ประมาณปลายสัปดาห์ก่อน a day Foundation และ 'บุญ Bike' ร่วมกันทำกิจกรรมฉายภาพยนตร์เรื่อง "เจ้าหนูสิงห์นักปั่น" Shakariki ที่โรงภาพยนตร์สกาล่า เพื่อหาเงินบริจาคซื้อจักรยานให้เด็กๆ ที่ขาดแคลน ผมในฐานะของคนใจบุญ (ฮา) และชอบจักรยาน เลยขออนุโมทนาบุญกับกิจกรรมครั้งนี้ด้วยการจองตั๋วเข้าร่วมกิจกรรมและไปนั่งดูหนังครั้งนี้ด้วยคน
หนังญี่ปุ่นที่สร้างจากการ์ตูนเจ้าหนูสิงห์นักปั่นนี้เล่าเรื่องของเด็กผู้ชายวัยรุ่นคนหนึ่งที่ชอบการขี่จักรยานมากๆ และไม่เกี่ยงว่าจักรยานที่เขาขี่จะต้องเป็นจักรยานแบบไหน หรือปั่นไปที่ไหน ขอเพียงได้ปั่นและปั่นเท่านั้นก็สุขใจ เขาหายใจเข้าหายใจออกเป็นการขี่จักรยานถึงขนาดเอาเรื่องการปั่นจักรยานไปเพ้อถึงขณะหลับในห้องเรียน จนต้องโดนครูเอาหนังสือฟาดหัว
เทรุคุงคือชื่อของวัยรุ่นคนนี้ที่ในที่สุด ความชอบและฝีมือในการปั่นจักรยานอย่างบ้าบิ่น ไม่เหน็ดเหนื่อยและหวั่นเกรงใครก็ไปเข้าตาเพื่อนๆ นักปั่นจักยาน ทำให้เขาเป็นที่สนใจของชมรมจักรยานแข่งขันของโรงเรียนซึ่งอยู่ในช่วงตกต่ำ เพราะขาดนักแข่งฝีมือดี การเข้าร่วมชมรมทำให้เทรุคุงจะต้องหัดและปรับตัวเพื่อที่จะรู้จักกับจักรยานแบบใหม่ที่ใช้แข่งซึ่งเขาเองไม่เคยรู้จักมาก่อน ที่เรียกว่า "โรดเรซไบค์" และที่สำคัญก็คือ การเรียนรู้ที่จะแข่งขันร่วมกับทีมพร้อมกับกฎระเบียบของการแข่งขันจักรยานทางเรียบที่หยุมหยิมมากมาย ใช่แต่เพียงว่ามีสัญชาตญาณในขี่จักรยานที่ดี เก่ง หรือชอบปั่นจักรยานเท่านั้นจะเพียงพอและเอาชนะการแข่งขันได้
ผมดูหนังเกี่ยวกับจักรยานและการแข่งขันแบบ "สะอาดๆ" ซึ่งให้พลังที่ดีตามประสาหนังญี่ปุ่นเรื่องนี้ด้วยความสนุก และแอบลุ้นว่า การที่เอาตัวเองเข้ามาพัวพันกับวงการแข่งขันจักรยานจะทำให้ "สัญชาตญาณ" ในตัวของตัวเอก ซึ่งคือเทรุคุงในเรื่องจะสูญเสียไปหรือเปล่า เพราะในหนังมีตัวเปรียบเทียบอีกคนซึ่งเป็นนักปั่นยอดฝีมือจากโรงเรียนคู่แข่งชื่อยูตะ ซึ่งแม้จะปั่นจักรยานเก่งและเร็ว แต่ก็เอาจริงเอาจังเข้มงวดและต้องการเอาชัย มากกว่าจะเป็นความสนุกจากภายในหรือความรู้สึกรักชอบที่จะปั่นเหมือนเทรุคุง
อีกมุมหนึ่งนั้นหนังเรื่องนี้บอกเล่าถึงประวัติในวัยเด็กของเทรุคุง ซึ่งไม่มีเพื่อนและเติบโตขึ้นมาในเมืองแห่งหนึ่งในแถบคันไซ (ภาคตะวันตกของญี่ปุ่น) ซึ่งสภาพของเมืองเป็นเนินเขาจนทำให้ไม่มีเด็กๆ หรือคนทั่วไปในเมืองนั้นที่จะใช้จักรยานกัน เพราะความเป็นเนินสูงที่ไม่เอื้อต่อการใช้จักรยาน แต่เทรุคุงก็ไม่เคยท้อ แม้จะโดนเพื่อนในวัยเดียวกันล้อหรือแซวในความดื้อดึงที่จะปั่นจักรยานเพื่อเอาชนะเนินสูงของเมืองก็ตาม แต่เขาก็ไม่ท้อแท้หรือเลิกปั่น แต่กลับกลายเป็นยิ่งรักยิ่งชอบการปั่นจักรยานขึ้นเนินเอาชนะความสูงเพิ่มเติมขึ้นมาอีก
ในตอนท้ายของหนัง เทรุคุงเอาชนะยูตะ สุดยอดนักปั่นได้ในที่สุด แต่เขาก็ไม่ได้เป็นเข้าเป็นที่หนึ่ง เพราะ "เอส" หรือตำแหน่งผู้นำทีมในทีมเดียวกันที่ชื่อป๊อบโปะเป็นผู้เข้าเส้นชัยไปก่อน ในระยะทางกว่า 100 กิโลเมตรของการแข่งขันจักรยานทั้งยังต้องป่ายปีนเขาสูงชัน นอกจากความเร็วและความอดทน สิ่งที่เทรุคุงไม่เคยสูญเสียไปเลยก็คือ "สัญชาตญาณในตัว" ในการเป็นคนรักจักรยานและชอบการปั่นจักรยาน ไม่ว่าจะเป็นเส้นทางใดๆ หรือบนสนามแข่งขัน
ภาพเกือบสุดท้ายของหนังเรื่องนี้เป็นภาพเทรุคุงทรุดตัวลงข้างจักยานหลังเข้าเส้นชัย แล้วพูดกับตัวเองดังๆ ว่า " เหนื่อยมาก แต่ก็มันสุดๆเลยที่ได้ปั่นจักรยาน" บ่งบอกว่าการแข่งขันและโลกของความเร็วบนอานจักรยานที่เขาพาตัวเองเข้าไปข้องเกี่ยวนั้นไม่ได้เปลี่ยนแปลงความรักความฝันจักรยานในตัวเขา
ตอนนั้นเองที่ทำให้ผมได้คิดว่า คนเราอาจจะเป็นอะไรก็ได้ หรือเรียนรู้อะไรก็ได้ แต่น่าจะดีกว่าถ้าเรายังรักษาสัญชาตญาณหรือธรรมชาติในตัวตนของความเป็นเราเอาไว้ให้ได้
แม้จะไม่ใช่เรื่องจักรยาน แต่โลกและชีวิตก็คอยเปรียบเทียบและผลักดันเราเข้าสู่การแข่งขัน คงต้องคิดกันแล้วล่ะครับว่าทำอย่างไรเราจึงจะออกไปปั่นอย่างเสรี และอยู่กับโลกอย่างไม่สูญเสียความเป็นเรา
วันพุธที่ 8 มิถุนายน พ.ศ. 2554
วันศุกร์ที่ 3 มิถุนายน พ.ศ. 2554
บานหน้าต่างสู่ชีวิต
ชีวิตมีเงื่อนไขเพื่อก่อเกิดความสุขอันเรียบง่ายได้ไม่ยากเย็น แต่ก็ดูเหมือนเป็นความลับอันเร้นลึกและศิลปะแห่งความเป็นคนที่ต้องคอยค้นหา เรียนรู้ และทดลองทำ
บางทีเราก็ต้องการความกล้าบ้าบิ่น ทำอะไรที่แตกต่าง ออกไปทายท้าโลกและความคุ้นเคยเดิมๆ ดูบ้าง บางทีเราเองก็อาจต้องการความนิ่งเฉยเฉื่อยเนือยในบางจังหวะลีลาของชีวิตที่กำลังบอกกับเราว่า จะสุขขึ้น ถ้าหากว่าชีวิตให้ช้าลง
โลกเปรียบเหมือนบ้านหนึ่งหลังที่ต้องมีประตู หน้าต่าง เสา หลังคา และระเบียง รวมกันทำหน้าที่ประกอบขึ้นมาเป็นบ้านที่สมบูรณ์ เพื่อให้คนอยู่ในบ้านมีกิจกรรมต่างๆ ที่น่าสนใจ ใช้ชีวิตได้ดี กระทั่งมีความพร้อม ความกล้าหาญและกำลังใจที่เข้มแข็งที่จะออกจากบ้านของเรา ไปเคาะประตูบ้านหลังอื่น และร่วมบรรเลงบทเพลงแห่งความเป็นโลก ที่หลายชีวิตต้องขับเคลื่อนไปพร้อมๆ กัน
หากประตูบ้านบานใหญ่นำเราออกไปจากบ้านสู่เรื่องราวและประสบการณ์แปลกใหม่หลากหลายได้ง่ายดาย แต่แค่เพียงปิดประตูลง เราและโลกภายนอกก็จะกลับกลายเป็นคนละส่วนกันทันที ขณะที่บ้านหนึ่งหลังต้องมีประตูทำหน้าที่เปิดหรือปิดกั้น บานหน้าต่างกลับกำลังทำหน้าที่แตกต่างกันออกไป บางครั้งเราไม่ต้องเดินออกไป หรือกระโจนผ่านทางหน้าต่าง แค่เพียงนั่งนิ่งๆ และไม่ปล่อยให้บานหน้าต่างนั้นปิดลง สายตาและมุมมองของเราก็อาจเดินทางได้กว้างไกลไปสุดลูกหูลูกตา ตามแต่ใจปรารถนา
ไม่ว่าโลกหนึ่งใบหรือชีวิตชีวิตหนึ่งล้วนต้องการหน้าต่างไว้คอยผ่อนคลายสายตา เปิดมุมมองของเราสู่ทัศนียภาพภายนอก หน้าต่างแม้จะทำหน้าที่ใกล้เคียงกันกับประตู คือต้องเปิดออกไปจึงจะสามารถพาทั้งตัวตน สายตา ความคิดที่ล่องลอยของเราพ้นผ่านกรอบประตูและบานหน้าต่างไปได้ แต่บ่อยครั้งเรากลับเพิกเฉยหรือไม่สนใจที่จะให้ความสำคัญต่อ "การเปิดหน้าต่าง" ของชีวิต ด้วยความกลัวความมืดภายนอก กลัวความไม่คุ้นเคย กลัวความแปลกใหม่แปลกหน้า ฯลฯ ด้วยความกลัวและความเกรงทั้งหลายจึงง่ายดายที่บานหน้าต่างของชีวิตของหลายๆ คนจะถูกหลงลืมว่ามันเปิดได้ ถูกปิดลงหรือแม้แต่ปิดตาย
โลกเบื้องหลังกรอบประตูและบานหน้าต่างอาจไม่งดงามหรือเป็นไปตามอย่างที่คาดคิดเอาไว้เสมอ แต่ก็มีเชื้อแห่งความแปลกใหม่ให้ชีวิต ดุจอากาศใหม่ๆ และสายลมเย็นๆ ที่เคลื่อนไหวผ่านหน้าต่างเข้ามาในบ้าน ดุจภาพกว้างไกลและงดงามจากภายนอกที่จะประจักษ์ต่อสายตา ขอเพียงเราไม่ปิดกั้นโอกาสและเปิดใจ เปิดบานหน้าต่างเอาไว้...ออกไปสู่ความกว้างไกลทายท้าของชีวิต
บางทีเราก็ต้องการความกล้าบ้าบิ่น ทำอะไรที่แตกต่าง ออกไปทายท้าโลกและความคุ้นเคยเดิมๆ ดูบ้าง บางทีเราเองก็อาจต้องการความนิ่งเฉยเฉื่อยเนือยในบางจังหวะลีลาของชีวิตที่กำลังบอกกับเราว่า จะสุขขึ้น ถ้าหากว่าชีวิตให้ช้าลง
โลกเปรียบเหมือนบ้านหนึ่งหลังที่ต้องมีประตู หน้าต่าง เสา หลังคา และระเบียง รวมกันทำหน้าที่ประกอบขึ้นมาเป็นบ้านที่สมบูรณ์ เพื่อให้คนอยู่ในบ้านมีกิจกรรมต่างๆ ที่น่าสนใจ ใช้ชีวิตได้ดี กระทั่งมีความพร้อม ความกล้าหาญและกำลังใจที่เข้มแข็งที่จะออกจากบ้านของเรา ไปเคาะประตูบ้านหลังอื่น และร่วมบรรเลงบทเพลงแห่งความเป็นโลก ที่หลายชีวิตต้องขับเคลื่อนไปพร้อมๆ กัน
หากประตูบ้านบานใหญ่นำเราออกไปจากบ้านสู่เรื่องราวและประสบการณ์แปลกใหม่หลากหลายได้ง่ายดาย แต่แค่เพียงปิดประตูลง เราและโลกภายนอกก็จะกลับกลายเป็นคนละส่วนกันทันที ขณะที่บ้านหนึ่งหลังต้องมีประตูทำหน้าที่เปิดหรือปิดกั้น บานหน้าต่างกลับกำลังทำหน้าที่แตกต่างกันออกไป บางครั้งเราไม่ต้องเดินออกไป หรือกระโจนผ่านทางหน้าต่าง แค่เพียงนั่งนิ่งๆ และไม่ปล่อยให้บานหน้าต่างนั้นปิดลง สายตาและมุมมองของเราก็อาจเดินทางได้กว้างไกลไปสุดลูกหูลูกตา ตามแต่ใจปรารถนา
ไม่ว่าโลกหนึ่งใบหรือชีวิตชีวิตหนึ่งล้วนต้องการหน้าต่างไว้คอยผ่อนคลายสายตา เปิดมุมมองของเราสู่ทัศนียภาพภายนอก หน้าต่างแม้จะทำหน้าที่ใกล้เคียงกันกับประตู คือต้องเปิดออกไปจึงจะสามารถพาทั้งตัวตน สายตา ความคิดที่ล่องลอยของเราพ้นผ่านกรอบประตูและบานหน้าต่างไปได้ แต่บ่อยครั้งเรากลับเพิกเฉยหรือไม่สนใจที่จะให้ความสำคัญต่อ "การเปิดหน้าต่าง" ของชีวิต ด้วยความกลัวความมืดภายนอก กลัวความไม่คุ้นเคย กลัวความแปลกใหม่แปลกหน้า ฯลฯ ด้วยความกลัวและความเกรงทั้งหลายจึงง่ายดายที่บานหน้าต่างของชีวิตของหลายๆ คนจะถูกหลงลืมว่ามันเปิดได้ ถูกปิดลงหรือแม้แต่ปิดตาย
โลกเบื้องหลังกรอบประตูและบานหน้าต่างอาจไม่งดงามหรือเป็นไปตามอย่างที่คาดคิดเอาไว้เสมอ แต่ก็มีเชื้อแห่งความแปลกใหม่ให้ชีวิต ดุจอากาศใหม่ๆ และสายลมเย็นๆ ที่เคลื่อนไหวผ่านหน้าต่างเข้ามาในบ้าน ดุจภาพกว้างไกลและงดงามจากภายนอกที่จะประจักษ์ต่อสายตา ขอเพียงเราไม่ปิดกั้นโอกาสและเปิดใจ เปิดบานหน้าต่างเอาไว้...ออกไปสู่ความกว้างไกลทายท้าของชีวิต
วันพฤหัสบดีที่ 2 มิถุนายน พ.ศ. 2554
บานประตูสู่ขุนเขา
กาลครั้งหนึ่งนานหลายปีแล้ว ฉันเลือกที่จะมีอิสรภาพด้านเวลา แล้วหันหลังให้กับความมั่นคงทางการเงิน นั่นคือวันที่ฉันลาออกจากงานประจำ
การลาออกไม่ใช่เรื่องง่าย แต่การตื่นขึ้นมาแต่ละวันเพื่อถามตัวเองว่า วันนี้จะเหมือนวันว่างๆ เมื่อวานหรือวานซืนหรือเปล่า พรุ่งนี้ฟรีแลนซ์อย่างเราจะมีงานเข้ามั้ย เราจะมีแรงผลักดันตัวเองจากอิสระอันล้นเหลือชวนเสียผู้เสียคนนี้หรือไม่
สิ่งเหล่านี้เป็นเรื่องยากยิ่งกว่า
หวนกลับไปมองช่วงเวลาหลายปีที่ผ่านมา เป็นช่วงเวลาที่น่าอิจฉาไม่ใช่น้อย
ไม่มีนาฬิกาปลุก ไม่ต้องเด้งตัวเองลุกจากเตียง เช้าวันฝนตก ก็นอนอุตุ (ล้วนแล้วแต่เป็นนิสัยของคนขี้เกียจทั้งสิ้น :)
วันไหนมีงาน ไปทำงาน วันไหน ไม่มีงาน ก็หางานทำเอง
ไปเที่ยวต่างจังหวัดหรือต่างประเทศ ถ้าไม่ติดเรื่องงบ จะอยู่ยาวแค่ไหนยืดหยุ่นได้เสมอ
ช่วงวันหยุดลองวีคเอ็นด์ เราเก็บตัวจำศีล พอถึงวันธรรมดา เราลั้ลลาตามอัธยาศัย
บ้านคือที่ทำงาน บ้านคือร้านอาหาร บ้านคือโรงแรมส่วนตัว
ชีวิตผูกพันกับบ้านมากขึ้น
แต่แล้วโชคชะตาฟ้าลิขิตให้ทุกอย่างกำลังจะเปลี่ยนไป นับตั้งแต่วันพรุ่งนี้ ชีวิตบทใหม่จะเริ่มขึ้น เมื่อโอกาสเปิดประตูให้ฉันก้าวเดินไปบนความท้าทายอันใหม่
พี่เป้า หนึ่งในสามสหายของบล็อกตะลุมบอนบอกว่า ยิ่งโต (หรือยิ่งแก่นั่นเอง) ก็ยิ่งเชื่อว่าชีวิตคนเราถูกลิขิตไว้แล้ว
โอกาสเป็นของแปลก จู่ๆ ก็มา จู่ๆ ก็ไป แล้วจู่ๆ ก็วกกลับมาใหม่
นี่คือโชคชะตาของฉันในช่วงนี้
ประตูบานหนึ่งได้เปิดขึ้น เราไม่มีทางรู้เลยว่าหนทางที่ทอดยาวเบื้องหลังบานประตูจะเป็นเช่นไร นอกจากเดินไปดูด้วยตาตัวเอง
เส้นทางจะราบเรียบ ขรุขระ หรือเจอภูเขาสูงชัน เมื่อตัดสินใจออกเดินแล้ว ขอให้เชื่อเถอะว่า เราแข็งแรงกว่าที่คิดเสมอ
เมื่อโอกาสมาหา ฉันไขว่คว้าไว้ และบอกกับตัวเองว่า แม้ไม่ได้เห็นแสงอาทิตย์ยามเย็นที่หน้าต่างห้องทำงานที่บ้าน แต่ฉันจะเห็นแสงยามเช้าบนเส้นทางสู่ออฟฟิศใหม่
สวัสดีงานประจำ เจอกันอีกครั้งล่ะนะ
แทนการเดินทางอันรื่นรมย์
โปสการ์ดขนาดใหญ่กว่าปกติ ส่งจากดาร์จีลิง อินเดียจากบ้าน Feel Good แปะอยู่บนฝาด้านบนของตู้เย็นที่บ้าน ส่งถ้อยคำปลุกเร้าหัวใจให้คร่ำครวญหาการเดินทาง...โดยเฉพาะรสชาติการเดินทางในอินเดียที่ยากจะหาใดเปรียบ
โปสการ์ดจากครอบครัวศรีบุณยาภิรัต เชียงใหม่ แต่เป็นเรื่องราวการเดินทางเที่ยวเชียงรายของครอบครัวเพื่อน บอกเล่าความสนุกและความคิดถึงผ่านลายมือของพ่อ แม่ ลูกลงในกระดาษใบเดียวกัน พร้อมกับตราปั๊มจากวัดร่องขุ่น สนับสนุนข้อความว่าได้ไปเที่ยวที่นั่นแล้วจริงๆ
...ยังคงมีโปสการ์ดอีกนับร้อยๆ ใบที่เคยเขียนและส่งมาถึง เมื่ออ่านแล้วที่ทางของโปสการ์ดเหล่านี้อาจจะอยู่ในแฟ้มที่เอาไว้เก็บโปสการ์ดโดยเฉพาะ แปะไว้ด้วยแม่เหล็กติดตู้เย็น ห้อยแขวนไว้บนราวแต่งฝาบ้าน หรือแม้แต่กระทั่งถูกเก็บลงไว้ในกล่องก็ตาม แต่ที่ทางหนึ่งอันแน่นอน ซึ่งโปสการ์ดทุกใบและทุกเรื่องราวที่ได้รับมาเอาไว้ถูกเก็บเอาไว้ ก็คือในหัวใจ
ธรรมเนียมของการเขียนและส่งโปสการ์ดถึงเพื่อนฝูง คนในครอบครัว หรือคนที่เราคำนึงถึง แม้แต่กระทั่งส่งถึงตัวเอง อาจจะเริ่มขึ้นมานานเพียงใดแล้วคงไม่มีใครให้คำตอบได้แน่ชัด รู้แต่ว่าต่อให้เป็นยุคสมัยของโทรเลข โทรศัพท์ทั้งแบบมีสายหรือไร้สาย อีเมลหรืออี- การ์ด ทวิตเตอร์หรือเฟซบุ๊กเหมือนเช่นวันนี้ ก็ยังมีใครหลายคนที่ผูกสมัครรักใคร่กับการพกกระดาษแผ่นน้อยๆ ที่ด้านหนึ่งเป็นภาพสวยๆ อีกด้านเป็นหน้ากระดาษขาวๆ เอาไว้บรรจุเรื่องราว ความรู้สึก ความรักความชอบ ความสนุกหรือเรื่องบ่นปรับทุกข์ลงในหน้าว่างๆ แม้จะบรรจุได้ไม่กี่ข้อความของโปสการ์ด อย่างไม่เคยพ้นยุคพ้นสมัยไปเสียที
และโดยเฉพาะในยามที่เราได้เดินทางไปเปิดหูเปิดตา ไปประสบกับแรงบันดาลใจก้อนใหญ่ก้อนโต ความสนุกหรือประทับใจที่ล้นอก คนที่ชอบเขียนชอบบันทึก ก็ยิ่งอยากจะหามุมสงบนั่งลง จรดปากกาบนด้านหลังโปสการ์ดเพื่อบอกเล่าถึงสิ่งที่ได้ประสบพบเห็น...บนการเดินทางหนึ่งๆ เพื่อส่งหาใครสักคน จนกลายเป็นเหมือนเรื่องราวหรือองค์ประกอบหนึ่งจากการเดินทางที่หากไม่ทำ ไม่เขียน ไม่ส่งถึงใครแล้ว เป็นอันไม่ครบรสชาติการเดินทางที่รื่นรมย์
ความพิเศษและงดงามของเรื่องราวในโปสการ์ด อาจมิได้เป็นเพียงเรื่องราวที่บอกเล่าสะท้อนผ่านตัวหนังสือของผู้เขียนถึงผู้ส่งเท่านั้น แต่ยังเป็นภาพงามๆ ด้านหน้าโปสการ์ด ตราประทับบ่งบอกการออกเดินทางจากจุดแรกของการส่ง พร้อมกับแสตมป์ที่เป็นเอกลักษณ์จากแต่ละถิ่นที่ เมื่อทุกๆ อย่างประกอบเข้าด้วยกัน โปสการ์ดก็กลายเป็นเหมือนงานศิลปะชิ้นเล็กๆ หรือแกลลอรี่เคลื่อนที่ ที่พร้อมจะเดินทางผ่านสายตาเข้าถึงหัวใจของผู้รับที่ปลายทาง
แม้อย่างน้อยโปสการ์ดสองใบจากครอบครัวพี่ๆ เพื่อนๆ ที่ส่งมาให้ที่บ้าน จะยังไม่มีการเขียนตอบ แต่ผมอยากจะเอ่ยคำหนึ่งเอาไว้ตรงนี้ว่า...
...ขอบคุณยิ่งที่คิดถึงกัน
โปสการ์ดจากครอบครัวศรีบุณยาภิรัต เชียงใหม่ แต่เป็นเรื่องราวการเดินทางเที่ยวเชียงรายของครอบครัวเพื่อน บอกเล่าความสนุกและความคิดถึงผ่านลายมือของพ่อ แม่ ลูกลงในกระดาษใบเดียวกัน พร้อมกับตราปั๊มจากวัดร่องขุ่น สนับสนุนข้อความว่าได้ไปเที่ยวที่นั่นแล้วจริงๆ
...ยังคงมีโปสการ์ดอีกนับร้อยๆ ใบที่เคยเขียนและส่งมาถึง เมื่ออ่านแล้วที่ทางของโปสการ์ดเหล่านี้อาจจะอยู่ในแฟ้มที่เอาไว้เก็บโปสการ์ดโดยเฉพาะ แปะไว้ด้วยแม่เหล็กติดตู้เย็น ห้อยแขวนไว้บนราวแต่งฝาบ้าน หรือแม้แต่กระทั่งถูกเก็บลงไว้ในกล่องก็ตาม แต่ที่ทางหนึ่งอันแน่นอน ซึ่งโปสการ์ดทุกใบและทุกเรื่องราวที่ได้รับมาเอาไว้ถูกเก็บเอาไว้ ก็คือในหัวใจ
ธรรมเนียมของการเขียนและส่งโปสการ์ดถึงเพื่อนฝูง คนในครอบครัว หรือคนที่เราคำนึงถึง แม้แต่กระทั่งส่งถึงตัวเอง อาจจะเริ่มขึ้นมานานเพียงใดแล้วคงไม่มีใครให้คำตอบได้แน่ชัด รู้แต่ว่าต่อให้เป็นยุคสมัยของโทรเลข โทรศัพท์ทั้งแบบมีสายหรือไร้สาย อีเมลหรืออี- การ์ด ทวิตเตอร์หรือเฟซบุ๊กเหมือนเช่นวันนี้ ก็ยังมีใครหลายคนที่ผูกสมัครรักใคร่กับการพกกระดาษแผ่นน้อยๆ ที่ด้านหนึ่งเป็นภาพสวยๆ อีกด้านเป็นหน้ากระดาษขาวๆ เอาไว้บรรจุเรื่องราว ความรู้สึก ความรักความชอบ ความสนุกหรือเรื่องบ่นปรับทุกข์ลงในหน้าว่างๆ แม้จะบรรจุได้ไม่กี่ข้อความของโปสการ์ด อย่างไม่เคยพ้นยุคพ้นสมัยไปเสียที
และโดยเฉพาะในยามที่เราได้เดินทางไปเปิดหูเปิดตา ไปประสบกับแรงบันดาลใจก้อนใหญ่ก้อนโต ความสนุกหรือประทับใจที่ล้นอก คนที่ชอบเขียนชอบบันทึก ก็ยิ่งอยากจะหามุมสงบนั่งลง จรดปากกาบนด้านหลังโปสการ์ดเพื่อบอกเล่าถึงสิ่งที่ได้ประสบพบเห็น...บนการเดินทางหนึ่งๆ เพื่อส่งหาใครสักคน จนกลายเป็นเหมือนเรื่องราวหรือองค์ประกอบหนึ่งจากการเดินทางที่หากไม่ทำ ไม่เขียน ไม่ส่งถึงใครแล้ว เป็นอันไม่ครบรสชาติการเดินทางที่รื่นรมย์
ความพิเศษและงดงามของเรื่องราวในโปสการ์ด อาจมิได้เป็นเพียงเรื่องราวที่บอกเล่าสะท้อนผ่านตัวหนังสือของผู้เขียนถึงผู้ส่งเท่านั้น แต่ยังเป็นภาพงามๆ ด้านหน้าโปสการ์ด ตราประทับบ่งบอกการออกเดินทางจากจุดแรกของการส่ง พร้อมกับแสตมป์ที่เป็นเอกลักษณ์จากแต่ละถิ่นที่ เมื่อทุกๆ อย่างประกอบเข้าด้วยกัน โปสการ์ดก็กลายเป็นเหมือนงานศิลปะชิ้นเล็กๆ หรือแกลลอรี่เคลื่อนที่ ที่พร้อมจะเดินทางผ่านสายตาเข้าถึงหัวใจของผู้รับที่ปลายทาง
แม้อย่างน้อยโปสการ์ดสองใบจากครอบครัวพี่ๆ เพื่อนๆ ที่ส่งมาให้ที่บ้าน จะยังไม่มีการเขียนตอบ แต่ผมอยากจะเอ่ยคำหนึ่งเอาไว้ตรงนี้ว่า...
...ขอบคุณยิ่งที่คิดถึงกัน
วันพุธที่ 1 มิถุนายน พ.ศ. 2554
หลุมสบาย
คงมีนายจ้างน้อยคนนักที่รู้สึกแฮปปี้ ถ้าเห็นพนักงานของตนกำลังคร่ำเคร่งไล่สายตาไปบนหน้า classified เพราะการเปิดดูหน้าสมัครงาน ร้อยทั้งร้อยพะยี่ห้อว่ากำลังเตรียมชิ่งหางานใหม่อยู่แหงๆ
แต่เชื่อหรือไม่ อดีตนายจ้างของฉันกลับส่งเสริมให้ลูกน้องทุกคนหมั่นเปิดดูหน้า classified อยู่เสมอ
คุณปรีชา ประกอบกิจ กรรมการผู้จัดการ บริษัท แอมเวย์ (ประเทศไทย) จำกัด อดีตนายใหญ่ที่สุดของฉันมักบอกพนักงานอยู่เสมอว่า แม้จะมีงานประจำที่มั่นคงแล้ว จงอย่าละเลยการเปิดดูหน้าสมัครงาน
ฟังแล้วน่าหวาดเสียว หรือเจ้านายจะบอกเป็นนัยๆ ว่าเตรียมหางานใหม่ได้แล้ว
มนุษย์เงินเดือนส่วนใหญ่มองว่างานประจำคือความมั่นคงทางการเงิน ทุกสิ้นเดือนมีรายได้แน่นอนเข้าบัญชี บางคนทำงานนานๆ เข้า ระดับความตื่นเต้น ความกระตือรือร้น ความขยัน และความใฝ่รู้ก็ลดน้อยลง
กลายเป็นอยู่ไปเรื่อยๆ ทำไปตามหน้าที่ เดี๋ยวสิ้นเดือนก็มีเงินโอนเข้าบัญชี เรียกได้ว่า ณ จุดนี้ปลอดภัยหายห่วง
ฝรั่งเรียกอาการแบบนี้ว่ากำลังติดอยู่ใน comfort zone คุณปรีชาใช้คำว่า “หลุมสบาย”
คำว่าหลุมอาจฟังดูน่ากลัวบ้าง แต่นึกดูแล้วก็เหมาะสมดี เพราะหลุมคือสภาพของแอ่งที่มีความลึกพอประมาณ ความกว้างพอให้ดิ้นขลุกขลักได้นิดหน่อย ด้วยความที่เป็น “comfort” zone เมื่อนั่งแช่ในหลุมแล้วสบายดี ก็เลยไม่ค่อยอยากขยับเขยื้อนเนื้อตัวไปไหน
นี่คืออาการของคนทำงานประจำนานๆ (หรือแม้แต่คนที่ไม่ทำงานประจำนานๆ เช่นฉัน เหมือนกัน)
คุณปรีชาบอกว่าแม้จะทำงานที่แอมเวย์มาหลายสิบปีแล้ว เขายังคงเปิดดูหน้า classified อยู่เสมอ นัยยะที่ซ่อนอยู่ในประกาศรับสมัครงานทำให้เขาไม่หยุดพัฒนาตนเอง
เมื่อเราอ่านประกาศรับสมัครงาน จะพบว่าคุณสมบัติล้ำเลิศคือสิ่งที่ทุกบริษัทต้องการ ไม่ว่าจะเป็นทักษะพูด-อ่านและเขียนภาษาอังกฤษเป็นเลิศ สู้งานหนัก มนุษย์สัมพันธ์ดี มีความรับผิดชอบสูง ฯลฯ
การที่คุณปรีชาบอกให้พนักงานเปิดดูหน้าสมัครงาน จึงไม่ใช่การเปิดสัญญาณเตือนภัย แต่หมายถึงการส่งเสริมให้พัฒนาตนเองอย่างต่อเนื่อง เพราะคนที่พร้อมจะสมัครงาน ย่อมต้องเตรียมความพร้อมเข้าสู่สนามแข่งขัน
อย่ามัวนอนนิ่งติดแหง็กใน comfort zone แม้อากาศด้านนอกหลุมอาจไม่เย็นสบายเท่า แต่แสงแดดที่สดใสก็ชวนให้หัวใจออกเริงร่า สายฝนที่ตกพรำท้าทายให้เราวิ่งหลบฝน
จะเป็นตอไม้ที่ตายแล้ว
หรือใบมีดที่แหลมคม
เราเป็นผู้เลือกเองทั้งสิ้น
ดอกไม้..บ้าน..และความรัก
"วันนี้จะไปโอนบ้านแล้วนะพี่"
เพื่อนรุ่นน้องของฉันคนหนึ่งโทรมาแจ้งข่าวยามสาย ฉันรู้สึกยินดีปรีดาอย่างยิ่งที่ผู้หญิงตัวเล็กๆ อย่างเธอ สามารถซื้อบ้านเดี่ยวราคากว่า 5 ล้านบาทด้วยน้ำพักน้ำแรงและเงินทุกบาททุกสตางค์ด้วยตัวเองโดยแท้ และที่สำคัญการที่เพื่อนซื้อบ้าน ก็เท่ากับฉันมีที่พักผ่อนหย่อนใจเพิ่มขึ้นอีกที่หนึ่ง
เธอบอกฉันว่า ที่บ้านเธอมีต้นปีบขนาดใหญ่หลายต้น เจ้าของเดิมปลูกไว้แล้ว กลิ่นกำลังหอมยวนใจ และเธอกำลังรื้อทำครัวใหม่เพื่อให้มีขนาดใหญ่กว่าเดิม พวกเราจะได้เอาตัวเข้าไปสุมในครัวเพื่อทำอาหารสำหรับเพื่อนๆ เธอยังเล่าต่อไปว่าจะลงไม้ดอกอีกหลายชนิด โดยเฉพาะไม้ดอกไทยๆ สำหรับเรา..บ้านที่เป็นบ้านจะต้องมีดอกไม้
พวกเราชอบดอกไม้โบราณ เราเคยใฝ่ฝันจะปลูกจันทร์กระพ้อ เพราะหลงใหลได้ปลื้มกับเพลงดอกจันทร์กระพ้อร่วงพรู ใจไม่เคยร่วงสู่ แผ่นดินถิ่นไหน..โดยง่าย..แต่พอไปสอบถามราคาจันทร์กระพ้อแล้วต้องทำหน้าท้อกลับมา เพราะราคาแพงระดับหลักหมื่น แถมออกดอกยากเย็นเข็ญใจ กว่าจะได้เห็นดอก บางทีเราก็อาจแก่เฒ่าไปเสียก่อนก็ได้ ดังนั้นแค่ดอกปีบ นางแย้ม สายหยุด ราคาหลักร้อยก็น่าจะทำให้เรามีความสุขได้เช่นกัน
การจะมีบ้านสักหลังในยุคนี้ยังคงเป็นเรื่องสุดเอื้อม ด้วยสนนราคาหลักล้านซึ่งไมได้หากันง่ายๆ เลยสำหรับคนทำงานประจำ แต่ก็ไม่ใช่ข้ออ้างที่เราจะไม่ยอมลงแรงเพื่อซื้อบ้านของตัวเอง ฉันมีเพื่อนอีกคนหนึ่งที่น่าจะเป็นแรงบันดาลใจดีที่สุดสำหรับคนที่อยากมีบ้านเป็นของตัวเอง
เพื่อนฉันคนนี้เธอใฝ่ฝันอยากมีบ้านเป็นของตัวเองตั้งแต่เด็ก และตั้งใจเก็บเงินเพื่อซื้อบ้านมาตลอดชีวิต แรงบันดาลใจของเธอนั้นแสนเศร้า..เธอเล่าว่าตอนเด็กๆ เธอไม่มีบ้าน..ความทรงจำอันแสนขมขื่นก็คือ เมื่อไม่ได้จ่ายค่าเช่าบ้าน พ่อแม่และพี่ๆน้องๆของเธอจะต้องย้ายบ้าน เธอย้ายบ้านนับครั้งไม่ถ้วน..ภาพความเจ็บปวดฝังลึกในใจเด็กหญิงตัวเล็กๆ อย่างเธอ ที่รู้สึกว้าเหว่และขาดที่พักพิงอันมั่งคง..ยามฝนตกฟ้าร้อง..บ้านเช่าหลังไหนก็ไม่เคยอบอุ่นและปลอดภัยเท่ากับบ้านของเราเอง...
นอกจากไม่มีบ้านแล้ว เงินค่าอาหารกลางวันก็ยังมีไม่พอ..เธอต้องไปช่วยร้านก๋วยเตี๋ยวในโรงเรียนล้างจานเพื่อแลกกับอาหารกลางวัน..ชีวิตขาดแคลนไปหมดเสียทุกอย่าง..ยกเว้นความฝันเดียวที่ยังคงเต็มเปี่ยมเสมอนั่นก็คือ ความฝันที่จะมีบ้าน
ฉันฟังเรื่องนี้ทีไร น้ำตาก็พลันจะร่วงรินเสียทุกครั้ง แต่ก็ยังชอบให้เธอเล่าให้ฟังซ้ำๆ ทุกครั้งที่ไปนั่งอยู่บ้านของเธอ พร้อมจิบกาแฟรสชาติดี ทอดสายตาไปที่สวนสวยรอบบ้านที่ถูกจัดแต่งอย่างงดงาม
ใช่แล้ว นี่คือบ้านของเธอราคากว่า 4 ล้านบาท และแน่นอนเงินทุกบาทุกสตางค์ถูกอดออมมาอย่างดีตั้งแต่วันแรกที่เธอเริ่มต้นทำงาน
เธอบอกฉันว่า "ฉันไม่ได้มีรายได้มากกว่าคนอื่นเลย เพียงแต่มีความฝันเดียวที่จะมีบ้าน และก็พยายามทำความฝันให้สำเร็จ"
เพียงแค่เราฝันที่จะมีบ้าน ก็เท่ากับเริ่มต้นวางอิฐก้อนแรกไว้ที่บ้านของเรา
ฉันขับรถออกจากบ้านของเธอในยามเย็น ฟ้าสีส้มอมเทาข้างหน้า ตัดกับทิวดอกลั่นทมสีขาวพราวสะพรั่งสองฝั่งถนนทางเข้าหมู่บ้านของเธอ เป็นภาพงามตาที่น่าประทับใจ
แม้ฉันไม่มีบ้านเป็นของตัวเองจริงๆ แต่มีที่พักใจอบอุ่นเหมือนบ้านตัวเองเพิ่มขึ้นทุกปี..ทันทีที่มิตรสหายโทรมาบอกว่ากำลังตัดสินใจซื้อบ้านใหม่ ^ ^
Paokuntima
1/06/2011
เพื่อนรุ่นน้องของฉันคนหนึ่งโทรมาแจ้งข่าวยามสาย ฉันรู้สึกยินดีปรีดาอย่างยิ่งที่ผู้หญิงตัวเล็กๆ อย่างเธอ สามารถซื้อบ้านเดี่ยวราคากว่า 5 ล้านบาทด้วยน้ำพักน้ำแรงและเงินทุกบาททุกสตางค์ด้วยตัวเองโดยแท้ และที่สำคัญการที่เพื่อนซื้อบ้าน ก็เท่ากับฉันมีที่พักผ่อนหย่อนใจเพิ่มขึ้นอีกที่หนึ่ง
เธอบอกฉันว่า ที่บ้านเธอมีต้นปีบขนาดใหญ่หลายต้น เจ้าของเดิมปลูกไว้แล้ว กลิ่นกำลังหอมยวนใจ และเธอกำลังรื้อทำครัวใหม่เพื่อให้มีขนาดใหญ่กว่าเดิม พวกเราจะได้เอาตัวเข้าไปสุมในครัวเพื่อทำอาหารสำหรับเพื่อนๆ เธอยังเล่าต่อไปว่าจะลงไม้ดอกอีกหลายชนิด โดยเฉพาะไม้ดอกไทยๆ สำหรับเรา..บ้านที่เป็นบ้านจะต้องมีดอกไม้
พวกเราชอบดอกไม้โบราณ เราเคยใฝ่ฝันจะปลูกจันทร์กระพ้อ เพราะหลงใหลได้ปลื้มกับเพลงดอกจันทร์กระพ้อร่วงพรู ใจไม่เคยร่วงสู่ แผ่นดินถิ่นไหน..โดยง่าย..แต่พอไปสอบถามราคาจันทร์กระพ้อแล้วต้องทำหน้าท้อกลับมา เพราะราคาแพงระดับหลักหมื่น แถมออกดอกยากเย็นเข็ญใจ กว่าจะได้เห็นดอก บางทีเราก็อาจแก่เฒ่าไปเสียก่อนก็ได้ ดังนั้นแค่ดอกปีบ นางแย้ม สายหยุด ราคาหลักร้อยก็น่าจะทำให้เรามีความสุขได้เช่นกัน
การจะมีบ้านสักหลังในยุคนี้ยังคงเป็นเรื่องสุดเอื้อม ด้วยสนนราคาหลักล้านซึ่งไมได้หากันง่ายๆ เลยสำหรับคนทำงานประจำ แต่ก็ไม่ใช่ข้ออ้างที่เราจะไม่ยอมลงแรงเพื่อซื้อบ้านของตัวเอง ฉันมีเพื่อนอีกคนหนึ่งที่น่าจะเป็นแรงบันดาลใจดีที่สุดสำหรับคนที่อยากมีบ้านเป็นของตัวเอง
เพื่อนฉันคนนี้เธอใฝ่ฝันอยากมีบ้านเป็นของตัวเองตั้งแต่เด็ก และตั้งใจเก็บเงินเพื่อซื้อบ้านมาตลอดชีวิต แรงบันดาลใจของเธอนั้นแสนเศร้า..เธอเล่าว่าตอนเด็กๆ เธอไม่มีบ้าน..ความทรงจำอันแสนขมขื่นก็คือ เมื่อไม่ได้จ่ายค่าเช่าบ้าน พ่อแม่และพี่ๆน้องๆของเธอจะต้องย้ายบ้าน เธอย้ายบ้านนับครั้งไม่ถ้วน..ภาพความเจ็บปวดฝังลึกในใจเด็กหญิงตัวเล็กๆ อย่างเธอ ที่รู้สึกว้าเหว่และขาดที่พักพิงอันมั่งคง..ยามฝนตกฟ้าร้อง..บ้านเช่าหลังไหนก็ไม่เคยอบอุ่นและปลอดภัยเท่ากับบ้านของเราเอง...
นอกจากไม่มีบ้านแล้ว เงินค่าอาหารกลางวันก็ยังมีไม่พอ..เธอต้องไปช่วยร้านก๋วยเตี๋ยวในโรงเรียนล้างจานเพื่อแลกกับอาหารกลางวัน..ชีวิตขาดแคลนไปหมดเสียทุกอย่าง..ยกเว้นความฝันเดียวที่ยังคงเต็มเปี่ยมเสมอนั่นก็คือ ความฝันที่จะมีบ้าน
ฉันฟังเรื่องนี้ทีไร น้ำตาก็พลันจะร่วงรินเสียทุกครั้ง แต่ก็ยังชอบให้เธอเล่าให้ฟังซ้ำๆ ทุกครั้งที่ไปนั่งอยู่บ้านของเธอ พร้อมจิบกาแฟรสชาติดี ทอดสายตาไปที่สวนสวยรอบบ้านที่ถูกจัดแต่งอย่างงดงาม
ใช่แล้ว นี่คือบ้านของเธอราคากว่า 4 ล้านบาท และแน่นอนเงินทุกบาทุกสตางค์ถูกอดออมมาอย่างดีตั้งแต่วันแรกที่เธอเริ่มต้นทำงาน
เธอบอกฉันว่า "ฉันไม่ได้มีรายได้มากกว่าคนอื่นเลย เพียงแต่มีความฝันเดียวที่จะมีบ้าน และก็พยายามทำความฝันให้สำเร็จ"
เพียงแค่เราฝันที่จะมีบ้าน ก็เท่ากับเริ่มต้นวางอิฐก้อนแรกไว้ที่บ้านของเรา
ฉันขับรถออกจากบ้านของเธอในยามเย็น ฟ้าสีส้มอมเทาข้างหน้า ตัดกับทิวดอกลั่นทมสีขาวพราวสะพรั่งสองฝั่งถนนทางเข้าหมู่บ้านของเธอ เป็นภาพงามตาที่น่าประทับใจ
แม้ฉันไม่มีบ้านเป็นของตัวเองจริงๆ แต่มีที่พักใจอบอุ่นเหมือนบ้านตัวเองเพิ่มขึ้นทุกปี..ทันทีที่มิตรสหายโทรมาบอกว่ากำลังตัดสินใจซื้อบ้านใหม่ ^ ^
Paokuntima
1/06/2011
ร่วมสนุกกับตะลุมบอนจ้า...
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)








