันเป็นแถว ก้อย-รัชวินก็บอกเหมือนกันว่าทรงผมทำให้ชีวิตเธอเปลี่ยนไป แต่ก่อนตอนเป็นนิสิตนิเทศ จุฬาฯ และตอนเป็นดีเจ ก้อยไว้ผมยาว พอตัดผมสั้น เธอก็สดใสโดดเด่นขึ้น
            ทั้งหมดนี้ต้องยกความดีให้ช่างตัดผม

            เวลาเข้าร้านตัดผม ที่ร้านมักถามว่ามีช่างประจำหรือไม่ แสดงว่าการมีช่างผมประจำตัวเป็นเรื่องที่ต้องใส่ใจอย่างหนึ่ง แต่ไม่ใช่เรื่องง่ายที่เราจะพบเจอช่างตัดผมที่ถูกใจ จนกลายเป็นช่างประจำของเรา
ภาพวาดน่ารักของ Karel Capek
            ครั้งหนึ่งตอนไปเที่ยวต่างจังหวัด พี่นิยม นภาลัย แห่งร้าน Feel Good รุ่นพี่ผู้ชายที่สนิทกันโทรศัพท์ไปนัดวันเวลากับช่างตัดผมประจำของเขา พอวางสายพี่ยมหันมาพูดกับพวกเราว่า ฟังดูเหมือนงี่เง่า เรื่องมากและสำอางเหลือเกินที่ต้องโทรศัพท์นัดช่างตัดผมด้วย แต่พี่ยมบอกว่าเคยตัดมาหลายร้านหลายช่างแล้ว แม้จะเป็นทรงผมผู้ชายธรรมดา แต่ช่างคนนี้ตัดดีและถูกใจที่สุด

            ฉันก็มีช่างประจำเช่นกัน ชื่อคุณติ่ง ร้านวีนัส ซอยต้นสน ก่อนที่จะมาเจอคุณติ่ง ฉันสามารถเดินเข้าร้านทำผมร้านไหนก็ได้ ตัดกับใครก็ได้ ร้านประเภทตัดด่วนร้อยเดียวก็ตัดบ่อย
            ระหว่างที่ตัดกับคุณติ่งก็แอบปันใจไปตัดร้านอื่นบ้างตามแต่สะดวก ผลก็คือล้มเหลวมหาศาล
            เวลาตัดผมกับคุณติ่ง ฉันไม่เคยต้องบอกว่าขอสั้นอีกนิด ตรงนี้พอแล้ว คุณติ่งจัดให้อย่างกำลังดีทุกครั้ง แต่ช่างคนอื่น ถ้าฉันขอสั้นอีกนิด มันจะกลายเป็นหายนะ เพราะมันจะต้องสั้นเกินไป แล้วในที่สุดฉันก็จะดูเหมือนยายไปอีกประมาณ 3 อาทิตย์ ลองนึกภาพยายแก่ๆ ที่ตัดผมสั้นๆ นั่นล่ะประมาณนั้นเลย
ฉันเคยพาเพื่อนสนิท กบ-สุดกมล ตั้งธรรม ไปตัดผมกับคุณติ่ง เพราะกบไว้ผมยาวตรงๆ ทรงเดิมมานานเกือบ 10 ปีแล้ว ฉันเชียร์ให้กบตัดผมสั้น กบบอกว่าพี่อั๋น-ฝาละมีชอบให้ไว้ยาว
            คุณติ่งถามกบว่าอยากตัดทรงอะไร กบบอกว่าตัดสั้นธรรมดา ตรงๆ
            งั้นตัดร้านหน้าปากซอยแล้วกัน ไม่ต้องมาถึงนี่ คุณติ่งบอกกบ
            แสบๆ แซ่บๆ คือคาแรกเตอร์ของคุณติ่ง
ภาพวาดสีน้ำโดยต้อม-สุขชัย

            ศุกร์ที่แล้วฉันเพิ่งไปตัดผมมาอีกครั้ง ฉันถามคุณติ่งว่ามีไหม ผมแบบไหนที่ตัดยาก
            มี คนที่ไม่มีผมไง คุณติ่งตอบ
            ฉันหัวเราะพรืด นึกว่าเธอปล่อยมุก แต่เธอสบตาฉันในกระจก แล้วตอบอย่างจริงจังว่า
            อ้าว จริงๆ ก็คนที่มีผมน้อยมากๆ ก็ตัดยากสิ เพราะมันไม่มีผมจะให้ตัด มันทำให้ดูดียาก
            นอกจากคนที่มีผมน้อยแล้ว คุณติ่งบอกว่าคนที่ไม่มีความมั่นใจในตัวเองก็ทำให้ช่างตัดผมทำงานยากเช่นกัน เธอเล่าว่าครั้งหนึ่งเคยมีลูกค้าให้เธอตัดผม เธอบอกว่าให้ตัดทรงนั้นทรงนี้ ทำอย่างนั้นอย่างนี้ เสนออ็อปชั่นต่างๆ นานาเกือบสิบห้านาที แต่ลูกค้าส่ายหัวลูกเดียว ไม่เอา ไม่กล้า ไม่ทำซักอย่าง
ในที่สุดคุณติ่งสุดแสบบอกว่า เอาล่ะ ไม่ตัดก็ได้แต่ขอสั่งสอนหน่อย โดยที่ไม่รู้ว่าลูกค้าคนนั้นเป็นหมอ คุณติ่งบอกว่า ถ้าคุณเป็นหมอ มีคนไข้มาหา อยากจะหาย คุณบอกให้ฉีดยา กินยา ทำนั่นทำนี่ แต่คุณไข้ไม่ยอมทำซักอย่าง คุณคิดว่าเค้าจะหายมั้ย โป๊ะ...เหมือนแทงใจดำ ลูกค้าก็เลยยินยอมให้คุณติ่งบันดาลผมทรงใหม่ให้เธอ และก็เป็นที่สวยงามถูกใจ
           
ถ้าใครไว้ผมทรงเดิมมานานแล้ว มันอาจยากที่จะทำใจตัด หั่น ดัด ซอย แต่การลุกขึ้นมาทำอะไรใหม่ๆ ให้ตัวเองบ้าง เริ่มต้นที่ทรงผม อย่างน้อยที่สุดชีวิตก็น่าจะมีสีสันขึ้น ถ้าคุณผมยาวมากๆๆๆๆ อย่างน้อยที่สุดหัวคุณก็จะเบาขึ้นเยอะ
            การตัดผมอาจเป็นนัยยะของการไขกุญแจปลดล็อคบางสิ่งบางอย่างที่เรายึดติดมานาน
            ถ้าเรากล้าที่จะเปลี่ยนทรงผม ก็เท่ากับเรากล้าก้าวเท้าไปสู่สิ่งใหม่ๆ
            อะไรจะตามมาไม่รู้ อาจออกหัวหรือออกก้อย
            แต่อย่างน้อยที่สุด เราก็กล้าที่ทลายกำแพงที่เราสร้างขึ้น
            แล้วที่เหลือก็จะง่ายขึ้นเอง

วันพฤหัสบดีที่ 5 พฤษภาคม พ.ศ. 2554

เราทุกคนคือยอดมนุษย์

 ตลอดชีวิตการทำงานเกี่ยวกับตัวหนังสือของฉัน ครั้งหนึ่งเคยหลุดวงโคจรจากการเป็นนักข่าว ไปสู่บทบาทของสาวออฟฟิศอยู่ระยะหนึ่ง หน้าที่การงานที่รับผิดชอบนั้น ยังคงวนเวียนอยู่กับงานเขียน
บริษัทที่ฉันเป็นลูกจ้าง เป็นบริษัทขายตรงรายใหญ่ที่สุดของเมืองไทย ใช่แล้ว บริษัท แอมเวย์ นั่นเอง
ตลอดระยะเวลาสองปีของการทำงานที่แอมเวย์ ฉันรู้สึกเหมือนได้ทำงานกับตัวหนังสือมากที่สุดเท่าที่เคยทำมาในชีวิต
นึกย้อนกลับไป ฉันยังไม่อยากเชื่อว่าจะมีงานอะไรให้ทำได้มากมายขนาดนั้น พนักงานรับผิดชอบในแผนกมี 3 คน ต่างก้มหน้าก้มตาช่วยกันทำงาน ชนิดที่ต้องเรียกว่าแทบไม่มีเวลาหายใจ

สิ่งพิมพ์ทุกอย่าง ถ้าขึ้นชื่อว่ามีตัวหนังสือล่ะก็ แผนก literature ที่ฉันสังกัดอยู่ ต้องดูแลรับผิดชอบอย่างไม่มีการอิดออด ไม่ว่าจะเป็นนิตยสารรายเดือน จดหมายข่าวรายปักษ์ แคตตาล็อก รายการแสดงราคาสินค้า (price list) และฉลากสินค้า
โดยทั้งหมดนี้ต้องดูแลทุกขั้นตอนการผลิต ตั้งแต่ตามล่าตามจิกข้อมูลจากเหล่ามาร์เก็ตเตอร์ เขียนเรื่อง ส่งให้ผู้ที่รับผิดชอบตรวจ รอส่งกลับ (โดยต้องโทรจิก) แก้ไข ตรวจปรู๊ฟ ติดต่อเอเจนซี่เพื่อทำอาร์ตเวิร์ค บรีฟเป็นรายหน้า ส่งให้มาร์เก็ตเตอร์และหัวหน้าตรวจเมื่อเอเจนซี่จัดอาร์ตเวิร์คกลับมา ติดต่อโรงพิมพ์ คิดราคาค่าออกแบบและค่าพิมพ์ ทำเบิกจ่ายค่าอาร์ตเวิร์คและค่าพิมพ์ ตรวจปรู๊ฟสี หากมีการถ่ายรูปสินค้า ต้องเขียนใบเบิกสินค้า นัดสตูดิโอ และไปควบคุมดูแลการถ่ายภาพ
นอกเหนือจากงานที่ต้องรับผิดชอบโดยตรง บริษัทยังมีกิจกรรมต่างๆ แจกจ่ายกระจายให้พนักงานร่วมมือกันทำให้สัมฤทธิ์ผล อย่างเช่นการยื่นขอจดทะเบียนเพื่อรับรองมาตรฐานการจัดการสิ่งแวดล้อม (ISO 14001) ซึ่งกว่าจะได้มา แต่ละแผนกต้องส่งตัวแทนตั้งเป็นคณะทำงาน ทั้งประชุม ทำงาน จัดทำเอกสาร และตรวจสอบมาตรฐานกันเองจนมึนตึ้บ
งานที่มีรายละเอียดเหล่านี้ไม่ได้มาทีละงาน แต่ทุกอย่างประเดประดังกันเข้ามาราวห่าฝน บ่อยครั้งเราเปียกปอน เหน็บหนาว จนแทบทรงตัวไม่อยู่
วันที่หัวใจเราร้องตะโกนว่า โว้ยยยย กูไม่ไหวแล้วโว้ย 
ไม่น่าเชื่อ เราก็ยังทำมันไหว   
และเมื่อมองกลับไปที่เพื่อนร่วมงานทุกคน ฉันไม่เคยเห็นใครมีเวลานั่งเหม่อลอย ใช่ว่าเราเหนื่อยอยู่คนเดียวเสียเมื่อไหร่
หลายครั้งที่เส้นด้ายแทบขาดผึง แต่สิ่งที่ฉันเห็นคือหัวหน้าใหญ่ของแผนก พี่ปาน-ชุมพฤนท์ ยุระยง ยังคงขมีขมันกับกองเอกสารบนโต๊ะ  กระตือรือร้นกับการเข้าประชุม มีอารมณ์ขันให้ลูกน้อง และตรวจงานพวกเราอย่างใส่ใจทุกชิ้นเสมอ
หน้าที่ในความรับผิดชอบของพี่ปานมากมายกว่าพวกเราหลายเท่านัก แต่พี่ปานก็บริหารงานอันแสนยุ่งเหยิงในแบบที่เรียกว่า เอาอยู่

การเติมน้ำยาล้างจานแบบซองรีฟิลล์ใส่ขวด ถ้าเราแค่เทน้ำยาหมดซองแล้วโยนทิ้ง เราจะไม่มีวันรู้เลยว่าน้ำยาที่ติดค้างในซองยังเหลือให้เราได้ใช้ประโยชน์อีกหลายครั้ง
ถ้าความสามารถของคนเราเป็นเหมือนซองรีฟิลล์ แอมเวย์ได้ รีด ศักยภาพพนักงานออกมาได้อย่างมากมายแทบไม่น่าเชื่อ

กองงานมหาศาลที่ท่วมหูท่วมหัว เราคิดว่าใครจะทำหมด ใครจะทำทัน ใครจะทำไหว
เราบ่นในใจ...คิดว่าฉันเป็นยอดมนุษย์หรือไง ให้งานมากมายขนาดนี้...
คำตอบคือใช่ เราทุกคนเป็นยอดมนุษย์ เราทุกคนมีพลังล้นเหลือ เราทุกคนมีศักยภาพแอบแฝงมหาศาล
ท่ามกลางงานที่ทำแทบไม่ทัน ฉันเคยได้รับมอบหมายให้จัดทำ ประวัติเพชร ขึ้นใหม่ (นักธุรกิจแอมเวย์ที่ทำยอดขายจนได้รับการประกาศเกียรติคุณว่าเป็นเพชร เพชรบริหาร ตรีเพชร มุงกุฏ มุงกุฏทูต ตามลำดับ--ถ้าจำไม่ผิด) ซึ่งมีราว 70 คน โดยต้องนัดถ่ายรูปใหม่หมด สัมภาษณ์ และทำต้นฉบับของบุคคลเหล่านี้เป็นรายคน
ฉันในฐานะผู้รับผิดชอบโปรเจ็คท์นี้โดยตรง รับโควต้าในการสัมภาษณ์และเขียนมากที่สุด น่าจะราว 30-40 คน
สิ่งที่ยากคือ นอกจากจะต้องเขียนเรื่องราวความสำเร็จ ที่มีวิธีการทำงานเหมือนกันทุกคนไม่ผิดเพี้ยน ให้แตกต่างหลากหลาย น่าสนใจและไม่ซ้ำกันแล้ว ยังต้องเร่งทำให้เสร็จตามเดดไลน์ด้วย
คืนแล้วคืนเล่าที่ฉันนั่งเขียนเรื่องราวของเพชรแต่ละคน จนน้ำในร่างกายตัวเองแทบแห้งเหือด สมองและหัวใจบอกว่าทำต่อไปไม่ไหวแล้ว คิดไม่ออกแล้ว
แต่แล้วค่ำคืนถัดมา ภายใต้แสงโคมไฟสีส้มในห้องนอน ฉันบอกตัวเองว่า ถ้าฉันทำโปรเจ็คท์นี้เสร็จ นับแต่นี้ต่อไป ไม่ว่าจะเจองานในอะไรในหล้าโลก ฉันก็ทำได้หมด
แล้วฉันก็ทำเสร็จและผ่านมาได้จริงๆ

แอมเวย์อาจเป็นชื่อที่หลายคนทำท่าแหยง เมื่อใครสักคนที่เรารู้จักพูดถึง ชักชวน หรือนำเสนอสินค้าให้
แต่สิ่งดีที่แอมเวย์บอกกับนักธุรกิจและพนักงานทุกคนเสมอก็คือ ถ้าคุณเชื่อว่าคุณทำได้ คุณก็ทำได้  

ลองรีดซองรีฟิลล์ในตัวคุณเองดูสิ


วันพุธที่ 4 พฤษภาคม พ.ศ. 2554

สิ่งไม่จำเป็นอันเป็นที่รัก

ผ้ามากมายที่ฉันบ้าคลั่งซื้อมา

ตั้งแต่เริ่มหัดเรียนเขียนอ่าน นักเรียนชั้นประถมก็ได้รับการสอนสั่งและท่องกันปาวๆ จนขึ้นใจว่า ปัจจัย 4 ที่จำเป็นต่อการดำรงชีวิตของมนุษย์ประกอบด้วย อาหาร ที่อยู่อาศัย เครื่องนุ่งห่ม และยารักษาโรค
แค่มี 4 อย่างนี้เราก็อยู่รอดปลอดภัยและมีความสุขได้
คนเราถ้ากินอิ่ม นอนหลับ ไม่หนาวเหน็บและเจ็บไข้ ก็น่าจะสุขีกับชีวิตได้ในระดับหนึ่ง แต่เราไม่อยากหยุดอยู่แค่ระดับหนึ่งหรอก จริงไหม
ความจำเป็น ความต้องการ ความปรารถนา หรือทางพุทธเรียกว่ากิเลส จะเรียกว่าอะไรก็แล้วแต่ จะคอยมาสะกิดให้เราอยากได้นู่นได้นี่ตลอดเวลา แม้เราจะมีข้าวของที่มีประโยชน์ใช้สอยเหมือนกับของที่อยากได้อยู่แล้วก็ตาม แต่เราก็มักจะหาเหตุผลในการมีของสิ่งใหม่ (ที่ใกล้เคียงของเดิม) มาหักล้างได้เสมอ
เชื่อว่าทุกคนคงเป็น และเชื่อว่าหลายคนเรียกสิ่งนี้ว่าความสุข

วันนี้ระหว่างเดินอยู่ใน zeen zone เซ็นทรัลชิดลม อันเป็นแหล่งรวมข้าวของกระจุกกระจิกนานา ฉันคว้าหมับไปที่สติกเกอร์แบบนูนอันหนึ่ง เป็นสติกเกอร์ดวงจิ๋วๆ ลายเครื่องครัวน่าเอ็นดูหลายลาย ทั้งตาชั่ง เครื่องปั่น แก้วน้ำ เหยือก ช้อน  ฯลฯ
พลิกดูราคา 120 บาท ใจนึงบอกว่าซื้อเหอะ อีกใจบอกว่าไม่จำเป็น ใจนึงบอกว่าน่ารักนะ เหยือกลายจุดด้วย อีกใจบอกว่าซื้อไปก็ไม่กล้าใช้ เสียดาย แอบงก ใจนึงบอกว่าถือไว้ก่อนระหว่างเดินดูของอย่างอื่น อีกใจบอกว่ารีบไปเหอะ ต้องกลับไปทำนู่น นั่น นี่
            เถียงกันไปมา สรุปว่าไม่ได้ซื้อ แต่กลับมาบ้านแล้วคิดถึง :D
สมุดบันทึกที่ไม่รู้เมื่อไหร่จะใช้หมด
           
            พี่คนหนึ่งเคยบอกว่าเมื่อเราซื้อของชิ้นหนึ่ง ก็เท่ากับเราเพิ่มงานให้ตัวเองอย่างหนึ่ง เป็นงานในการดูแล จัดเก็บ และปัดฝุ่นทำความสะอาด
            เคยถามเพื่อนชาวญี่ปุ่นว่า zakka แปลว่าอะไร เพื่อนให้ความหมายได้ตรงใจมากว่า “unnecessary but cute”
            ของหลายอย่างในชีวิต แม้ไม่จำเป็นต่อร่างกาย แต่มีแล้วจิตใจกระชุ่มกระชวยดี บางอย่างซื้อแล้วก็ยังซื้ออีกได้ไม่รู้เบื่อ
           
ทุกเช้าวันอาทิตย์ ตุ่น-อาจารย์วิลลา วิลัยทอง อาจารย์สาวคนสวยประจำคณะอักษร จุฬาฯ จะมีความสุขกับการไปร้านกิฟต์ช้อปที่มาเปิดแผงในหมู่บ้านปูนซิเมนต์ไทยที่เธอพักอาศัย ตุ่นเรียกร้านนี้ว่า ร้านหลอกลวง แต่ตุ่นก็ยอมให้หลอกด้วยความเต็มใจ เพราะร้านหลอกลวงประกอบด้วยข้าวของจุ๊กจิ๊กสารพัดสิ่ง ไม่ว่าจะเป็นสมุดโน้ต กระเป๋าใส่เศษสตางค์ คลิปหนีบกระดาษ ถาดอาหาร ถุงช้อปปิ้ง ขวดน้ำ เอ่ยชื่อมาเถอะ ตุ่นเคยซื้อมาหมด ซื้อจนคนขายยังทักว่า อันนี้น้องเคยซื้อไปแล้ว
ในห้องครัวบิวท์อินของตุ่น นอกจากจะเก็บแก้วน้ำ จานชาม และเครื่องปรุงต่างๆ แล้ว ตู้ชั้นบนสุดเป็นพื้นที่ที่กันไว้สำหรับสิ่งของเล็กๆ ที่ตุ่นซื้อหามา คราใดมีเพื่อนไปเยี่ยมบ้าน ตุ่นจะปีนเก้าอี้และหยิบข้าวของลงมาแจกจ่ายให้เพื่อนไว้เป็นที่ระลึกเสมอ นี่ยังไม่นับรวมถึงสมุดบันทึกที่ตุ่นเก็บสะสมไว้อีกหนึ่งตู้เต็ม
งานปักที่เห็นเมื่่อไหร่ ยากที่จะอดใจ

มีของไม่น้อยที่เราซื้อหามาชื่นชม แล้วก็จัดการเก็บใส่กล่องหรือใส่ตู้ไว้ เราไม่อยากเอามาใช้ บางทีเราลืมมันไปแล้วด้วยซ้ำ แต่ของที่ไม่จำเป็นเหล่านี้แหละที่ทำให้เรามีความสุขเมื่อได้หยิบขึ้นมาดูอีกครั้ง บางชิ้นผ่านกาลเวลามาหลายปี และแน่นอนมันจะอยู่กับเราไปอีกหลายปี
มันกินไม่ได้ แต่เราเรียกมันว่าสุนทรีย์ของชีวิต

ประโยคหนึ่งในหนังสือ ข้างหลังโปสการ์ด โดยหลานเสรีไทย (136) เขียนไว้ว่า แม่บอกว่าถ้ามีเงินสองบาท บาทหนึ่งจงเอาไปซื้อข้าว อีกบาทหนึ่งให้เอาไปซื้อดอกไม้
ถ้าชีวิตดำรงอยู่ได้ด้วยปัจจัย 4 หัวใจก็เต้นอยู่ได้ด้วยสิ่งสุนทรีย์
ถ้ามีเงินอยู่ 150 บาท 30 บาทฉันจะเอาไปซื้อก๋วยเตี๋ยว อีก 120 บาทฉันคิดว่าจะเอาไปซื้อสติกเกอร์
^___*
             

   


  

วันอังคารที่ 3 พฤษภาคม พ.ศ. 2554

ภาษาดอกไม้


ฉันเป็นโคนันทวิศาลค่ะ ชอบคนพูดเพราะ และเชื่อว่าทุกคนก็น่าจะชอบคนพูดเพราะเหมือนกัน เวลาใครมาพูดห้วนๆ ใส่ ทั้งๆ ที่เราพูดดีด้วย สเกลความไม่พอใจบนหน้าปัดอารมณ์ของฉันจะกระดิกทันที ปฏิกิริยาตอบสนองไวเกินคือนิสัยเสียของฉัน แต่พักหลังเริ่มดีขึ้น (นิดเดียว)

เท่าที่สังเกตคนที่ทำงานบริการและงานขายมักจะเป็นฝ่ายถูกลูกค้าไล่บี้อยู่เสมอ จากประสบการณ์ที่เคยเปิดร้านเสื้อที่จตุจักร แม่ค้าอย่างฉันโดนลูกค้าพูดจาห้วนๆ ใส่เป็นประจำ บางคนโตกว่า บางคนวัยไล่เลี่ย และบ่อยครั้งที่คนมีอายุน้อยกว่าสอบถามและต่อรองราคาราวกับกำลังสำรากขากถุยใส่ฉัน

และก็คนที่ทำงานบริการและงานขายอีกเหมือนกันที่มักจะพูดห้วน น้ำเสียงแห้งแล้ง ไม่รู้เป็นเพราะโดนมาเยอะหรือไง บางครั้งแม้ไม่ได้พูดจาด้วยถ้อยคำหยาบคาย แต่การแสดงอวัจนภาษาปั้นปึ่ง มึนตึง เฉยชา ก็ไม่แตกต่างจากคำพูดแบบไม่มะนาวไม่มีน้ำเท่าไหร่ ไม่รู้เป็นเพราะ 1. เขาเบื่องาน 2. วันนี้เขาอารมณ์ไม่ดี 3. เขาทะเลาะกับแฟน 4. เขาเมนส์มา  หรือ 5.เขาไม่มีความสุข
ฉะนั้น ถ้าเลือกได้ ฉันก็เลือกที่จะเลี่ยงร้านพูดไม่เพราะ ถ้าร้านไหนพูดจาดี ก็สมัครเป็นลูกค้าขาประจำ

บรรดาแม่ค้าตลาดสดมักโดนกาหัวไว้ก่อนว่าเป็นพวก ปากตลาด ซึ่งน่าจะหมายถึงทั้งพูดจาไม่ไพเราะรื่นหู และด่าเก่งจนไม่ควรคิดมีข้อพิพาทด้วย แต่แม่ค้าที่พูดเพราะเสนาะโสตก็มีไม่น้อย อย่างป้าขายผักร้านประจำที่ตลาดแถวบ้านฉัน

ตลาดที่ว่าเป็นลานกว้างขนาดย่อมใกล้ซอยโชคชัยสี่ ที่บรรดาแม่ค้าจะมาตั้งแผงขายของตั้งแต่ 4 โมงเย็นเรื่อยไปจนหมดแสง ในตลาดมีแผงขายผักอยู่หลายแผง แรกๆ ฉันก็สุ่มซื้อกระจายรายได้ไปทั่วๆ พักหลังฉันมุ่งตรงไปที่แผงของป้าแผงเดียว เป็นวันสต็อปช้อปปิ้ง เพราะป้ามีนานาพืชผักให้เลือกครบครัน 
ป้าขายผักผู้มีวาจาไพเราะ
 

แผงของป้านอกจากมีผักมากมายครบถ้วนราวกับเป็นซูเปอร์มาร์เก็ตแล้ว ภาษาของป้ายังไพเราะรื่นหูอีกด้วย ป้าจะพูดด้วยน้ำสียงอ่อนโยน ไม่เซ้าซี้ ไม่เชียร์แขก อารมณ์เย็น ลงท้ายด้วยคำว่า ค่ะ ทุกครั้ง เวลามีลูกค้าเว้าอีสานถามราคา ป้าจะตอบกลับด้วยเสียงในฟิล์มโดยอัตโนมัติ และไม่ลืมลงท้ายด้วยคำว่า จ้ะ เสมอ

ถ้าคำพูดสะท้อนความสุข ฉันว่าป้าน่าจะมีความสุขไม่น้อย
และถ้าสำนวนไทยที่ว่า สำเนียงส่อภาษา กริยาส่อสกุล บ่งบอกความเป็นผู้ดีล่ะก็ 
ป้าคือไฮโซของฉันเลยล่ะ



   


วันอาทิตย์ที่ 1 พฤษภาคม พ.ศ. 2554

อี.ที.เพื่อนรัก


หนังเรื่องแรกที่เราประทับใจก็เหมือนเพื่อนคนแรกที่เราได้รู้จัก แม้จะนานแค่ไหน เพื่อนเก่าคนนี้ยังคงอยู่ในใจ และไม่ว่าเวลาจะผ่านนานไปเพียงใด เมื่อได้เจอกันอีกครั้ง เพื่อนย่อมต่อกันติดเสมอ

ราวห้าทุ่มกว่าเมื่อคืนนี้ หลังจากแช่ทีวีอยู่ที่การแข่งขันเดอะ สตาร์ สลับกับการพลิกดูหนังสือและเล่นเกมบ้างยามคั่นโฆษณา ช่างโชคดีที่ฉันหันมาคว้ารีโมท หลังจากกดไล่ช่องไปเรื่อยๆ ฉันก็ได้เจอเพื่อนเก่าที่ช่องไทยพีบีเอส
เพื่อนเก่าชื่ออี.ที.

น่าเสียดายที่กว่าจะเปลี่ยนช่องมาดู หนังได้ดำเนินมาจนถึงตอนท้ายของเรื่องแล้ว นั่นคือช่วงเอลเลียทและพี่ชาย พร้อมด้วยเพื่อนๆ กำลังปั่นจักรยานหนีการไล่ล่าของนักวิทยาศาสตร์ เพื่อรีบพา อี.ที.ไปยังบริเวณที่ยานจากต่างดาวจะกลับมารับอี.ที แต่ก็ยังโชคดีที่เปลี่ยนมาทันดูฉากไคลแมกซ์ของเรื่อง ฉากที่จักรยานบีเอ็มเอ็กซ์ของเด็กๆ ทุกคนลอยขึ้นในจังหวะที่รถตำรวจมาดักปิดทาง
ฉันเชื่อว่านี่เป็นฉากที่คนดูทุกคนตบมืออยู่ในใจ ไม่ว่าจะเป็นเมื่อตอนที่ได้ดูเรื่องอี.ที.ครั้งแรกเมื่อยี่สิบกว่าปีก่อน หรือจะเป็นเมื่อคืนนี้ ในวันที่เราเติบโตจนใกล้เคียงวัยที่เด็กๆ จะเรียกว่าป้าแล้วก็ตาม

วันนี้ลองมาเสิร์ชข้อมูลในอินเทอร์เน็ต ไม่น่าเชื่อว่าภาพยนตร์เรื่องอี.ที.เพื่อนรัก (E.T.The Extra-Terrestrail) มีอายุ 29 ปีแล้ว (อี.ที.ออกฉายในปี 1982) และนั่นก็หมายความว่าตอนที่ได้ดูหนังเรื่องนี้ ฉันอายุแค่ 13 เท่านั้น โอววว กาลครั้งหนึ่งนานมา (มาก) แล้ว แต่ก็น่าแปลกที่ฉันยังจำรายละเอียดในเรื่องได้แม่นยำ
จำได้ว่าน้องสาวคนเล็ก แม้ไม่ได้อยู่ขบวนการบีเอ็มเอ็กซ์ แต่ก็มาทันลาอี.ที.
จำได้ว่าอี.ที.จะขยับหัวโตๆ หลบนิดนึงตอนที่พี่ชายของเอลเลียทลูบหัวร่ำลา
และจำได้ว่าอี.ที.จะชูนิ้วยาวๆ ขึ้น แล้วมีไฟสว่างปิ๊งที่ปลายนิ้ว ทำเอาเอลเลียทสะดุ้งเล็กน้อย อี.ที.เอานิ้วแตะที่หัวของเอลเลียท ก่อนจะบอกเด็กชายว่า เขาจะอยู่ในนี้ ในความทรงจำของเด็กน้อยตลอดไป

นานมาแล้วที่ไม่ได้เจอเพื่อนเก่าคนนี้ น่าจะนับสิบปี แต่เจอปุ๊บก็จำเพื่อนได้ทันที
ฉันนึกไม่ออกว่ามีหนังเรื่องอะไรอีกหนอที่ฉัน --ในวันที่อายุยังไม่ย่างเข้าสู่วัยรุ่นดี--จดจำเรื่องราวได้จนบัดนี้ ก็คงมีแต่อี.ที.นี่แหละ...หนังเรื่องแรกที่ไม่ได้ทำให้มนุษย์ต่างดาวเป็นผู้ร้าย
หนังเรื่องแรกที่ทำให้ฉันจดจำได้ถึงความสวยงามของมิตรภาพ
หนังเรื่องแรกที่แม้จะผ่านเลยมาถึง 29 ปีแล้ว ก็ยังทำให้ฉันยิ้มได้ทั้งน้ำตา
และหวังว่าจะได้เจอเพื่อนเก่าคนนี้อีกครั้งและอีกครั้ง