แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ อิท มะดินกี่ แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ อิท มะดินกี่ แสดงบทความทั้งหมด
วันอังคารที่ 6 ธันวาคม พ.ศ. 2554
หยดน้ำที่เติมตุ่ม
ทุกๆ โมงยามทุกๆ เข็มวินาทีที่เคลื่อนไหว เต็มไปด้วย "พลังงาน" หรือ "ศักยภาพ" บางอย่างที่เราอาจไม่เคยรู้สึกหรือมองข้ามไป...
หากหนึ่งวินาทีเป็นเพียงเศษเสี้ยวเล็กๆ ของเวลา แล้วหกสิบวินาทีจะมีความหมายเท่ากับหนึ่งนาที หกสิบนาทีก็มีค่าเท่ากับหนึ่งชั่วโมงได้กระนั้นหรือ
เวลาหนึ่งวันและอายุของคนเราที่เคลื่อนไปซึ่งล้วนประกอบด้วย "เสี้ยวเล็กๆ" ของกาลเวลาอย่างเสี้ยววินาที ที่พอเราเผอเรอ มองข้ามกาลเวลาก็เคลื่อนผ่านไปอย่างน่าเสียดาย
..............................................
หลายวันที่ผ่านมามีการนัดเจอกันของรุ่นพี่และเพื่อนสนิทเพื่อล้อมวงกินข้าวและน้ำเมาตามประสากันที่บ้านของผู้เขียน
ตามธรรมเนียมของการพบปะ เมื่อกินข้าวปลาเสร็จแล้ว จู่ๆ ก็มีเพื่อนคนหนึ่งโพล่งขึ้นมาว่า "ปีหน้าอาจจะออกจากงานเพราะเบื่องานมาก แล้วจะเริ่มต้นการเลี้ยงไส้เดือน" เพื่อเอาขี้ไส้เดือนและดินที่ไส้เดือนพรวนนั้นขาย สร้างเงินทองเป็นอาชีพเลี้ยงตัว
จากนั้นก็เลยมีหัวข้อการสนทนาให้แต่ละคนร่วมตอบ พูดคุยกันว่า "ปีหน้าเราจะเริ่มทำอะไรดี?"
..............................................
จากความเบื่องาน เบื่ออาชีพเดิมๆ เบื่อการทำงานที่เคยทำมา เบื่อสิ่งแวดล้อมรายรอบตัว และเบื่อสิ่งต่างๆ ตามธรรมดาที่เกิดขึ้นได้ประสามนุษย์เดินดินกินข้าวแกง คนเราจึงมักจะมองหา "เวลาใหม่ๆ" เพื่อการเริ่มต้นทำสิ่งใหม่ๆ ให้กับตัวเองอยู่เสมอ
เวลาใหม่ๆ ที่ว่ามักจะเป็น "วันเกิด" วันส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่ หรือวันสำคัญในชีวิตด้วยความตั้งใจที่จะให้เป็นหมุดหมายอันเป็นมงคลแก่ชีวิตว่า "ถึงเวลา" หรือได้เวลาเริ่มต้นลงมือทำสิ่งใหม่ๆ ให้กับชีวิตที่ลดน้อยถอยลงตามการเคลื่อนไปของกาลเวลาเสียทีได้แล้ว
..............................................
ตอนเด็กๆ นั้นเรื่องเล่าเกี่ยวกับ "มะกะโท" ซึ่งเป็นตัวละครสำคัญในเรื่อง "ราชาธิราช" เล่าถึงความอุตสาหะและความเฉลียวฉลาดของมะกะโทในการไปซื้อพันธุ์ผักกาดมาปลูกได้ด้วยเบี้ยเบี้ยเดียวด้วยการเอานิ้วมือเดียวที่เปียกชื้นจิ้มลงในกระจาดใส่เมล็ด เมล็ดผักกาดจึงติดนิ้วเขาขึ้นมามากมาย เป็นเรื่องหนึ่งที่ผมชอบอ่าน
เรื่องเล่าของมะกะโทอาจจะไม่เกี่ยวกับการพูดคุยแลกเปลี่ยนของผองเพื่อนเรื่องการเลี้ยงไส้เดือนหรือการลงมือทำอะไรใหม่ๆ เมื่อเวลาย่างเท้าเข้าสู่โมงยามใหม่ๆ แต่เรื่องนี้ผมอยากจะบอกเล่าถึง "พลังของการสั่งสม" ครับ
สำหรับบางคนที่หยิบไพ่แห่งความโชคดีติดมือขึ้นมาได้ (ซึ่งอาจจะมีอยู่น้อยคนบนโลกนี้) อาจจะไม่ต้องใช้ความวิริยะอุตสาหะ หรือความคิดเฉลียวฉลาด และการลงมือทำสั่งสมในทุกๆ เข็มวินาทีชีวิตที่เคลื่อนไหวก็อาจจะร่ำรวย มีชื่อเสียง ค้นพบและบรรลุความฝันของตัวเองได้
เรื่องมาถึงตรงที่มีใครสักคนเล่าให้ฟังว่า ญาติของตัวเองเป็นคนมัธยัสถ์มาก เวลาเปิดน้ำเขาจะเปิดทีละหยดแล้วปล่อยทิ้งไว้ทั้งคืน การทำอย่างนี้ทำให้น้ำเต็มตุ่มเต็มโอ่งได้เหมือนกันโดยที่มิเตอร์น้ำของการประปาไม่กระดิกเลยว่ามีการใช้น้ำเกิดขึ้นในบ้านนั้น
เช่นเดียวกันหากเราไม่เคยเปิดก๊อกน้ำ ไม่เคยสำรวจว่ามีน้ำหยดออกมาจากภายในตัวเองเหมือนในท่อน้ำ แล้วเปิดไขก๊อกน้ำเอาไว้แต่เพียงเบามือ ไม่ช้าไม่นานหยดน้ำที่เราไม่เคยให้ความสำคัญหรือมองข้าม เพราะมัวแต่คิดถึงน้ำก๊อกที่ไหลพุ่งทะลักแรงเพราะแรงดันที่จะช่วยให้น้ำเต็มตุ่มได้ภายในพริบตา
หยดน้ำทีละหยดที่เปิดค้างไว้ทั้งคืน แต่ค่อยๆ หยดค่อยๆ มาโดยใครๆ ก็ไม่เคยตระหนักรู้หรือแม้แต่เราเอง ว่าน้ำในตุ่มในตัวเราค่อยๆ ขยับเติมเต็มขึ้นมาตนใกล้ขอบตุ่มแห่งความสำเร็จได้เหมือนกัน
วันเสาร์ที่ 26 พฤศจิกายน พ.ศ. 2554
ความสุขจากคนเลี้ยงผึ้ง
เป็นค่ำคืนของวันธรรมดาอีกค่ำคืนหนึ่งที่ผมได้รับสาระและความรู้สึกดีๆ จากการดูรายการโทรทัศน์...
ผมว่าคนทุกคนบนโลกนี้ที่เป็นเจ้าของเครื่องรับโทรทัศน์ และชอบใช้เวลาว่างในเวลาที่ไม่รู้จะทำอะไร กดรีโมททีวีไปเรื่อยๆ เหมือนกันกับผม
แต่แล้วค่ำคืนนั้นผมก็ไปหยุดดูรายการ "มาร์ธา" ซึ่งเป็นรายการวาไรตี้โชว์โดยมาร์ธา สต๊วท (Martha Stewart) นักจัดรายการชื่อดังด้านไลฟ์สไตล์และการตกแต่งบ้านของสหรัฐฯ รายการในวันนั้นเป็นเรื่องของคนเลี้ยงผึ้งในสวนหลังบ้านของพวกเขาเอง (Backyard Beekeeping)
ผมเองไม่ได้ติดตามรายละเอียดอะไรมากมายในรายการนั้น แต่ที่รู้สึกสะดุดใจก็คือเรื่องเกี่ยวกับการเลี้ยงผึ้งเพื่อเอาน้ำผึ้งและผลผลิตอื่นๆ จากรังผึ้งออกมาบริโภคกันของคนอเมริกัน ซึ่งทำกันอย่างเป็นล่ำเป็นสันและครบวงจร ตั้งแต่เลี้ยงผึ้งและเก็บเกี่ยวผลผลิต (ซึ่งก็คือน้ำผึ้ง) บรรจุขวดวางจำหน่ายในท้องตลาดในฐานะที่เป็น "น้ำผึ้งออร์แกนิก" พวกเขายังนำน้ำผึ้งที่เก็บได้ในบริเวณบ้านมาแปรรูปเป็นขนม อาหารและเครื่องดื่มหลายชนิดให้ชมในรายการ
ความสนุกและความสุขของคนเลี้ยงผึ้งในรายการมาร์ธาที่ได้ชม ไม่แตกต่างจากความสุขของคนปลูกผักหญ้าเอาไว้รับประทานเอง หรือคนที่ทอผ้าย้อมผ้า เย็บปักถักร้อยเสื้อผ้าเครื่องนุ่งห่มเอาไว้ใช้เอง เป็นความสุขเล็กๆ ที่ไร้ขอบเขตข้อจำกัด ไม่ต้องสิ้นเปลืองเงินจับจ่าย ได้ใช้เวลาว่างให้เกิดประโยชน์ และค้นพบว่าในเรื่องบางเรื่องที่ไม่น่าจะเป็นไปได้หรือดูเหมือนจะยุ่งยากนั้น หากตั้งใจจริงและไม่คิดถึงข้อจำกัดปลีกย่อยแล้วคนเราก็สามารถพึ่งพาตัวเองได้ เช่นผู้ชายคนหนึ่งที่สามารถมีแหล่งเลี้ยงผึ้งหลายๆ แห่งแม้อยู่กลางกรุงนิวยอร์กอันแสนจะพลุกพล่าน
และที่สำคัญก็คือแม้ว่าจะโดนผึ้งที่ตัวเองเลี้ยงเอาไว้มุดลอดเข้ามาในชุดป้องกันที่แน่นหนาตอนที่ไปเก็บน้ำผึ้งต่อยเอาบ้าง แต่พวกเขาก็ยังยิ้มได้ ไม่โกรธเคืองหรือเจ็บปวดอะไรนักหนากับพิษสงเล็กๆ ของเหล็กไนของผึ้งที่ตัวเองเลี้ยง
...เพราะมันคือความสุขและการแบ่งปันที่ได้รับ
http://www.marthastewart.com/266296/backyard-beekeeping
ผมว่าคนทุกคนบนโลกนี้ที่เป็นเจ้าของเครื่องรับโทรทัศน์ และชอบใช้เวลาว่างในเวลาที่ไม่รู้จะทำอะไร กดรีโมททีวีไปเรื่อยๆ เหมือนกันกับผม
แต่แล้วค่ำคืนนั้นผมก็ไปหยุดดูรายการ "มาร์ธา" ซึ่งเป็นรายการวาไรตี้โชว์โดยมาร์ธา สต๊วท (Martha Stewart) นักจัดรายการชื่อดังด้านไลฟ์สไตล์และการตกแต่งบ้านของสหรัฐฯ รายการในวันนั้นเป็นเรื่องของคนเลี้ยงผึ้งในสวนหลังบ้านของพวกเขาเอง (Backyard Beekeeping)
ผมเองไม่ได้ติดตามรายละเอียดอะไรมากมายในรายการนั้น แต่ที่รู้สึกสะดุดใจก็คือเรื่องเกี่ยวกับการเลี้ยงผึ้งเพื่อเอาน้ำผึ้งและผลผลิตอื่นๆ จากรังผึ้งออกมาบริโภคกันของคนอเมริกัน ซึ่งทำกันอย่างเป็นล่ำเป็นสันและครบวงจร ตั้งแต่เลี้ยงผึ้งและเก็บเกี่ยวผลผลิต (ซึ่งก็คือน้ำผึ้ง) บรรจุขวดวางจำหน่ายในท้องตลาดในฐานะที่เป็น "น้ำผึ้งออร์แกนิก" พวกเขายังนำน้ำผึ้งที่เก็บได้ในบริเวณบ้านมาแปรรูปเป็นขนม อาหารและเครื่องดื่มหลายชนิดให้ชมในรายการ
ความสนุกและความสุขของคนเลี้ยงผึ้งในรายการมาร์ธาที่ได้ชม ไม่แตกต่างจากความสุขของคนปลูกผักหญ้าเอาไว้รับประทานเอง หรือคนที่ทอผ้าย้อมผ้า เย็บปักถักร้อยเสื้อผ้าเครื่องนุ่งห่มเอาไว้ใช้เอง เป็นความสุขเล็กๆ ที่ไร้ขอบเขตข้อจำกัด ไม่ต้องสิ้นเปลืองเงินจับจ่าย ได้ใช้เวลาว่างให้เกิดประโยชน์ และค้นพบว่าในเรื่องบางเรื่องที่ไม่น่าจะเป็นไปได้หรือดูเหมือนจะยุ่งยากนั้น หากตั้งใจจริงและไม่คิดถึงข้อจำกัดปลีกย่อยแล้วคนเราก็สามารถพึ่งพาตัวเองได้ เช่นผู้ชายคนหนึ่งที่สามารถมีแหล่งเลี้ยงผึ้งหลายๆ แห่งแม้อยู่กลางกรุงนิวยอร์กอันแสนจะพลุกพล่าน
และที่สำคัญก็คือแม้ว่าจะโดนผึ้งที่ตัวเองเลี้ยงเอาไว้มุดลอดเข้ามาในชุดป้องกันที่แน่นหนาตอนที่ไปเก็บน้ำผึ้งต่อยเอาบ้าง แต่พวกเขาก็ยังยิ้มได้ ไม่โกรธเคืองหรือเจ็บปวดอะไรนักหนากับพิษสงเล็กๆ ของเหล็กไนของผึ้งที่ตัวเองเลี้ยง
...เพราะมันคือความสุขและการแบ่งปันที่ได้รับ
http://www.marthastewart.com/266296/backyard-beekeeping
วันศุกร์ที่ 8 กรกฎาคม พ.ศ. 2554
ดอกไม้ของสังคม
ไม่ใช่แปลงหรือสวนดอกไม้ที่ผมเพิ่งผ่านไปและได้เห็นความสวยงามเบ่งบานของดอกไม้หลายช่อนานาพันธุ์ ทว่าคือริมถนน กลางฟุตบาทแถวๆ สามย่านนี่เอง
วันนี้เป็นอีกวันของการพระราชทานปริญญาบัตรให้กับบัณฑิตและมหาบัณฑิตจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยซึ่งดำเนินมาเป็นวันที่สองแล้ว ผมเห็นคนใส่ชุดครุยเดินถือช่อดอกไม้ มีช่างภาพและญาติมิตรเดินตามกันเป็นสายหลายคน พอดีผมทำงานอยู่ย่านนี้แล้วบังเอิญเดินผ่านร้านรวงแผงขายช่อดอกไม้และของที่ระลึกมอบให้บัณฑิตมากกมายในตอนออกไปกินข้าวกลางวัน
ไม่อยากจะเชื่อว่าผมจะเพิกเฉยหรือไม่ค่อยรู้สึกรู้สาอะไรกับบรรยากาศที่เห็น แต่ก็ไม่น่าแปลกใจนักเพราะผมเดินออกจากรั้วมหา'ลัยมาได้กว่าทศวรรษแล้ว การเรียนจบเฉลิมฉลอง มอบของที่ระลึกและมวลดอกไม้ที่จัดสรรสวยงามให้แก่กัน จึงเป็นเหมือนอากาศธาตุที่ผมเดินเฉียดกรายไปเท่านั้น
แต่แล้วเมื่อเห็นดอกไม้มากๆ เข้าก็อดที่จะรู้สึกหรือนึกคิดตามไปไม่ได้ว่าเพราะเหตุใดหรือเพราะอะไร และตั้งแต่เมื่อไรกันที่ธรรมเนียมการมอบดอกไม้ให้แก่ผู้จบการศึกษาจึงเป็นที่นิยมและแพร่หลายโดยไม่เลือกสถาบัน สถานและกาลเวลา
ดอกไม้ที่เบ่งบานให้สีสันที่สวยงาม สดชื่น สบายตา นั้นเหมาะสมด้วยประการทั้งปวงในความหมายถึงความเบิกบานยินดีและเป็นดอกผลของความสำเร็จ ไม่ว่าจะเป็นสำเร็จการศึกษาหรือโอกาสอันเป็นมงคลอื่นใดของคนเรา ดอกไม้ก็มักจะถูกนำมาใช้ในโอกาสที่ดีที่พิเศษด้วยกันทั้งนั้น
แต่แท้จริงแล้วในระบบการศึกษาโดยเฉพาะอุดมศึกษานั้น การที่ใครสักคนจะเดินเข้าไปในรั้วมหา' ลัยแล้วเดินออกมาได้พร้อมกับปริญญาบัตร อาจจะไม่ใช่ความสำเร็จที่งดงามหรือการมีความหมายถึง "ความรู้" ที่ได้ประสิทธิประสาทลงในตัวบุคคลนั้นจนได้ชื่อว่าเป็นบัณฑิตที่ถึงพร้อมและเป็นเหมือน "ดอกไม้" ที่งดงาม ให้สีสัน รูปทรง คุณค่าทางความรู้สึก ทางใจ ทางการกระทำและผลงาน เป็นดอกไม้ของสังคมได้ทั้งหมดทุกๆ คน
ความสำเร็จที่แท้จริงของการเป็น "ดอกไม้ของสังคม" ในความหมายที่แท้จริง น่าจะอยู่ที่คุณค่า และการลงมือ ได้ให้อะไรแก่สังคมจากการเรียนรู้ที่ผ่านมา เป็นการผลิบานงดงามของความรู้เพื่อฟื้นฟูและช่วยเหลือผู้คนอื่นๆ ที่ด้อยโอกาสหรือขาดโอกาสมากกว่าเรา
ดังนี้แล้วบัณฑิตที่พ้นจากมหา'ลัยออกมาจึงจะไม่ใช่แค่เพียงจำนวนที่มากหลายเหมือนช่อดอกไม้ ซึ่งจะกลายเป็นกองขยะเศษสิ่งที่ทิ้งขว้างเมื่องานพิธีผ่านพ้นไปเช่นช่อดอกไม้ของบัณฑิตทั้งหลายในวันพิเศษนี้เท่านั้น
วันนี้เป็นอีกวันของการพระราชทานปริญญาบัตรให้กับบัณฑิตและมหาบัณฑิตจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยซึ่งดำเนินมาเป็นวันที่สองแล้ว ผมเห็นคนใส่ชุดครุยเดินถือช่อดอกไม้ มีช่างภาพและญาติมิตรเดินตามกันเป็นสายหลายคน พอดีผมทำงานอยู่ย่านนี้แล้วบังเอิญเดินผ่านร้านรวงแผงขายช่อดอกไม้และของที่ระลึกมอบให้บัณฑิตมากกมายในตอนออกไปกินข้าวกลางวัน
ไม่อยากจะเชื่อว่าผมจะเพิกเฉยหรือไม่ค่อยรู้สึกรู้สาอะไรกับบรรยากาศที่เห็น แต่ก็ไม่น่าแปลกใจนักเพราะผมเดินออกจากรั้วมหา'ลัยมาได้กว่าทศวรรษแล้ว การเรียนจบเฉลิมฉลอง มอบของที่ระลึกและมวลดอกไม้ที่จัดสรรสวยงามให้แก่กัน จึงเป็นเหมือนอากาศธาตุที่ผมเดินเฉียดกรายไปเท่านั้น
แต่แล้วเมื่อเห็นดอกไม้มากๆ เข้าก็อดที่จะรู้สึกหรือนึกคิดตามไปไม่ได้ว่าเพราะเหตุใดหรือเพราะอะไร และตั้งแต่เมื่อไรกันที่ธรรมเนียมการมอบดอกไม้ให้แก่ผู้จบการศึกษาจึงเป็นที่นิยมและแพร่หลายโดยไม่เลือกสถาบัน สถานและกาลเวลา
ดอกไม้ที่เบ่งบานให้สีสันที่สวยงาม สดชื่น สบายตา นั้นเหมาะสมด้วยประการทั้งปวงในความหมายถึงความเบิกบานยินดีและเป็นดอกผลของความสำเร็จ ไม่ว่าจะเป็นสำเร็จการศึกษาหรือโอกาสอันเป็นมงคลอื่นใดของคนเรา ดอกไม้ก็มักจะถูกนำมาใช้ในโอกาสที่ดีที่พิเศษด้วยกันทั้งนั้น
แต่แท้จริงแล้วในระบบการศึกษาโดยเฉพาะอุดมศึกษานั้น การที่ใครสักคนจะเดินเข้าไปในรั้วมหา' ลัยแล้วเดินออกมาได้พร้อมกับปริญญาบัตร อาจจะไม่ใช่ความสำเร็จที่งดงามหรือการมีความหมายถึง "ความรู้" ที่ได้ประสิทธิประสาทลงในตัวบุคคลนั้นจนได้ชื่อว่าเป็นบัณฑิตที่ถึงพร้อมและเป็นเหมือน "ดอกไม้" ที่งดงาม ให้สีสัน รูปทรง คุณค่าทางความรู้สึก ทางใจ ทางการกระทำและผลงาน เป็นดอกไม้ของสังคมได้ทั้งหมดทุกๆ คน
ความสำเร็จที่แท้จริงของการเป็น "ดอกไม้ของสังคม" ในความหมายที่แท้จริง น่าจะอยู่ที่คุณค่า และการลงมือ ได้ให้อะไรแก่สังคมจากการเรียนรู้ที่ผ่านมา เป็นการผลิบานงดงามของความรู้เพื่อฟื้นฟูและช่วยเหลือผู้คนอื่นๆ ที่ด้อยโอกาสหรือขาดโอกาสมากกว่าเรา
ดังนี้แล้วบัณฑิตที่พ้นจากมหา'ลัยออกมาจึงจะไม่ใช่แค่เพียงจำนวนที่มากหลายเหมือนช่อดอกไม้ ซึ่งจะกลายเป็นกองขยะเศษสิ่งที่ทิ้งขว้างเมื่องานพิธีผ่านพ้นไปเช่นช่อดอกไม้ของบัณฑิตทั้งหลายในวันพิเศษนี้เท่านั้น
วันจันทร์ที่ 13 มิถุนายน พ.ศ. 2554
ตลาดสนุก
จอแจ เบียดเสียด และเปียกชื้น...
หากให้ใครก็ตามนึกถึงภาพของ "ตลาดสด" ในความคิดขึ้นมาตอนนี้แล้วล่ะก็ คงจะหนีไม่พ้นคำต่างๆ ที่ผมว่ามาเป็นแน่ ซ้ำร้ายอาจจะมีคำอื่นๆ ที่ชวนให้น่าเบื่อ ไม่น่าเดิน ไม่น่านึกถึงอื่นๆ อีกเพียบ
แต่สำหรับผมเอง ผมรู้สึกว่า คำว่า "ตลาดสด" ช่างเป็นคำที่มีเสน่ห์คำหนึ่งและมีเอกลักษณ์ เป็นคำคำหนึ่งซึ่งไม่รู้ว่าใครเป็นคนแรกที่บัญญัติคำคำนี้ขึ้นมา เพื่อเรียกขานแหล่งสถานสำหรับการพบปะแลกเปลี่ยนสินค้าโดยเฉพาะเป็นอาหารสด ผักปลา ผลไม้เป็นคนแรก แต่ก็ช่างให้ภาพและความรู้สึกชัดเจนดีเมื่อมีคำว่า "ตลาด" และคำว่า "สด" อยู่รวมกัน
ไม่ผิดนักหากจะพูดว่าหนึ่งในเอกลักษณ์ของอารมณ์ความรู้สึก ที่สะท้อนถึงวิถีความเป็นอยู่แบบไทยๆ ของคนไทยได้ดีก็คือตลาดสดนั่นเอง ไม่เชื่อคงจะต้องลองหาโอกาสไปเดินเล่นที่ตลาดแถวบ้านดู เน้นว่าขอให้เป็นตลาดสดหรือตลาดเช้าจะคึกคัก สนุกสนานมากกว่า
เมื่อไม่กี่วันที่ผ่านมา ผมมีอันจะต้องถือถุงผ้าเดินตามคนที่บ้านไปตลาดสดแถวบ้านอันแสนจะคึกคักด้วยข้าวของและผักปลานานาชนิด เพราะต้องเตรียมตัวซื้ออาหารมาต้อนรับเพื่อนฝูงที่จะมากินข้าวที่บ้าน เช้าวันนั้นเป็นวันเสาร์ที่ผมเองอยากจะตื่นนอนสายกว่าปกติสักนิด เมื่ออิดออดนอนต่อไปไม่ได้ ก็ต้องตื่นเตรียมตัวสลัดความง่วงงัวเงียออกจากตัวเพื่อออกไปตลาดสด
ไม่น่าเชื่อว่าไม่กี่ก้าวที่ย่างเท้าเข้าสู่บรรยากาศตลาดสด ความรู้สึกข้างในผมก็ถูกสั่นกระเพื่อมไหวให้ตื่นขึ้นอย่างรวดเร็ว ทั้งภาพ ทั้งเสียง ทั้งกลิ่นของบรรยากาศที่ได้เห็นจู่โจมเข้าปลุกทุกสรรพความรู้สึกโดยหลีกเลี่ยงไม่ได้
สิ่งต่างๆ อันเป็นตัวกระตุ้นชั้นดีของตลาดสดคือ แผงผักหลากชนิดหลากสี แผงขายเนื้อสัตว์ทั้งไก่ ปลา ปลาร้าหมัก (ส่งกลิ่นมาด้วย) เหลือบสายตาลงต่ำ ก็มีกะละมังแม่ค้าที่ใส่กบและอึ่งอ่างขังไว้รอคนมาซื้อ ถัดไปจากนั้นคือถาดใส่แมลงกินได้หลายชนิดวางไว้เป็นกองๆ มินับรวมลีลาการเลือกซื้อเลือกหา เจรจาต่อรองของบรรดาแม่ค้าและลูกค้านับสิบนับร้อย
ฉับพลันที่ผมเหม่อๆ มองดูสิ่งต่างๆ ขณะเดินอยู่ เท้าก็พลันไปเหยียบเอาแผ่นปูนปูพื้นที่ไม่เรียบและมีน้ำขังอยู่ จนกระฉอกขึ้นมาเปรอะเลอะเท้าผม ตอกย้ำความเลอะเทอะเฉอะชื้นที่เป็นอยู่จริงๆ ของตลาดสดที่ชัดเจนติดเนื้อติดตัว
เดินต่ออีกไม่กี่ก้าว ก็เห็นพระรูปหนึ่งยืนรอคนมาบิณฑบาตรอยู่ตรงหัวมุมตลาด จำได้ว่าเช้าๆ เช่นนี้มาตลาดนี้ทีไร เป็นต้องเจอพระคนนี้ ซึ่งดูไม่เหมือนพระสงฆ์จริงเอาเสียเลย พระที่ไหนจะมาหากินเกาะติดกับตลาดสดและยืนรอคนให้เอาของมาให้เช่นนี้เป็นประจำ
เมื่อซื้อข้าวของต่างๆ ที่ต้องการได้แล้ว ผมแวะแผงผลไม้เพื่อซื้อทุเรียนลูกหนึ่ง ป้าที่เป็นแม่ค้าบวกเลขบอกราคาของทุเรียนลูกที่เราเลือกอย่างรวดเร็วและแม่นยำจนเราต้องออกปากว่าทำไมป้าคิดเลขได้เร็วจัง แม้จะเป็นตัวเลขที่บวกลบคูณหารไม่ลงตัว แต่แม่ค้าส่วนมากมีความสามารถและพรสวรรค์ในการคิดเลขบวกเลขจากการคำนวณน้ำหนักและบอกราคาได้เร็วจริงๆ อาจเพราะประสบการณ์สั่งสมและการอยู่กับการคิดเลขบอกราคาเป็นประจำ
เช้าวันนั้นหลังการเดินตลาดและหอบข้าวของมากมีที่ซื้อหากลับมาได้ ผมเลิกง่วงงัวเงียแล้ว เพราะประสาทถูกปลุกให้ตื่นแทบทุกอณูความรู้สึกภายนอกภายใน ตลาดสดช่างมีความสนุกและเปี่ยมด้วยภาพชีวิตที่แสนจะคึกคักจนยากจะเปรียบได้ว่าความสนุกง่ายๆ ไม่ต้องซื้อต้องหา แต่สามารถชวนให้เรารู้สึก "สด" และ "สนุก" ได้เช่นนี้จะหาได้จากที่ไหนอื่นอีกๆ
เพราะในความสดมีความสนุก และในความสนุกมีอยู่ที่ตลาดสดครับ
หากให้ใครก็ตามนึกถึงภาพของ "ตลาดสด" ในความคิดขึ้นมาตอนนี้แล้วล่ะก็ คงจะหนีไม่พ้นคำต่างๆ ที่ผมว่ามาเป็นแน่ ซ้ำร้ายอาจจะมีคำอื่นๆ ที่ชวนให้น่าเบื่อ ไม่น่าเดิน ไม่น่านึกถึงอื่นๆ อีกเพียบ
แต่สำหรับผมเอง ผมรู้สึกว่า คำว่า "ตลาดสด" ช่างเป็นคำที่มีเสน่ห์คำหนึ่งและมีเอกลักษณ์ เป็นคำคำหนึ่งซึ่งไม่รู้ว่าใครเป็นคนแรกที่บัญญัติคำคำนี้ขึ้นมา เพื่อเรียกขานแหล่งสถานสำหรับการพบปะแลกเปลี่ยนสินค้าโดยเฉพาะเป็นอาหารสด ผักปลา ผลไม้เป็นคนแรก แต่ก็ช่างให้ภาพและความรู้สึกชัดเจนดีเมื่อมีคำว่า "ตลาด" และคำว่า "สด" อยู่รวมกัน
ไม่ผิดนักหากจะพูดว่าหนึ่งในเอกลักษณ์ของอารมณ์ความรู้สึก ที่สะท้อนถึงวิถีความเป็นอยู่แบบไทยๆ ของคนไทยได้ดีก็คือตลาดสดนั่นเอง ไม่เชื่อคงจะต้องลองหาโอกาสไปเดินเล่นที่ตลาดแถวบ้านดู เน้นว่าขอให้เป็นตลาดสดหรือตลาดเช้าจะคึกคัก สนุกสนานมากกว่า
เมื่อไม่กี่วันที่ผ่านมา ผมมีอันจะต้องถือถุงผ้าเดินตามคนที่บ้านไปตลาดสดแถวบ้านอันแสนจะคึกคักด้วยข้าวของและผักปลานานาชนิด เพราะต้องเตรียมตัวซื้ออาหารมาต้อนรับเพื่อนฝูงที่จะมากินข้าวที่บ้าน เช้าวันนั้นเป็นวันเสาร์ที่ผมเองอยากจะตื่นนอนสายกว่าปกติสักนิด เมื่ออิดออดนอนต่อไปไม่ได้ ก็ต้องตื่นเตรียมตัวสลัดความง่วงงัวเงียออกจากตัวเพื่อออกไปตลาดสด
ไม่น่าเชื่อว่าไม่กี่ก้าวที่ย่างเท้าเข้าสู่บรรยากาศตลาดสด ความรู้สึกข้างในผมก็ถูกสั่นกระเพื่อมไหวให้ตื่นขึ้นอย่างรวดเร็ว ทั้งภาพ ทั้งเสียง ทั้งกลิ่นของบรรยากาศที่ได้เห็นจู่โจมเข้าปลุกทุกสรรพความรู้สึกโดยหลีกเลี่ยงไม่ได้
สิ่งต่างๆ อันเป็นตัวกระตุ้นชั้นดีของตลาดสดคือ แผงผักหลากชนิดหลากสี แผงขายเนื้อสัตว์ทั้งไก่ ปลา ปลาร้าหมัก (ส่งกลิ่นมาด้วย) เหลือบสายตาลงต่ำ ก็มีกะละมังแม่ค้าที่ใส่กบและอึ่งอ่างขังไว้รอคนมาซื้อ ถัดไปจากนั้นคือถาดใส่แมลงกินได้หลายชนิดวางไว้เป็นกองๆ มินับรวมลีลาการเลือกซื้อเลือกหา เจรจาต่อรองของบรรดาแม่ค้าและลูกค้านับสิบนับร้อย
ฉับพลันที่ผมเหม่อๆ มองดูสิ่งต่างๆ ขณะเดินอยู่ เท้าก็พลันไปเหยียบเอาแผ่นปูนปูพื้นที่ไม่เรียบและมีน้ำขังอยู่ จนกระฉอกขึ้นมาเปรอะเลอะเท้าผม ตอกย้ำความเลอะเทอะเฉอะชื้นที่เป็นอยู่จริงๆ ของตลาดสดที่ชัดเจนติดเนื้อติดตัว
เดินต่ออีกไม่กี่ก้าว ก็เห็นพระรูปหนึ่งยืนรอคนมาบิณฑบาตรอยู่ตรงหัวมุมตลาด จำได้ว่าเช้าๆ เช่นนี้มาตลาดนี้ทีไร เป็นต้องเจอพระคนนี้ ซึ่งดูไม่เหมือนพระสงฆ์จริงเอาเสียเลย พระที่ไหนจะมาหากินเกาะติดกับตลาดสดและยืนรอคนให้เอาของมาให้เช่นนี้เป็นประจำ
เมื่อซื้อข้าวของต่างๆ ที่ต้องการได้แล้ว ผมแวะแผงผลไม้เพื่อซื้อทุเรียนลูกหนึ่ง ป้าที่เป็นแม่ค้าบวกเลขบอกราคาของทุเรียนลูกที่เราเลือกอย่างรวดเร็วและแม่นยำจนเราต้องออกปากว่าทำไมป้าคิดเลขได้เร็วจัง แม้จะเป็นตัวเลขที่บวกลบคูณหารไม่ลงตัว แต่แม่ค้าส่วนมากมีความสามารถและพรสวรรค์ในการคิดเลขบวกเลขจากการคำนวณน้ำหนักและบอกราคาได้เร็วจริงๆ อาจเพราะประสบการณ์สั่งสมและการอยู่กับการคิดเลขบอกราคาเป็นประจำ
เช้าวันนั้นหลังการเดินตลาดและหอบข้าวของมากมีที่ซื้อหากลับมาได้ ผมเลิกง่วงงัวเงียแล้ว เพราะประสาทถูกปลุกให้ตื่นแทบทุกอณูความรู้สึกภายนอกภายใน ตลาดสดช่างมีความสนุกและเปี่ยมด้วยภาพชีวิตที่แสนจะคึกคักจนยากจะเปรียบได้ว่าความสนุกง่ายๆ ไม่ต้องซื้อต้องหา แต่สามารถชวนให้เรารู้สึก "สด" และ "สนุก" ได้เช่นนี้จะหาได้จากที่ไหนอื่นอีกๆ
เพราะในความสดมีความสนุก และในความสนุกมีอยู่ที่ตลาดสดครับ
วันเสาร์ที่ 11 มิถุนายน พ.ศ. 2554
ดอกไม้ภายใน
หลายวันก่อนผมเก็บดอกเข็มอุณากรรณสีชมพูอ่อนบานสวยสองสามดอกที่ร่วงหล่นลงมาซบพื้นตรงนอกชานบ้านเอามาหยิบพินิจดูเล่น พลันก็เกิดความคิดขึ้นมาได้ว่า การเบ่งบานและคงอยู่ในเรือนต้น บนช่อดอกของเหล่าดอกไม้นั้นช่างแสนสั้น ดอกไม้ผลิบานเพื่อที่จะร่วงโรย เหตุใดกันช่วงเวลาที่สวยงามที่สุด เบ่งบานเต็มที่ที่สุด เปล่งสีส่งกลิ่นเพื่อเรียกแมลง ผึ้งและหมู่ภมร กระทั่งสายตาคนให้หยุดอยู่กับความหอมความหวานของกลีบเกสร และความสวยงามของดอกไม้ จึงเป็นช่วงเวลาสุดท้ายเมื่อความงดงามความสมบูรณ์ถึงพร้อมในช่วงเวลาเบ่งบานของดอกไม้...แล้วก็ร่วงหล่นร่วงโรยไปอย่างง่ายดาย
อาจเป็นความรู้สึกเดียวกันนี้หรือไม่ที่ทำให้คนเราตระหนักและหวงแหนเวลาแห่งความสุข ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่ชีวิตจะเบ่งบาน เปล่งประกายเปี่ยมด้วยสีสันแห่งความสุขที่อยู่รายรอบออกมาให้คนอื่นๆ สัมผัสรับรู้ได้ดังกำลังมองการเบ่งบานของดอกไม้ แต่บ่อยครั้งเวลาแห่งความสุขก็ร่วงโรยและพ้นผ่านไปอย่างง่ายดายดุจห้วงเวลาสุดท้ายที่ดอกไม้สักดอกเบ่งบานเพื่อที่จะร่วงหล่นพ้นจากต้น
ผมหยุดดูดอกไม้ที่ผลิบานอยู่ในช่วงเวลานั้นและรับรู้ว่า แม้ดอกไม้ที่มองเห็นเหมือนจะสวยงามเพียงใดก็ตาม แต่ดอกไม้เหล่านี้ก็กำลังจะโรยรา เหี่ยวเฉา และแห้งเหี่ยวเปลี่ยนแปรไปอย่างรวดเร็ว เพราะชีวิตช่วงสุดท้ายของดอกไม้เมื่อหลุดจากกิ่งก้านช่อดอกและต้นออกไปแล้ว หากไม่มีการแช่น้ำถนอมเอาไว้ก็ย่อมง่ายดายที่ความสวยงามเบ่งบานที่เห็นจะเปลี่ยนสภาพและหมดเวลาแห่งความงดงามที่สัมผัสได้ไปอย่างรวดเร็วนัก
หากความรู้สึก ความตระหนักรู้เกี่ยวกับชีวิตและความสุขในคืนวันต่างๆ ที่ดำเนินไปของเราเบ่งบานเปรียบเหมือนดอกไม้จริงๆ ช่วงเวลาของความสุขคงไม่ทอดยาวไปได้ไกลเท่าไรนัก บางทีเราอาจต้องแปรเปลี่ยนความเบ่งบานและสีสันที่สวยงามของช่วงเวลาที่กำลังมีความสุขเหมือนดอกไม้ที่ผลิบานเต็มที่ แปรเปลี่ยนเข้ามาเก็บไว้ เป็นเหมือนภาพประทับใจของดอกไม้ที่กำลังเบ่งบานอยู่ภายในตัวเรา...ไม่มีวันโรยราร่วงหล่น แต่เป็นดอกไม้ภายในที่อาจจะไร้การมีอยู่จริง มองไม่เห็น สูดดมกลิ่นไม่ได้ ชื่นชมกลีบดอกที่สวยงามเบ่งบานในขณะนั้นได้ยากเย็น
แต่หลับตาลงคราใด ก็รู้สึกถึงความสุขได้ทุกครา เหมือนภาพประทับของดอกไม้ที่ผลิบาน เบ่งบาน ไม่พ้นผ่าน ไม่หมดไป...นานเท่านาน
วันพุธที่ 8 มิถุนายน พ.ศ. 2554
สัญชาตญาณบอก
ประมาณปลายสัปดาห์ก่อน a day Foundation และ 'บุญ Bike' ร่วมกันทำกิจกรรมฉายภาพยนตร์เรื่อง "เจ้าหนูสิงห์นักปั่น" Shakariki ที่โรงภาพยนตร์สกาล่า เพื่อหาเงินบริจาคซื้อจักรยานให้เด็กๆ ที่ขาดแคลน ผมในฐานะของคนใจบุญ (ฮา) และชอบจักรยาน เลยขออนุโมทนาบุญกับกิจกรรมครั้งนี้ด้วยการจองตั๋วเข้าร่วมกิจกรรมและไปนั่งดูหนังครั้งนี้ด้วยคน
หนังญี่ปุ่นที่สร้างจากการ์ตูนเจ้าหนูสิงห์นักปั่นนี้เล่าเรื่องของเด็กผู้ชายวัยรุ่นคนหนึ่งที่ชอบการขี่จักรยานมากๆ และไม่เกี่ยงว่าจักรยานที่เขาขี่จะต้องเป็นจักรยานแบบไหน หรือปั่นไปที่ไหน ขอเพียงได้ปั่นและปั่นเท่านั้นก็สุขใจ เขาหายใจเข้าหายใจออกเป็นการขี่จักรยานถึงขนาดเอาเรื่องการปั่นจักรยานไปเพ้อถึงขณะหลับในห้องเรียน จนต้องโดนครูเอาหนังสือฟาดหัว
เทรุคุงคือชื่อของวัยรุ่นคนนี้ที่ในที่สุด ความชอบและฝีมือในการปั่นจักรยานอย่างบ้าบิ่น ไม่เหน็ดเหนื่อยและหวั่นเกรงใครก็ไปเข้าตาเพื่อนๆ นักปั่นจักยาน ทำให้เขาเป็นที่สนใจของชมรมจักรยานแข่งขันของโรงเรียนซึ่งอยู่ในช่วงตกต่ำ เพราะขาดนักแข่งฝีมือดี การเข้าร่วมชมรมทำให้เทรุคุงจะต้องหัดและปรับตัวเพื่อที่จะรู้จักกับจักรยานแบบใหม่ที่ใช้แข่งซึ่งเขาเองไม่เคยรู้จักมาก่อน ที่เรียกว่า "โรดเรซไบค์" และที่สำคัญก็คือ การเรียนรู้ที่จะแข่งขันร่วมกับทีมพร้อมกับกฎระเบียบของการแข่งขันจักรยานทางเรียบที่หยุมหยิมมากมาย ใช่แต่เพียงว่ามีสัญชาตญาณในขี่จักรยานที่ดี เก่ง หรือชอบปั่นจักรยานเท่านั้นจะเพียงพอและเอาชนะการแข่งขันได้
ผมดูหนังเกี่ยวกับจักรยานและการแข่งขันแบบ "สะอาดๆ" ซึ่งให้พลังที่ดีตามประสาหนังญี่ปุ่นเรื่องนี้ด้วยความสนุก และแอบลุ้นว่า การที่เอาตัวเองเข้ามาพัวพันกับวงการแข่งขันจักรยานจะทำให้ "สัญชาตญาณ" ในตัวของตัวเอก ซึ่งคือเทรุคุงในเรื่องจะสูญเสียไปหรือเปล่า เพราะในหนังมีตัวเปรียบเทียบอีกคนซึ่งเป็นนักปั่นยอดฝีมือจากโรงเรียนคู่แข่งชื่อยูตะ ซึ่งแม้จะปั่นจักรยานเก่งและเร็ว แต่ก็เอาจริงเอาจังเข้มงวดและต้องการเอาชัย มากกว่าจะเป็นความสนุกจากภายในหรือความรู้สึกรักชอบที่จะปั่นเหมือนเทรุคุง
อีกมุมหนึ่งนั้นหนังเรื่องนี้บอกเล่าถึงประวัติในวัยเด็กของเทรุคุง ซึ่งไม่มีเพื่อนและเติบโตขึ้นมาในเมืองแห่งหนึ่งในแถบคันไซ (ภาคตะวันตกของญี่ปุ่น) ซึ่งสภาพของเมืองเป็นเนินเขาจนทำให้ไม่มีเด็กๆ หรือคนทั่วไปในเมืองนั้นที่จะใช้จักรยานกัน เพราะความเป็นเนินสูงที่ไม่เอื้อต่อการใช้จักรยาน แต่เทรุคุงก็ไม่เคยท้อ แม้จะโดนเพื่อนในวัยเดียวกันล้อหรือแซวในความดื้อดึงที่จะปั่นจักรยานเพื่อเอาชนะเนินสูงของเมืองก็ตาม แต่เขาก็ไม่ท้อแท้หรือเลิกปั่น แต่กลับกลายเป็นยิ่งรักยิ่งชอบการปั่นจักรยานขึ้นเนินเอาชนะความสูงเพิ่มเติมขึ้นมาอีก
ในตอนท้ายของหนัง เทรุคุงเอาชนะยูตะ สุดยอดนักปั่นได้ในที่สุด แต่เขาก็ไม่ได้เป็นเข้าเป็นที่หนึ่ง เพราะ "เอส" หรือตำแหน่งผู้นำทีมในทีมเดียวกันที่ชื่อป๊อบโปะเป็นผู้เข้าเส้นชัยไปก่อน ในระยะทางกว่า 100 กิโลเมตรของการแข่งขันจักรยานทั้งยังต้องป่ายปีนเขาสูงชัน นอกจากความเร็วและความอดทน สิ่งที่เทรุคุงไม่เคยสูญเสียไปเลยก็คือ "สัญชาตญาณในตัว" ในการเป็นคนรักจักรยานและชอบการปั่นจักรยาน ไม่ว่าจะเป็นเส้นทางใดๆ หรือบนสนามแข่งขัน
ภาพเกือบสุดท้ายของหนังเรื่องนี้เป็นภาพเทรุคุงทรุดตัวลงข้างจักยานหลังเข้าเส้นชัย แล้วพูดกับตัวเองดังๆ ว่า " เหนื่อยมาก แต่ก็มันสุดๆเลยที่ได้ปั่นจักรยาน" บ่งบอกว่าการแข่งขันและโลกของความเร็วบนอานจักรยานที่เขาพาตัวเองเข้าไปข้องเกี่ยวนั้นไม่ได้เปลี่ยนแปลงความรักความฝันจักรยานในตัวเขา
ตอนนั้นเองที่ทำให้ผมได้คิดว่า คนเราอาจจะเป็นอะไรก็ได้ หรือเรียนรู้อะไรก็ได้ แต่น่าจะดีกว่าถ้าเรายังรักษาสัญชาตญาณหรือธรรมชาติในตัวตนของความเป็นเราเอาไว้ให้ได้
แม้จะไม่ใช่เรื่องจักรยาน แต่โลกและชีวิตก็คอยเปรียบเทียบและผลักดันเราเข้าสู่การแข่งขัน คงต้องคิดกันแล้วล่ะครับว่าทำอย่างไรเราจึงจะออกไปปั่นอย่างเสรี และอยู่กับโลกอย่างไม่สูญเสียความเป็นเรา
หนังญี่ปุ่นที่สร้างจากการ์ตูนเจ้าหนูสิงห์นักปั่นนี้เล่าเรื่องของเด็กผู้ชายวัยรุ่นคนหนึ่งที่ชอบการขี่จักรยานมากๆ และไม่เกี่ยงว่าจักรยานที่เขาขี่จะต้องเป็นจักรยานแบบไหน หรือปั่นไปที่ไหน ขอเพียงได้ปั่นและปั่นเท่านั้นก็สุขใจ เขาหายใจเข้าหายใจออกเป็นการขี่จักรยานถึงขนาดเอาเรื่องการปั่นจักรยานไปเพ้อถึงขณะหลับในห้องเรียน จนต้องโดนครูเอาหนังสือฟาดหัว
เทรุคุงคือชื่อของวัยรุ่นคนนี้ที่ในที่สุด ความชอบและฝีมือในการปั่นจักรยานอย่างบ้าบิ่น ไม่เหน็ดเหนื่อยและหวั่นเกรงใครก็ไปเข้าตาเพื่อนๆ นักปั่นจักยาน ทำให้เขาเป็นที่สนใจของชมรมจักรยานแข่งขันของโรงเรียนซึ่งอยู่ในช่วงตกต่ำ เพราะขาดนักแข่งฝีมือดี การเข้าร่วมชมรมทำให้เทรุคุงจะต้องหัดและปรับตัวเพื่อที่จะรู้จักกับจักรยานแบบใหม่ที่ใช้แข่งซึ่งเขาเองไม่เคยรู้จักมาก่อน ที่เรียกว่า "โรดเรซไบค์" และที่สำคัญก็คือ การเรียนรู้ที่จะแข่งขันร่วมกับทีมพร้อมกับกฎระเบียบของการแข่งขันจักรยานทางเรียบที่หยุมหยิมมากมาย ใช่แต่เพียงว่ามีสัญชาตญาณในขี่จักรยานที่ดี เก่ง หรือชอบปั่นจักรยานเท่านั้นจะเพียงพอและเอาชนะการแข่งขันได้
ผมดูหนังเกี่ยวกับจักรยานและการแข่งขันแบบ "สะอาดๆ" ซึ่งให้พลังที่ดีตามประสาหนังญี่ปุ่นเรื่องนี้ด้วยความสนุก และแอบลุ้นว่า การที่เอาตัวเองเข้ามาพัวพันกับวงการแข่งขันจักรยานจะทำให้ "สัญชาตญาณ" ในตัวของตัวเอก ซึ่งคือเทรุคุงในเรื่องจะสูญเสียไปหรือเปล่า เพราะในหนังมีตัวเปรียบเทียบอีกคนซึ่งเป็นนักปั่นยอดฝีมือจากโรงเรียนคู่แข่งชื่อยูตะ ซึ่งแม้จะปั่นจักรยานเก่งและเร็ว แต่ก็เอาจริงเอาจังเข้มงวดและต้องการเอาชัย มากกว่าจะเป็นความสนุกจากภายในหรือความรู้สึกรักชอบที่จะปั่นเหมือนเทรุคุง
อีกมุมหนึ่งนั้นหนังเรื่องนี้บอกเล่าถึงประวัติในวัยเด็กของเทรุคุง ซึ่งไม่มีเพื่อนและเติบโตขึ้นมาในเมืองแห่งหนึ่งในแถบคันไซ (ภาคตะวันตกของญี่ปุ่น) ซึ่งสภาพของเมืองเป็นเนินเขาจนทำให้ไม่มีเด็กๆ หรือคนทั่วไปในเมืองนั้นที่จะใช้จักรยานกัน เพราะความเป็นเนินสูงที่ไม่เอื้อต่อการใช้จักรยาน แต่เทรุคุงก็ไม่เคยท้อ แม้จะโดนเพื่อนในวัยเดียวกันล้อหรือแซวในความดื้อดึงที่จะปั่นจักรยานเพื่อเอาชนะเนินสูงของเมืองก็ตาม แต่เขาก็ไม่ท้อแท้หรือเลิกปั่น แต่กลับกลายเป็นยิ่งรักยิ่งชอบการปั่นจักรยานขึ้นเนินเอาชนะความสูงเพิ่มเติมขึ้นมาอีก
ในตอนท้ายของหนัง เทรุคุงเอาชนะยูตะ สุดยอดนักปั่นได้ในที่สุด แต่เขาก็ไม่ได้เป็นเข้าเป็นที่หนึ่ง เพราะ "เอส" หรือตำแหน่งผู้นำทีมในทีมเดียวกันที่ชื่อป๊อบโปะเป็นผู้เข้าเส้นชัยไปก่อน ในระยะทางกว่า 100 กิโลเมตรของการแข่งขันจักรยานทั้งยังต้องป่ายปีนเขาสูงชัน นอกจากความเร็วและความอดทน สิ่งที่เทรุคุงไม่เคยสูญเสียไปเลยก็คือ "สัญชาตญาณในตัว" ในการเป็นคนรักจักรยานและชอบการปั่นจักรยาน ไม่ว่าจะเป็นเส้นทางใดๆ หรือบนสนามแข่งขัน
ภาพเกือบสุดท้ายของหนังเรื่องนี้เป็นภาพเทรุคุงทรุดตัวลงข้างจักยานหลังเข้าเส้นชัย แล้วพูดกับตัวเองดังๆ ว่า " เหนื่อยมาก แต่ก็มันสุดๆเลยที่ได้ปั่นจักรยาน" บ่งบอกว่าการแข่งขันและโลกของความเร็วบนอานจักรยานที่เขาพาตัวเองเข้าไปข้องเกี่ยวนั้นไม่ได้เปลี่ยนแปลงความรักความฝันจักรยานในตัวเขา
ตอนนั้นเองที่ทำให้ผมได้คิดว่า คนเราอาจจะเป็นอะไรก็ได้ หรือเรียนรู้อะไรก็ได้ แต่น่าจะดีกว่าถ้าเรายังรักษาสัญชาตญาณหรือธรรมชาติในตัวตนของความเป็นเราเอาไว้ให้ได้
แม้จะไม่ใช่เรื่องจักรยาน แต่โลกและชีวิตก็คอยเปรียบเทียบและผลักดันเราเข้าสู่การแข่งขัน คงต้องคิดกันแล้วล่ะครับว่าทำอย่างไรเราจึงจะออกไปปั่นอย่างเสรี และอยู่กับโลกอย่างไม่สูญเสียความเป็นเรา
วันศุกร์ที่ 3 มิถุนายน พ.ศ. 2554
บานหน้าต่างสู่ชีวิต
ชีวิตมีเงื่อนไขเพื่อก่อเกิดความสุขอันเรียบง่ายได้ไม่ยากเย็น แต่ก็ดูเหมือนเป็นความลับอันเร้นลึกและศิลปะแห่งความเป็นคนที่ต้องคอยค้นหา เรียนรู้ และทดลองทำ
บางทีเราก็ต้องการความกล้าบ้าบิ่น ทำอะไรที่แตกต่าง ออกไปทายท้าโลกและความคุ้นเคยเดิมๆ ดูบ้าง บางทีเราเองก็อาจต้องการความนิ่งเฉยเฉื่อยเนือยในบางจังหวะลีลาของชีวิตที่กำลังบอกกับเราว่า จะสุขขึ้น ถ้าหากว่าชีวิตให้ช้าลง
โลกเปรียบเหมือนบ้านหนึ่งหลังที่ต้องมีประตู หน้าต่าง เสา หลังคา และระเบียง รวมกันทำหน้าที่ประกอบขึ้นมาเป็นบ้านที่สมบูรณ์ เพื่อให้คนอยู่ในบ้านมีกิจกรรมต่างๆ ที่น่าสนใจ ใช้ชีวิตได้ดี กระทั่งมีความพร้อม ความกล้าหาญและกำลังใจที่เข้มแข็งที่จะออกจากบ้านของเรา ไปเคาะประตูบ้านหลังอื่น และร่วมบรรเลงบทเพลงแห่งความเป็นโลก ที่หลายชีวิตต้องขับเคลื่อนไปพร้อมๆ กัน
หากประตูบ้านบานใหญ่นำเราออกไปจากบ้านสู่เรื่องราวและประสบการณ์แปลกใหม่หลากหลายได้ง่ายดาย แต่แค่เพียงปิดประตูลง เราและโลกภายนอกก็จะกลับกลายเป็นคนละส่วนกันทันที ขณะที่บ้านหนึ่งหลังต้องมีประตูทำหน้าที่เปิดหรือปิดกั้น บานหน้าต่างกลับกำลังทำหน้าที่แตกต่างกันออกไป บางครั้งเราไม่ต้องเดินออกไป หรือกระโจนผ่านทางหน้าต่าง แค่เพียงนั่งนิ่งๆ และไม่ปล่อยให้บานหน้าต่างนั้นปิดลง สายตาและมุมมองของเราก็อาจเดินทางได้กว้างไกลไปสุดลูกหูลูกตา ตามแต่ใจปรารถนา
ไม่ว่าโลกหนึ่งใบหรือชีวิตชีวิตหนึ่งล้วนต้องการหน้าต่างไว้คอยผ่อนคลายสายตา เปิดมุมมองของเราสู่ทัศนียภาพภายนอก หน้าต่างแม้จะทำหน้าที่ใกล้เคียงกันกับประตู คือต้องเปิดออกไปจึงจะสามารถพาทั้งตัวตน สายตา ความคิดที่ล่องลอยของเราพ้นผ่านกรอบประตูและบานหน้าต่างไปได้ แต่บ่อยครั้งเรากลับเพิกเฉยหรือไม่สนใจที่จะให้ความสำคัญต่อ "การเปิดหน้าต่าง" ของชีวิต ด้วยความกลัวความมืดภายนอก กลัวความไม่คุ้นเคย กลัวความแปลกใหม่แปลกหน้า ฯลฯ ด้วยความกลัวและความเกรงทั้งหลายจึงง่ายดายที่บานหน้าต่างของชีวิตของหลายๆ คนจะถูกหลงลืมว่ามันเปิดได้ ถูกปิดลงหรือแม้แต่ปิดตาย
โลกเบื้องหลังกรอบประตูและบานหน้าต่างอาจไม่งดงามหรือเป็นไปตามอย่างที่คาดคิดเอาไว้เสมอ แต่ก็มีเชื้อแห่งความแปลกใหม่ให้ชีวิต ดุจอากาศใหม่ๆ และสายลมเย็นๆ ที่เคลื่อนไหวผ่านหน้าต่างเข้ามาในบ้าน ดุจภาพกว้างไกลและงดงามจากภายนอกที่จะประจักษ์ต่อสายตา ขอเพียงเราไม่ปิดกั้นโอกาสและเปิดใจ เปิดบานหน้าต่างเอาไว้...ออกไปสู่ความกว้างไกลทายท้าของชีวิต
บางทีเราก็ต้องการความกล้าบ้าบิ่น ทำอะไรที่แตกต่าง ออกไปทายท้าโลกและความคุ้นเคยเดิมๆ ดูบ้าง บางทีเราเองก็อาจต้องการความนิ่งเฉยเฉื่อยเนือยในบางจังหวะลีลาของชีวิตที่กำลังบอกกับเราว่า จะสุขขึ้น ถ้าหากว่าชีวิตให้ช้าลง
โลกเปรียบเหมือนบ้านหนึ่งหลังที่ต้องมีประตู หน้าต่าง เสา หลังคา และระเบียง รวมกันทำหน้าที่ประกอบขึ้นมาเป็นบ้านที่สมบูรณ์ เพื่อให้คนอยู่ในบ้านมีกิจกรรมต่างๆ ที่น่าสนใจ ใช้ชีวิตได้ดี กระทั่งมีความพร้อม ความกล้าหาญและกำลังใจที่เข้มแข็งที่จะออกจากบ้านของเรา ไปเคาะประตูบ้านหลังอื่น และร่วมบรรเลงบทเพลงแห่งความเป็นโลก ที่หลายชีวิตต้องขับเคลื่อนไปพร้อมๆ กัน
หากประตูบ้านบานใหญ่นำเราออกไปจากบ้านสู่เรื่องราวและประสบการณ์แปลกใหม่หลากหลายได้ง่ายดาย แต่แค่เพียงปิดประตูลง เราและโลกภายนอกก็จะกลับกลายเป็นคนละส่วนกันทันที ขณะที่บ้านหนึ่งหลังต้องมีประตูทำหน้าที่เปิดหรือปิดกั้น บานหน้าต่างกลับกำลังทำหน้าที่แตกต่างกันออกไป บางครั้งเราไม่ต้องเดินออกไป หรือกระโจนผ่านทางหน้าต่าง แค่เพียงนั่งนิ่งๆ และไม่ปล่อยให้บานหน้าต่างนั้นปิดลง สายตาและมุมมองของเราก็อาจเดินทางได้กว้างไกลไปสุดลูกหูลูกตา ตามแต่ใจปรารถนา
ไม่ว่าโลกหนึ่งใบหรือชีวิตชีวิตหนึ่งล้วนต้องการหน้าต่างไว้คอยผ่อนคลายสายตา เปิดมุมมองของเราสู่ทัศนียภาพภายนอก หน้าต่างแม้จะทำหน้าที่ใกล้เคียงกันกับประตู คือต้องเปิดออกไปจึงจะสามารถพาทั้งตัวตน สายตา ความคิดที่ล่องลอยของเราพ้นผ่านกรอบประตูและบานหน้าต่างไปได้ แต่บ่อยครั้งเรากลับเพิกเฉยหรือไม่สนใจที่จะให้ความสำคัญต่อ "การเปิดหน้าต่าง" ของชีวิต ด้วยความกลัวความมืดภายนอก กลัวความไม่คุ้นเคย กลัวความแปลกใหม่แปลกหน้า ฯลฯ ด้วยความกลัวและความเกรงทั้งหลายจึงง่ายดายที่บานหน้าต่างของชีวิตของหลายๆ คนจะถูกหลงลืมว่ามันเปิดได้ ถูกปิดลงหรือแม้แต่ปิดตาย
โลกเบื้องหลังกรอบประตูและบานหน้าต่างอาจไม่งดงามหรือเป็นไปตามอย่างที่คาดคิดเอาไว้เสมอ แต่ก็มีเชื้อแห่งความแปลกใหม่ให้ชีวิต ดุจอากาศใหม่ๆ และสายลมเย็นๆ ที่เคลื่อนไหวผ่านหน้าต่างเข้ามาในบ้าน ดุจภาพกว้างไกลและงดงามจากภายนอกที่จะประจักษ์ต่อสายตา ขอเพียงเราไม่ปิดกั้นโอกาสและเปิดใจ เปิดบานหน้าต่างเอาไว้...ออกไปสู่ความกว้างไกลทายท้าของชีวิต
วันพฤหัสบดีที่ 2 มิถุนายน พ.ศ. 2554
แทนการเดินทางอันรื่นรมย์
โปสการ์ดขนาดใหญ่กว่าปกติ ส่งจากดาร์จีลิง อินเดียจากบ้าน Feel Good แปะอยู่บนฝาด้านบนของตู้เย็นที่บ้าน ส่งถ้อยคำปลุกเร้าหัวใจให้คร่ำครวญหาการเดินทาง...โดยเฉพาะรสชาติการเดินทางในอินเดียที่ยากจะหาใดเปรียบ
โปสการ์ดจากครอบครัวศรีบุณยาภิรัต เชียงใหม่ แต่เป็นเรื่องราวการเดินทางเที่ยวเชียงรายของครอบครัวเพื่อน บอกเล่าความสนุกและความคิดถึงผ่านลายมือของพ่อ แม่ ลูกลงในกระดาษใบเดียวกัน พร้อมกับตราปั๊มจากวัดร่องขุ่น สนับสนุนข้อความว่าได้ไปเที่ยวที่นั่นแล้วจริงๆ
...ยังคงมีโปสการ์ดอีกนับร้อยๆ ใบที่เคยเขียนและส่งมาถึง เมื่ออ่านแล้วที่ทางของโปสการ์ดเหล่านี้อาจจะอยู่ในแฟ้มที่เอาไว้เก็บโปสการ์ดโดยเฉพาะ แปะไว้ด้วยแม่เหล็กติดตู้เย็น ห้อยแขวนไว้บนราวแต่งฝาบ้าน หรือแม้แต่กระทั่งถูกเก็บลงไว้ในกล่องก็ตาม แต่ที่ทางหนึ่งอันแน่นอน ซึ่งโปสการ์ดทุกใบและทุกเรื่องราวที่ได้รับมาเอาไว้ถูกเก็บเอาไว้ ก็คือในหัวใจ
ธรรมเนียมของการเขียนและส่งโปสการ์ดถึงเพื่อนฝูง คนในครอบครัว หรือคนที่เราคำนึงถึง แม้แต่กระทั่งส่งถึงตัวเอง อาจจะเริ่มขึ้นมานานเพียงใดแล้วคงไม่มีใครให้คำตอบได้แน่ชัด รู้แต่ว่าต่อให้เป็นยุคสมัยของโทรเลข โทรศัพท์ทั้งแบบมีสายหรือไร้สาย อีเมลหรืออี- การ์ด ทวิตเตอร์หรือเฟซบุ๊กเหมือนเช่นวันนี้ ก็ยังมีใครหลายคนที่ผูกสมัครรักใคร่กับการพกกระดาษแผ่นน้อยๆ ที่ด้านหนึ่งเป็นภาพสวยๆ อีกด้านเป็นหน้ากระดาษขาวๆ เอาไว้บรรจุเรื่องราว ความรู้สึก ความรักความชอบ ความสนุกหรือเรื่องบ่นปรับทุกข์ลงในหน้าว่างๆ แม้จะบรรจุได้ไม่กี่ข้อความของโปสการ์ด อย่างไม่เคยพ้นยุคพ้นสมัยไปเสียที
และโดยเฉพาะในยามที่เราได้เดินทางไปเปิดหูเปิดตา ไปประสบกับแรงบันดาลใจก้อนใหญ่ก้อนโต ความสนุกหรือประทับใจที่ล้นอก คนที่ชอบเขียนชอบบันทึก ก็ยิ่งอยากจะหามุมสงบนั่งลง จรดปากกาบนด้านหลังโปสการ์ดเพื่อบอกเล่าถึงสิ่งที่ได้ประสบพบเห็น...บนการเดินทางหนึ่งๆ เพื่อส่งหาใครสักคน จนกลายเป็นเหมือนเรื่องราวหรือองค์ประกอบหนึ่งจากการเดินทางที่หากไม่ทำ ไม่เขียน ไม่ส่งถึงใครแล้ว เป็นอันไม่ครบรสชาติการเดินทางที่รื่นรมย์
ความพิเศษและงดงามของเรื่องราวในโปสการ์ด อาจมิได้เป็นเพียงเรื่องราวที่บอกเล่าสะท้อนผ่านตัวหนังสือของผู้เขียนถึงผู้ส่งเท่านั้น แต่ยังเป็นภาพงามๆ ด้านหน้าโปสการ์ด ตราประทับบ่งบอกการออกเดินทางจากจุดแรกของการส่ง พร้อมกับแสตมป์ที่เป็นเอกลักษณ์จากแต่ละถิ่นที่ เมื่อทุกๆ อย่างประกอบเข้าด้วยกัน โปสการ์ดก็กลายเป็นเหมือนงานศิลปะชิ้นเล็กๆ หรือแกลลอรี่เคลื่อนที่ ที่พร้อมจะเดินทางผ่านสายตาเข้าถึงหัวใจของผู้รับที่ปลายทาง
แม้อย่างน้อยโปสการ์ดสองใบจากครอบครัวพี่ๆ เพื่อนๆ ที่ส่งมาให้ที่บ้าน จะยังไม่มีการเขียนตอบ แต่ผมอยากจะเอ่ยคำหนึ่งเอาไว้ตรงนี้ว่า...
...ขอบคุณยิ่งที่คิดถึงกัน
โปสการ์ดจากครอบครัวศรีบุณยาภิรัต เชียงใหม่ แต่เป็นเรื่องราวการเดินทางเที่ยวเชียงรายของครอบครัวเพื่อน บอกเล่าความสนุกและความคิดถึงผ่านลายมือของพ่อ แม่ ลูกลงในกระดาษใบเดียวกัน พร้อมกับตราปั๊มจากวัดร่องขุ่น สนับสนุนข้อความว่าได้ไปเที่ยวที่นั่นแล้วจริงๆ
...ยังคงมีโปสการ์ดอีกนับร้อยๆ ใบที่เคยเขียนและส่งมาถึง เมื่ออ่านแล้วที่ทางของโปสการ์ดเหล่านี้อาจจะอยู่ในแฟ้มที่เอาไว้เก็บโปสการ์ดโดยเฉพาะ แปะไว้ด้วยแม่เหล็กติดตู้เย็น ห้อยแขวนไว้บนราวแต่งฝาบ้าน หรือแม้แต่กระทั่งถูกเก็บลงไว้ในกล่องก็ตาม แต่ที่ทางหนึ่งอันแน่นอน ซึ่งโปสการ์ดทุกใบและทุกเรื่องราวที่ได้รับมาเอาไว้ถูกเก็บเอาไว้ ก็คือในหัวใจ
ธรรมเนียมของการเขียนและส่งโปสการ์ดถึงเพื่อนฝูง คนในครอบครัว หรือคนที่เราคำนึงถึง แม้แต่กระทั่งส่งถึงตัวเอง อาจจะเริ่มขึ้นมานานเพียงใดแล้วคงไม่มีใครให้คำตอบได้แน่ชัด รู้แต่ว่าต่อให้เป็นยุคสมัยของโทรเลข โทรศัพท์ทั้งแบบมีสายหรือไร้สาย อีเมลหรืออี- การ์ด ทวิตเตอร์หรือเฟซบุ๊กเหมือนเช่นวันนี้ ก็ยังมีใครหลายคนที่ผูกสมัครรักใคร่กับการพกกระดาษแผ่นน้อยๆ ที่ด้านหนึ่งเป็นภาพสวยๆ อีกด้านเป็นหน้ากระดาษขาวๆ เอาไว้บรรจุเรื่องราว ความรู้สึก ความรักความชอบ ความสนุกหรือเรื่องบ่นปรับทุกข์ลงในหน้าว่างๆ แม้จะบรรจุได้ไม่กี่ข้อความของโปสการ์ด อย่างไม่เคยพ้นยุคพ้นสมัยไปเสียที
และโดยเฉพาะในยามที่เราได้เดินทางไปเปิดหูเปิดตา ไปประสบกับแรงบันดาลใจก้อนใหญ่ก้อนโต ความสนุกหรือประทับใจที่ล้นอก คนที่ชอบเขียนชอบบันทึก ก็ยิ่งอยากจะหามุมสงบนั่งลง จรดปากกาบนด้านหลังโปสการ์ดเพื่อบอกเล่าถึงสิ่งที่ได้ประสบพบเห็น...บนการเดินทางหนึ่งๆ เพื่อส่งหาใครสักคน จนกลายเป็นเหมือนเรื่องราวหรือองค์ประกอบหนึ่งจากการเดินทางที่หากไม่ทำ ไม่เขียน ไม่ส่งถึงใครแล้ว เป็นอันไม่ครบรสชาติการเดินทางที่รื่นรมย์
ความพิเศษและงดงามของเรื่องราวในโปสการ์ด อาจมิได้เป็นเพียงเรื่องราวที่บอกเล่าสะท้อนผ่านตัวหนังสือของผู้เขียนถึงผู้ส่งเท่านั้น แต่ยังเป็นภาพงามๆ ด้านหน้าโปสการ์ด ตราประทับบ่งบอกการออกเดินทางจากจุดแรกของการส่ง พร้อมกับแสตมป์ที่เป็นเอกลักษณ์จากแต่ละถิ่นที่ เมื่อทุกๆ อย่างประกอบเข้าด้วยกัน โปสการ์ดก็กลายเป็นเหมือนงานศิลปะชิ้นเล็กๆ หรือแกลลอรี่เคลื่อนที่ ที่พร้อมจะเดินทางผ่านสายตาเข้าถึงหัวใจของผู้รับที่ปลายทาง
แม้อย่างน้อยโปสการ์ดสองใบจากครอบครัวพี่ๆ เพื่อนๆ ที่ส่งมาให้ที่บ้าน จะยังไม่มีการเขียนตอบ แต่ผมอยากจะเอ่ยคำหนึ่งเอาไว้ตรงนี้ว่า...
...ขอบคุณยิ่งที่คิดถึงกัน
วันเสาร์ที่ 28 พฤษภาคม พ.ศ. 2554
ปุ๋ยของจิตใจ
มิใช่แค่ต้นไม้หรอกนะครับที่เหี่ยวแห้งขาดสารอาหารและร่ำร้องผ่านสีเหลืองซีดโรยราทางใบว่า "ขาดปุ๋ย" แต่เราๆ ท่านๆ ที่เป็นคนก็มีสักวันหรือสักโอกาสที่รู้สึกว่า ตอนนี้เราเองกำลังเหี่ยวเฉา ล้าและอ่อนแรง ด้วยขาดสารอาหารทางจิตใจ
ขอเพียงเรามีสติที่จะคอยสังเกตสังกาความรู้สึกและความเป็นไปของตัวเองให้ดี ว่าตอนไหนบ้างที่เรา "ไม่สนุก" กับชีวิตรอบๆ ตัวที่กำลังเคลื่อนไหว และรู้สึกเหมือนแบตเตอรี่ในร่างกายกำลังจะหมด ทุกอย่างดูน่าเบื่อ เหนื่อยหน่ายและช้าลงๆ ทุกขณะ ตอนนั้นน่าจะเป็นสัญญาณที่ดีที่เราจะบอกกับตัวเองว่าถึงเวลาที่จะซ่อมบำรุงส่วนที่สึกหรอทางจิตใจโดยด่วน
แต่ส่วนมากแล้ว เวลาที่คนเรากำลังเบื่อหน่ายกับชีวิต สติปัญญาและกำลังใจกลับเป็นสิ่งที่ขาดหายไปก่อน ซ้ำยังเรียกหาอย่างไรก็เหมือนกู่ไม่กลับและไม่หลงเหลืออยู่ บ่อยครั้งคนเราจึงขาดสติและปล่อยตัวเองเลื่อนลอยไปกับโมงยามที่น่าเบื่อทีละเล็กทีละน้อย จนในที่สุดก็คล้ายจมอยู่ในบ่วงหรือห่วงของความทุกข์ทน โลกไม่น่าอยู่ ผู้คนไม่น่ารัก การงานไม่น่าทำ ชีวิตไม่สนุก กระทั่งถึงขนาดว่าไม่น่าจะมีลมหายใจอยู่ต่อไป
แท้จริงแล้วจริงหรือที่โลกเลวร้าย ผู้คนที่เราแคร์และรักไม่สนใจหรือไม่ได้ดังใจ แม้แต่คนอื่นที่เราปฏิสัมพันธ์ด้วยจะสามารถกระทำย่ำยีเราอย่างประสงค์ร้าย จนพลอยให้ใจแห้งเหี่ยวราวกับต้นไม้ขาดปุ๋ย ความจริงน่าจะเป็นที่ "ตัวเรา" กับความคาดหวัง ความเข้าใจและความไม่พอใจใน "ความสุข" ที่มีอยู่ ที่ไม่พอดีกันมากกว่า
เมื่อเราหมั่นรดน้ำพรวนดิน บำรุงด้วยปุ๋ย หยิบแมลงศัตรูพืชและหนอนออกจากต้นไม้ดอกไม้ในสวนที่บ้านทิ้งออกไป ด้วยหวังว่าต้นไม้ทั้งหลายจะผลิดอกออกใบเป็นความสวยงามร่มรื่นให้ชื่นชมได้ แล้วทำไมเราจะไม่เหลียวแลความรู้สึกและหมั่นขัดเกลา รดน้ำพรวนดิน ใส่ปุ๋ยบำรุงให้ร่างกายและจิตใจเราเข้มแข็ง หัวใจของเราก็จะได้ไม่แห้งเหี่ยวเฉา ต่อให้สรรพสิ่งจะไม่เคลื่อนไหวไปในทิศทางตามที่ใจเราต้องการหรืออยากจะให้เป็นไปตลอดเวลา เพราะสิ่งต่างๆ นั้นย่อมอยู่เหนือการควบคุมของตัวเรา แม้กระทั่งความสุขความทุกข์ในตัวเราเองก็ยากที่จะกำหนดได้เอง
เติมความสุขทีละเม็ดทีละเกล็ดลงในชีวิตเหมือนเราค่อยๆ หย่อนปุ๋ยลงในเนื้อดินของจิตใจและอย่าปล่อยให้ผืนดินของใจเราแห้งผาก
ขอเพียงเรามีสติที่จะคอยสังเกตสังกาความรู้สึกและความเป็นไปของตัวเองให้ดี ว่าตอนไหนบ้างที่เรา "ไม่สนุก" กับชีวิตรอบๆ ตัวที่กำลังเคลื่อนไหว และรู้สึกเหมือนแบตเตอรี่ในร่างกายกำลังจะหมด ทุกอย่างดูน่าเบื่อ เหนื่อยหน่ายและช้าลงๆ ทุกขณะ ตอนนั้นน่าจะเป็นสัญญาณที่ดีที่เราจะบอกกับตัวเองว่าถึงเวลาที่จะซ่อมบำรุงส่วนที่สึกหรอทางจิตใจโดยด่วน
แต่ส่วนมากแล้ว เวลาที่คนเรากำลังเบื่อหน่ายกับชีวิต สติปัญญาและกำลังใจกลับเป็นสิ่งที่ขาดหายไปก่อน ซ้ำยังเรียกหาอย่างไรก็เหมือนกู่ไม่กลับและไม่หลงเหลืออยู่ บ่อยครั้งคนเราจึงขาดสติและปล่อยตัวเองเลื่อนลอยไปกับโมงยามที่น่าเบื่อทีละเล็กทีละน้อย จนในที่สุดก็คล้ายจมอยู่ในบ่วงหรือห่วงของความทุกข์ทน โลกไม่น่าอยู่ ผู้คนไม่น่ารัก การงานไม่น่าทำ ชีวิตไม่สนุก กระทั่งถึงขนาดว่าไม่น่าจะมีลมหายใจอยู่ต่อไป
แท้จริงแล้วจริงหรือที่โลกเลวร้าย ผู้คนที่เราแคร์และรักไม่สนใจหรือไม่ได้ดังใจ แม้แต่คนอื่นที่เราปฏิสัมพันธ์ด้วยจะสามารถกระทำย่ำยีเราอย่างประสงค์ร้าย จนพลอยให้ใจแห้งเหี่ยวราวกับต้นไม้ขาดปุ๋ย ความจริงน่าจะเป็นที่ "ตัวเรา" กับความคาดหวัง ความเข้าใจและความไม่พอใจใน "ความสุข" ที่มีอยู่ ที่ไม่พอดีกันมากกว่า
เมื่อเราหมั่นรดน้ำพรวนดิน บำรุงด้วยปุ๋ย หยิบแมลงศัตรูพืชและหนอนออกจากต้นไม้ดอกไม้ในสวนที่บ้านทิ้งออกไป ด้วยหวังว่าต้นไม้ทั้งหลายจะผลิดอกออกใบเป็นความสวยงามร่มรื่นให้ชื่นชมได้ แล้วทำไมเราจะไม่เหลียวแลความรู้สึกและหมั่นขัดเกลา รดน้ำพรวนดิน ใส่ปุ๋ยบำรุงให้ร่างกายและจิตใจเราเข้มแข็ง หัวใจของเราก็จะได้ไม่แห้งเหี่ยวเฉา ต่อให้สรรพสิ่งจะไม่เคลื่อนไหวไปในทิศทางตามที่ใจเราต้องการหรืออยากจะให้เป็นไปตลอดเวลา เพราะสิ่งต่างๆ นั้นย่อมอยู่เหนือการควบคุมของตัวเรา แม้กระทั่งความสุขความทุกข์ในตัวเราเองก็ยากที่จะกำหนดได้เอง
เติมความสุขทีละเม็ดทีละเกล็ดลงในชีวิตเหมือนเราค่อยๆ หย่อนปุ๋ยลงในเนื้อดินของจิตใจและอย่าปล่อยให้ผืนดินของใจเราแห้งผาก
วันพฤหัสบดีที่ 26 พฤษภาคม พ.ศ. 2554
สายฝนและแสงไฟ
สองวันก่อนที่กรุงเทพฯ ฝนตกกระหน่ำยามใกล้ค่ำ พาให้ไฟฟ้าดับไปโดยไม่มีสาเหตุ และยังดับเป็นเวลานานนับชั่วโมงอย่างไม่รู้ว่าเมื่อไรไฟจะมา
เมื่อแสงสว่างจากไฟฟ้าหายไป ความมืดความเงียบก็เข้ามาแทนที่ ยังโชคดีว่าอากาศตอนฝนตกกระหน่ำนั้นไม่ร้อนอบอ้าวสักเท่าไร เพราะเราหมดหนทางที่จะใช้ไฟฟ้าเปิดพัดลมให้ใบพัดหมุนได้
เมื่อไม่มีไฟฟ้ามาเอื้อความสะดวกให้เหมือนในยามปกติที่เราสามารถเปิดปุ้บติดปั้บ ซ้ำยังดับไปเป็นชั่วโมง ความมืดก็ย่างกรายเข้ามาแทนแสงตะวันอันริบหรี่ที่ค่อยๆ จากไปอย่างรวดเร็ว ทำให้ต้องนึกหาว่าวางเทียนไข ไม้ขีดไฟและพัดใบลานที่ซื้อมาจากคนชราที่มานั่งขายตามตลาดเอาไว้ตรงไหน จะได้หยิบเอามาใช้ในสถานการณ์คับขันเช่นนี้
กรุงเทพฯ เมืองใหญ่ที่แสงไฟเคยครอบคลุมทุกพื้นที่ตารางนิ้วและสร้างความสะดวกสบายให้ทุกชีวิต จนเราแทบจะนึกไม่ถึงว่าจะมียามเช่นนี้ที่ฟ้าฝนกระหน่ำ สิ่งต่างๆ เช่น ไฟฟ้าดับก็อาจเกิดขึ้นได้ และเมื่อถึงเวลาเช่นนี้ หลายๆ สิ่งที่เราเคยคิดว่าหมดประโยชน์ พ้นจากยุคสมัยแห่งความสะดวกสบายจากไฟฟ้า เช่น เทียนไข ไม้ขีดไฟและพัด ก็กลายเป็นสิ่งของที่จำเป็นและมีประโยชน์ต่อชีวิตอย่างไม่น่าเชื่อ
เมื่อไฟฟ้าไม่ยอมมาสักทีก็เลยจะต้องตัดสินใจคลำทางด้วยแสงเทียนลงไปเพื่อหุงหาอาหารกินในครัว ยังโชคดีว่าความสะดวกสบายอย่างหนึ่งคือเตาแก๊สยังคงใช้การได้อยู่ หลังจากต้มน้ำทำน้ำแกง อุ่นและปรุงอาหารด้วยเตาแก๊ส เราเลยนึกขึ้นมาได้ว่าบรรดาชาวคอนโดระฟ้าจะใช้ชีวิตกันอย่างไร เมื่อไฟฟ้าดับ เพราะไม่มีลิฟต์และยังใช้เตาแก๊สไม่ได้เหมือนครัวเรือนปกติอีก
ความสว่างไสวที่จรจากไปอย่างไม่มีปี่ไม่มีขลุ่ยและทิ้งเราไปโดยไม่มีวี่แววว่าเมื่อไรจะกลับมา ทำให้เรื่องราวหนหลังเมื่อครั้งยังเป็นเด็ก ที่ไฟฟ้ามักจะดับและดับไปนานๆ เช่นนี้ทุกทีเมื่อฝนตกหนัก ได้หวนกลับมาสู่บทสนทนาอีกครั้ง ไม่น่าเชื่อว่าแค่ไม่มีแสงสว่างจากหลอดไฟและไฟฟ้า ความมืดที่รายล้อมเราไว้นอกรัศมีของแสงเทียนจะกลายเป็นเหมือนผืนผ้าและกระดานสำหรับความทรงจำและความหลังได้กระโดดออกมาโลดแล่นจากส่วนลึกของความทรงจำที่เก็บเอาไว้
แม้ข้างนอกฝนจะตกหนักและปราศจากแสงสว่างอันรุ่งโรจน์ไปทุกตารางนิ้วจากไฟฟ้าเช่นเคย ชีวิตกลับเรียบง่ายขึ้น มีความสุขตามอัตภาพและไม่ต้องการอะไรมากมาย แค่เพียงเตาแก๊สทำความร้อน แสงเทียนให้ความสว่างไม่กี่จุด ความเย็นที่โบกพัดจากแรงกระพือของมือเราเองก็เย็นใจและอบอุ่นใจได้...ก่อนที่ไฟฟ้าจะหวนกลับมาจุดความสว่างและขับไล่ความทรงจำเก่าๆ ให้กลับเข้าไปสู่ที่ทางเดิมของมัน
เมื่อแสงสว่างจากไฟฟ้าหายไป ความมืดความเงียบก็เข้ามาแทนที่ ยังโชคดีว่าอากาศตอนฝนตกกระหน่ำนั้นไม่ร้อนอบอ้าวสักเท่าไร เพราะเราหมดหนทางที่จะใช้ไฟฟ้าเปิดพัดลมให้ใบพัดหมุนได้
เมื่อไม่มีไฟฟ้ามาเอื้อความสะดวกให้เหมือนในยามปกติที่เราสามารถเปิดปุ้บติดปั้บ ซ้ำยังดับไปเป็นชั่วโมง ความมืดก็ย่างกรายเข้ามาแทนแสงตะวันอันริบหรี่ที่ค่อยๆ จากไปอย่างรวดเร็ว ทำให้ต้องนึกหาว่าวางเทียนไข ไม้ขีดไฟและพัดใบลานที่ซื้อมาจากคนชราที่มานั่งขายตามตลาดเอาไว้ตรงไหน จะได้หยิบเอามาใช้ในสถานการณ์คับขันเช่นนี้
กรุงเทพฯ เมืองใหญ่ที่แสงไฟเคยครอบคลุมทุกพื้นที่ตารางนิ้วและสร้างความสะดวกสบายให้ทุกชีวิต จนเราแทบจะนึกไม่ถึงว่าจะมียามเช่นนี้ที่ฟ้าฝนกระหน่ำ สิ่งต่างๆ เช่น ไฟฟ้าดับก็อาจเกิดขึ้นได้ และเมื่อถึงเวลาเช่นนี้ หลายๆ สิ่งที่เราเคยคิดว่าหมดประโยชน์ พ้นจากยุคสมัยแห่งความสะดวกสบายจากไฟฟ้า เช่น เทียนไข ไม้ขีดไฟและพัด ก็กลายเป็นสิ่งของที่จำเป็นและมีประโยชน์ต่อชีวิตอย่างไม่น่าเชื่อ
เมื่อไฟฟ้าไม่ยอมมาสักทีก็เลยจะต้องตัดสินใจคลำทางด้วยแสงเทียนลงไปเพื่อหุงหาอาหารกินในครัว ยังโชคดีว่าความสะดวกสบายอย่างหนึ่งคือเตาแก๊สยังคงใช้การได้อยู่ หลังจากต้มน้ำทำน้ำแกง อุ่นและปรุงอาหารด้วยเตาแก๊ส เราเลยนึกขึ้นมาได้ว่าบรรดาชาวคอนโดระฟ้าจะใช้ชีวิตกันอย่างไร เมื่อไฟฟ้าดับ เพราะไม่มีลิฟต์และยังใช้เตาแก๊สไม่ได้เหมือนครัวเรือนปกติอีก
ความสว่างไสวที่จรจากไปอย่างไม่มีปี่ไม่มีขลุ่ยและทิ้งเราไปโดยไม่มีวี่แววว่าเมื่อไรจะกลับมา ทำให้เรื่องราวหนหลังเมื่อครั้งยังเป็นเด็ก ที่ไฟฟ้ามักจะดับและดับไปนานๆ เช่นนี้ทุกทีเมื่อฝนตกหนัก ได้หวนกลับมาสู่บทสนทนาอีกครั้ง ไม่น่าเชื่อว่าแค่ไม่มีแสงสว่างจากหลอดไฟและไฟฟ้า ความมืดที่รายล้อมเราไว้นอกรัศมีของแสงเทียนจะกลายเป็นเหมือนผืนผ้าและกระดานสำหรับความทรงจำและความหลังได้กระโดดออกมาโลดแล่นจากส่วนลึกของความทรงจำที่เก็บเอาไว้
แม้ข้างนอกฝนจะตกหนักและปราศจากแสงสว่างอันรุ่งโรจน์ไปทุกตารางนิ้วจากไฟฟ้าเช่นเคย ชีวิตกลับเรียบง่ายขึ้น มีความสุขตามอัตภาพและไม่ต้องการอะไรมากมาย แค่เพียงเตาแก๊สทำความร้อน แสงเทียนให้ความสว่างไม่กี่จุด ความเย็นที่โบกพัดจากแรงกระพือของมือเราเองก็เย็นใจและอบอุ่นใจได้...ก่อนที่ไฟฟ้าจะหวนกลับมาจุดความสว่างและขับไล่ความทรงจำเก่าๆ ให้กลับเข้าไปสู่ที่ทางเดิมของมัน
วันจันทร์ที่ 23 พฤษภาคม พ.ศ. 2554
เก่งไม่กลัว
คุณกระโดดได้สูงหรือเปล่า มีเสียงร้องที่ไพเราะ ตัวอ่อนตัวงอได้มากเป็นพิเศษ หรือว่าพอได้ยินเสียงดนตรีที่มีจังหวะก็สามารถขยับแข้งขยับขาได้สวยงามเข้าจังหวะอย่างน่าดูชม...
เมื่อวานเย็น ผมนั่งดูรายการ Thailand's Got Talent รอบสุดท้ายของผู้เข้าแข่งขัน 12 คนโดยที่ไม่ได้เชียร์ใครเป็นพิเศษ เรียกว่าดูเอาสนุกเอามันล้วนๆ แต่ขณะเดียวกันก็อดไม่ได้ที่จะนึกถึงคำว่า "ความสามารถพิเศษ" หรือ "พรสวรรค์" หรือ Talent ที่รายการนี้นำมาตั้งชื่อด้วยว่า จริงหรือไม่ที่คนเราทุกๆ คนมีความสามารถพิเศษ มีพรสวรรค์ที่ไม่ต้องเสาะแสวง หรือว่าจำเป็นเพียงใดที่เราจะต้องค้นหา ค้นพบ ฝึกลับพรสวรรค์ในตัวตนเราให้คมขึ้นเก่งขึ้น เพื่อที่วันหนึ่งจะได้นำสิ่งนั้นมาแสดงออกให้ผู้คนประจักษ์บนเวที
อย่างที่ผมว่าน่ะแหละครับว่า พรสวรรค์อาจเป็นสิ่งใดสิ่งหนึ่งที่ติดตัวเรามาแต่เกิด ทุกๆ คนมีอยู่ เพียงแต่ไม่รู้ตัวเองว่ามี หรือว่าพรสวรรค์เป็นเพียงคำเรียกขานแทนสิ่งที่คนเราจะเก่งกล้าสามารถขึ้นมาได้ เพราะ "รู้จัก" และ "ค้นพบ" ไม่ปฏิเสธในตัวตนที่มีอยู่ แล้วกล้าที่จะหยิบยกสิ่งที่ซุกซ่อนอยู่ลึกๆ ในตัวเราขึ้นมาขัดเกลาทีละเล็กทีละน้อย จนกระทั่งสิ่งธรรมดาในสายตาคนอื่นนั้น สามารถฉายแสงออกมาโดดเด่น
เวทีประกวดความสามารถหรือ Talent จากรายการนี้ ไม่ได้จำกัดจำเพาะว่าคุณจะต้องเป็นนักจำอวด เล่นมายากลเก่ง แต่งเพลงเป็นหรือร้องเพลงได้ กล้าบุกน้ำลุยไฟ เต้นระบำในจังหวะและลีลาต่างๆ นานา หรือร้องเพลงประกอบท่าโยคะ เป็นคนปกติธรรมดาหรือร่างกายพิกลพิการ แต่อย่างน้อยก็ทำให้เราได้เห็น "การเข้าถึง" และ "ตีความ" ความหมายของคำว่าพรสวรรค์จากผู้คนเรือนหมื่นเรือนแสนทั่วเมืองไทยที่ให้ความสนใจเข้าร่วมแข่งขันกันอย่างคึกคัก จนกระทั่งผ่านการคัดเลือกของผู้ชมจากการลงคะแนนโหวตทางโทรศัพท์เหลือเพียง 12 ผู้เข้าแข่งขันแค่นั้น
เราอาจจะดูรายการนี้ด้วยความสนุกจากความบันเทิงในจังหวะลีลาของการแสดงก็จริง แต่ผมเชื่อว่าแม้ทุกๆ คนบนเวทีแห่งนี้จะเก่งหรือมีความสามารถติดตัวมาซึ่งทำให้โดดเด่นหรือทำสิ่งนั้นได้ดีกว่าคนอื่นๆ ที่มีความสามารถอย่างเดียวกัน แต่ทุกๆ คนกว่าจะก้าวขึ้นมาเป็น "ที่หนึ่ง" ในจุดที่ตัวเองแสดงออกได้นั้น คงต้องผ่านการซ้อมอย่างหนัก จะต้องมีการฝึกฝนเพื่อทำให้ดี สวยงาม สนุกและลงตัวมากที่สุด ใช่เพียงเกิดมามีความสามารถแล้วไม่ทำอะไรเพื่อต่อเติมหรือฝึกฝนเพื่อไปสู่จุดที่ดีที่สุดและยิ่งใหญ่ที่สุดที่พรสวรรค์ในตัวเองจะก้าวไปได้
นานมาแล้วผมเคยอ่านบทความในหนังสือพิมพ์ไทยรัฐโดยผู้เขียนที่ใช้นามปากกาว่า "แรม" (ซึ่งผมอาจจะจำผิด) เขา (หรือเธอ) ตั้งชื่อบทความไว้ว่า "อย่าเอาแสงสว่างไปซ่อนไว้ใต้หิน" ซึ่งบอกเล่าทำนองว่า คนเราทุกคนมีแสงสว่างหรือความสามารถในตัวเองทุกคน เปรียบเสมือนแสงจันทร์ที่สุกสว่าง หรือมีข้อดีในตัวด้วยกันทุกคน ขอเพียงเรามีความเชื่อมั่น ยอมรับในตัวเอง และไม่ลังเลที่จะหาหนทางที่จะปล่อยแสงออกมาก็จะประสบความสำเร็จ แต่หากเราขลาดกลัวแล้วเก็บความสามารถหรือแสงในตัวเองไปซุกไว้ใต้ก้อนหินเสียแล้ว ก็คงไม่มีใครมองเห็น
การเกิดมาเก่งหรือเกิดมาพร้อมพรสวรรค์น่ะไม่น่ากลัว แต่ที่น่ากลัวคือคนเก่งแต่ไม่ฝึกฝน ทะนงตนเพราะคิดเอาเองว่าตัวเองดีแล้ว เก่งแล้ว เหนือกว่าคนอื่นแล้ว
เมื่อวานเย็น ผมนั่งดูรายการ Thailand's Got Talent รอบสุดท้ายของผู้เข้าแข่งขัน 12 คนโดยที่ไม่ได้เชียร์ใครเป็นพิเศษ เรียกว่าดูเอาสนุกเอามันล้วนๆ แต่ขณะเดียวกันก็อดไม่ได้ที่จะนึกถึงคำว่า "ความสามารถพิเศษ" หรือ "พรสวรรค์" หรือ Talent ที่รายการนี้นำมาตั้งชื่อด้วยว่า จริงหรือไม่ที่คนเราทุกๆ คนมีความสามารถพิเศษ มีพรสวรรค์ที่ไม่ต้องเสาะแสวง หรือว่าจำเป็นเพียงใดที่เราจะต้องค้นหา ค้นพบ ฝึกลับพรสวรรค์ในตัวตนเราให้คมขึ้นเก่งขึ้น เพื่อที่วันหนึ่งจะได้นำสิ่งนั้นมาแสดงออกให้ผู้คนประจักษ์บนเวที
อย่างที่ผมว่าน่ะแหละครับว่า พรสวรรค์อาจเป็นสิ่งใดสิ่งหนึ่งที่ติดตัวเรามาแต่เกิด ทุกๆ คนมีอยู่ เพียงแต่ไม่รู้ตัวเองว่ามี หรือว่าพรสวรรค์เป็นเพียงคำเรียกขานแทนสิ่งที่คนเราจะเก่งกล้าสามารถขึ้นมาได้ เพราะ "รู้จัก" และ "ค้นพบ" ไม่ปฏิเสธในตัวตนที่มีอยู่ แล้วกล้าที่จะหยิบยกสิ่งที่ซุกซ่อนอยู่ลึกๆ ในตัวเราขึ้นมาขัดเกลาทีละเล็กทีละน้อย จนกระทั่งสิ่งธรรมดาในสายตาคนอื่นนั้น สามารถฉายแสงออกมาโดดเด่น
เวทีประกวดความสามารถหรือ Talent จากรายการนี้ ไม่ได้จำกัดจำเพาะว่าคุณจะต้องเป็นนักจำอวด เล่นมายากลเก่ง แต่งเพลงเป็นหรือร้องเพลงได้ กล้าบุกน้ำลุยไฟ เต้นระบำในจังหวะและลีลาต่างๆ นานา หรือร้องเพลงประกอบท่าโยคะ เป็นคนปกติธรรมดาหรือร่างกายพิกลพิการ แต่อย่างน้อยก็ทำให้เราได้เห็น "การเข้าถึง" และ "ตีความ" ความหมายของคำว่าพรสวรรค์จากผู้คนเรือนหมื่นเรือนแสนทั่วเมืองไทยที่ให้ความสนใจเข้าร่วมแข่งขันกันอย่างคึกคัก จนกระทั่งผ่านการคัดเลือกของผู้ชมจากการลงคะแนนโหวตทางโทรศัพท์เหลือเพียง 12 ผู้เข้าแข่งขันแค่นั้น
เราอาจจะดูรายการนี้ด้วยความสนุกจากความบันเทิงในจังหวะลีลาของการแสดงก็จริง แต่ผมเชื่อว่าแม้ทุกๆ คนบนเวทีแห่งนี้จะเก่งหรือมีความสามารถติดตัวมาซึ่งทำให้โดดเด่นหรือทำสิ่งนั้นได้ดีกว่าคนอื่นๆ ที่มีความสามารถอย่างเดียวกัน แต่ทุกๆ คนกว่าจะก้าวขึ้นมาเป็น "ที่หนึ่ง" ในจุดที่ตัวเองแสดงออกได้นั้น คงต้องผ่านการซ้อมอย่างหนัก จะต้องมีการฝึกฝนเพื่อทำให้ดี สวยงาม สนุกและลงตัวมากที่สุด ใช่เพียงเกิดมามีความสามารถแล้วไม่ทำอะไรเพื่อต่อเติมหรือฝึกฝนเพื่อไปสู่จุดที่ดีที่สุดและยิ่งใหญ่ที่สุดที่พรสวรรค์ในตัวเองจะก้าวไปได้
นานมาแล้วผมเคยอ่านบทความในหนังสือพิมพ์ไทยรัฐโดยผู้เขียนที่ใช้นามปากกาว่า "แรม" (ซึ่งผมอาจจะจำผิด) เขา (หรือเธอ) ตั้งชื่อบทความไว้ว่า "อย่าเอาแสงสว่างไปซ่อนไว้ใต้หิน" ซึ่งบอกเล่าทำนองว่า คนเราทุกคนมีแสงสว่างหรือความสามารถในตัวเองทุกคน เปรียบเสมือนแสงจันทร์ที่สุกสว่าง หรือมีข้อดีในตัวด้วยกันทุกคน ขอเพียงเรามีความเชื่อมั่น ยอมรับในตัวเอง และไม่ลังเลที่จะหาหนทางที่จะปล่อยแสงออกมาก็จะประสบความสำเร็จ แต่หากเราขลาดกลัวแล้วเก็บความสามารถหรือแสงในตัวเองไปซุกไว้ใต้ก้อนหินเสียแล้ว ก็คงไม่มีใครมองเห็น
การเกิดมาเก่งหรือเกิดมาพร้อมพรสวรรค์น่ะไม่น่ากลัว แต่ที่น่ากลัวคือคนเก่งแต่ไม่ฝึกฝน ทะนงตนเพราะคิดเอาเองว่าตัวเองดีแล้ว เก่งแล้ว เหนือกว่าคนอื่นแล้ว
วันอาทิตย์ที่ 22 พฤษภาคม พ.ศ. 2554
อย่าสิ้นศรัทธา
การเมืองบ้านเรากำลังอยู่ในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่ออีกครั้ง จากการเลือกตั้งทั่วไปปี 2554 ที่กำลังจะเกิดขึ้น ตอนนี้ตามท้องถนนหนทางเมืองไทยเต็มไปด้วยป้ายโฆษณาหาเสียงของพรรคและนักการเมืองต่างๆ พร้อมกับคำสัญญิงสัญญาตามนโยบายหาเสียง
สภาพและบรรยากาศเช่นนี้ไม่ได้ช่วยให้หัวใจของคนไทยหลายๆ คนกระตือรือร้นหรือให้ความสนใจต่อความเป็นไปของการเลือกตั้งที่จะเกิดขึ้นมากไปกว่าความรู้สึกชินชา ว่าการเลือกตั้งก็เกิดขึ้นหนแล้วหนเล่าเหมือนที่ดำเนินมาและดำเนินไปในนครสารขัณฑ์แห่งนี้ ด้วยว่าเราต่างเกือบสูญสิ้น "ศรัทธา" ไปกับระบอบประชาธิปไตยแบบไทยๆ และพฤติกรรมของนักการเมืองที่บิดพลิ้ว เล่นพรรคเลือกพ้องของตัวเองมากกว่าประเทศชาติหนแล้วหนเล่า
คำว่า "ศรัทธา" แม้ว่าจะเป็นคำนามธรรมที่ยากจะหยิบยกขึ้นมาให้ได้เห็นเด่นชัด แต่ก็เป็นสิ่งที่มีความสำคัญต่อระบบความเชื่อ ต่อการใช้ชีวิต ให้ดำเนินไปอย่างมีแก่นสารในทุกๆ ด้าน เรียกว่าขอเพียงชีวิตเรายังมีศรัทธา ถ้าชีวิตประกอบด้วยศรัทธา ก็ย่อมไม่ยากเย็นที่ทำให้คนเราใช้ชีวิตในทุกๆ ด้านได้อย่างมีพลังและงดงาม
ศรัทธาในที่นี้ไม่ได้หมายถึงศรัทธาต่อระบบความเชื่อ การเมือง ลัทธิศาสนา หรืออื่นใด ไม่ได้หมายถึงศรัทธาในตัวบุคคลอื่นที่เราอยากจะยึดเหนี่ยว ไม่ได้หมายถึงศรัทธาต่อสิ่งต่างๆ ภายนอก เพื่อเราจะได้เลิกสนใจสิ่งที่อยู่ภายในความรู้สึกและจิตใจของตัวเอง แต่เป็น "ศรัทธา" ในการกระทำของเราเอง ศรัทธาในการมีชีวิตอยู่และเชื่อว่า ชีวิตของเราเกิดขึ้นและดำเนินไปอย่างมีเหตุผล เพื่อก่อให้เกิดความดีงามและงดงาม ทั้งต่อตนเองและสรรพสิ่งที่อยู่ร่วมในสังคม
ศรัทธาในภาษาอังกฤษเรียกว่า Faith ดังมีคำที่ชอบพูดกันยามที่มีใครสิ้นหวังว่า "Keep The Faith" ตราบใดที่ยังมีชีวิตอยู่ อย่าทอดทิ้งศรัทธา...
ขอจงมีศรัทธาไว้เป็นที่ยึดเหนี่ยวของจิตใจ ไม่ว่าจะผ่านฤดูกาลแบบไหน จะเป็นฤดูที่พายุฝนแห่งอุปสรรคซัดกระหน่ำจิตใจจนซวนเซ หรือฤดูเลือกตั้งที่เกิดขึ้น ผ่านไป และทำให้เราเห็นธาตุแท้ของนักการเมือง ก็ขอให้ดำเนินชีวิตต่อไปโดยไม่ลืมประดับหัวใจของเราเอาไว้ด้วย "ศรัทธา"
สภาพและบรรยากาศเช่นนี้ไม่ได้ช่วยให้หัวใจของคนไทยหลายๆ คนกระตือรือร้นหรือให้ความสนใจต่อความเป็นไปของการเลือกตั้งที่จะเกิดขึ้นมากไปกว่าความรู้สึกชินชา ว่าการเลือกตั้งก็เกิดขึ้นหนแล้วหนเล่าเหมือนที่ดำเนินมาและดำเนินไปในนครสารขัณฑ์แห่งนี้ ด้วยว่าเราต่างเกือบสูญสิ้น "ศรัทธา" ไปกับระบอบประชาธิปไตยแบบไทยๆ และพฤติกรรมของนักการเมืองที่บิดพลิ้ว เล่นพรรคเลือกพ้องของตัวเองมากกว่าประเทศชาติหนแล้วหนเล่า
คำว่า "ศรัทธา" แม้ว่าจะเป็นคำนามธรรมที่ยากจะหยิบยกขึ้นมาให้ได้เห็นเด่นชัด แต่ก็เป็นสิ่งที่มีความสำคัญต่อระบบความเชื่อ ต่อการใช้ชีวิต ให้ดำเนินไปอย่างมีแก่นสารในทุกๆ ด้าน เรียกว่าขอเพียงชีวิตเรายังมีศรัทธา ถ้าชีวิตประกอบด้วยศรัทธา ก็ย่อมไม่ยากเย็นที่ทำให้คนเราใช้ชีวิตในทุกๆ ด้านได้อย่างมีพลังและงดงาม
ศรัทธาในที่นี้ไม่ได้หมายถึงศรัทธาต่อระบบความเชื่อ การเมือง ลัทธิศาสนา หรืออื่นใด ไม่ได้หมายถึงศรัทธาในตัวบุคคลอื่นที่เราอยากจะยึดเหนี่ยว ไม่ได้หมายถึงศรัทธาต่อสิ่งต่างๆ ภายนอก เพื่อเราจะได้เลิกสนใจสิ่งที่อยู่ภายในความรู้สึกและจิตใจของตัวเอง แต่เป็น "ศรัทธา" ในการกระทำของเราเอง ศรัทธาในการมีชีวิตอยู่และเชื่อว่า ชีวิตของเราเกิดขึ้นและดำเนินไปอย่างมีเหตุผล เพื่อก่อให้เกิดความดีงามและงดงาม ทั้งต่อตนเองและสรรพสิ่งที่อยู่ร่วมในสังคม
ศรัทธาในภาษาอังกฤษเรียกว่า Faith ดังมีคำที่ชอบพูดกันยามที่มีใครสิ้นหวังว่า "Keep The Faith" ตราบใดที่ยังมีชีวิตอยู่ อย่าทอดทิ้งศรัทธา...
ขอจงมีศรัทธาไว้เป็นที่ยึดเหนี่ยวของจิตใจ ไม่ว่าจะผ่านฤดูกาลแบบไหน จะเป็นฤดูที่พายุฝนแห่งอุปสรรคซัดกระหน่ำจิตใจจนซวนเซ หรือฤดูเลือกตั้งที่เกิดขึ้น ผ่านไป และทำให้เราเห็นธาตุแท้ของนักการเมือง ก็ขอให้ดำเนินชีวิตต่อไปโดยไม่ลืมประดับหัวใจของเราเอาไว้ด้วย "ศรัทธา"
วันศุกร์ที่ 20 พฤษภาคม พ.ศ. 2554
ศุกร์สำราญ
ไม่น่าจะมีวันใดที่ชีวีของคนเราจะเริงรื่นได้เทียมเท่าวันศุกร์ วันศุกร์ซึ่งการทำงาน การใช้ชีวิต การรบรากับปัญหาและภารกิจทั้งหลายทั้งปวงเดินทางมาถึงวันสุดท้ายของวันธรรมดา และจะได้หยุดพักลงแม้สักชั่วระยะเวลาไม่กี่วันของวันหยุดที่กำลังมาถึง
ทั่วไปแล้วคนทำงานมักจะเป็นฝ่ายที่จดจ่อรอคอย และผูกพันกับวันศุกร์โดยปริยาย การมีวันศุกร์หมายถึงยามค่ำคืนที่สามารถนอนพักยาวๆ ได้โดยไม่ต้องรีบสะดุ้งตื่น พาชีวิตออกไปโลดแล่นสู้รบกับโลกภายนอกเหมือนวันธรรมดาวันอื่นๆ อาจจะหมายถึงวันแห่งการเฉลิมฉลองเล็กๆ กับการกินดื่มพูดคุยและใช้เวลากับเพื่อนสนิทมิตรสหายได้โดยไม่ต้องพะวงกับวันพรุ่งนี้ที่จะมาถึง อาจหมายถึงวันแห่งการผ่อนคลายด้วยกิจกรรมและงานอดิเรกมากมายที่วางลงไว้ตั้งแต่ต้นสัปดาห์เมื่อคืนวันอาทิตย์จรจากไป
วันศุกร์จึงเหมือนมีมนต์มายาพิเศษแตกต่างและมีเสน่ห์ไม่เหมือนวันธรรมดาอื่นๆ ทำให้เรายิ้มหัวได้แม้จะรู้ดีว่าการงานหรือภาระทุกอย่างยังไม่หมดไป หรือรอคอยเพื่อจะหวนกลับมาให้รบรากันใหม่อีกรอบ แต่ขอแค่สักวันที่เราจะเอนหลังหลับตาหรือเดินเล่นสบายๆ ในยามบ่ายหลังเลิกงานโดยบอกตัวเองว่า การมีวันศุกร์ช่างดีจริง และขอใช้ช่วงเวลาอันสำราญสักเล็กน้อยนี้บ้างจะได้ไหม
คงเป็นการยากที่เราจะปลดปล่อยตัวเองให้หลุดพ้นจากพันธนาการมากมายที่ร้อยรัดในชีวิตที่ดึงเราเอาไว้กับความเจ็บปวด ความเมื่อยล้า ความเบื่อหน่าย ความคาดหวัง ไม่ได้ดังใจต่างๆ นานา ชีวิตตลอดวันธรรมดา 5 วันเหมือนเชื้อเพลิงอันร้อนระอุปะทุขึ้นในเช้าวันจันทร์ เพื่อดั้นด้นและพาตัวเองไต่เพดานสูงขึ้นไปบนฟากฟ้าจนทะลุองศา ด้วยการใช้พละกำลังไปราวกับจะมอดไหม้ไปถึงความรู้สึกภายใน
การมีวันศุกร์จึงอาจจะหมายถึงสัญลักษณ์ของการใช้ชีวิตที่บอกว่าชีวิตมีหนักมีเบา มีหย่อนมีผ่อนคลาย ในขณะที่ต้องหอบตัวเองให้เหินลอยไปด้วยแรงปะทุของชีวิต ก็ขอให้เราได้รู้จักเหลียวแลปุยเมฆ ให้ได้เห็นขอบฟ้าและฟากฟ้ากว้าง ได้หายใจหายคอกับความปลอดโปร่งโล่งใจบนจุดที่พาตัวเองขึ้นไปสูงที่สุดสักช่วงเวลาหนึ่ง
บนการเดินทางอันแสนไกลและน่าเบื่อหน่ายของวงรอบการใช้ชีวิต ขอสักหนึ่งวันที่จะเป็นเหมือนป้ายหยุดพัก เติมน้ำมัน หย่อนนั่ง ปล่อยวาง เป็นช่วงเวลาแห่งความสำราญอันเรียบง่ายที่ไม่ต้องการอะไร เพียงแค่รอคอยการเดินทางรอบหนึ่งของสัปดาห์มาบรรจบก็แค่นั้น
ทั่วไปแล้วคนทำงานมักจะเป็นฝ่ายที่จดจ่อรอคอย และผูกพันกับวันศุกร์โดยปริยาย การมีวันศุกร์หมายถึงยามค่ำคืนที่สามารถนอนพักยาวๆ ได้โดยไม่ต้องรีบสะดุ้งตื่น พาชีวิตออกไปโลดแล่นสู้รบกับโลกภายนอกเหมือนวันธรรมดาวันอื่นๆ อาจจะหมายถึงวันแห่งการเฉลิมฉลองเล็กๆ กับการกินดื่มพูดคุยและใช้เวลากับเพื่อนสนิทมิตรสหายได้โดยไม่ต้องพะวงกับวันพรุ่งนี้ที่จะมาถึง อาจหมายถึงวันแห่งการผ่อนคลายด้วยกิจกรรมและงานอดิเรกมากมายที่วางลงไว้ตั้งแต่ต้นสัปดาห์เมื่อคืนวันอาทิตย์จรจากไป
วันศุกร์จึงเหมือนมีมนต์มายาพิเศษแตกต่างและมีเสน่ห์ไม่เหมือนวันธรรมดาอื่นๆ ทำให้เรายิ้มหัวได้แม้จะรู้ดีว่าการงานหรือภาระทุกอย่างยังไม่หมดไป หรือรอคอยเพื่อจะหวนกลับมาให้รบรากันใหม่อีกรอบ แต่ขอแค่สักวันที่เราจะเอนหลังหลับตาหรือเดินเล่นสบายๆ ในยามบ่ายหลังเลิกงานโดยบอกตัวเองว่า การมีวันศุกร์ช่างดีจริง และขอใช้ช่วงเวลาอันสำราญสักเล็กน้อยนี้บ้างจะได้ไหม
คงเป็นการยากที่เราจะปลดปล่อยตัวเองให้หลุดพ้นจากพันธนาการมากมายที่ร้อยรัดในชีวิตที่ดึงเราเอาไว้กับความเจ็บปวด ความเมื่อยล้า ความเบื่อหน่าย ความคาดหวัง ไม่ได้ดังใจต่างๆ นานา ชีวิตตลอดวันธรรมดา 5 วันเหมือนเชื้อเพลิงอันร้อนระอุปะทุขึ้นในเช้าวันจันทร์ เพื่อดั้นด้นและพาตัวเองไต่เพดานสูงขึ้นไปบนฟากฟ้าจนทะลุองศา ด้วยการใช้พละกำลังไปราวกับจะมอดไหม้ไปถึงความรู้สึกภายใน
การมีวันศุกร์จึงอาจจะหมายถึงสัญลักษณ์ของการใช้ชีวิตที่บอกว่าชีวิตมีหนักมีเบา มีหย่อนมีผ่อนคลาย ในขณะที่ต้องหอบตัวเองให้เหินลอยไปด้วยแรงปะทุของชีวิต ก็ขอให้เราได้รู้จักเหลียวแลปุยเมฆ ให้ได้เห็นขอบฟ้าและฟากฟ้ากว้าง ได้หายใจหายคอกับความปลอดโปร่งโล่งใจบนจุดที่พาตัวเองขึ้นไปสูงที่สุดสักช่วงเวลาหนึ่ง
บนการเดินทางอันแสนไกลและน่าเบื่อหน่ายของวงรอบการใช้ชีวิต ขอสักหนึ่งวันที่จะเป็นเหมือนป้ายหยุดพัก เติมน้ำมัน หย่อนนั่ง ปล่อยวาง เป็นช่วงเวลาแห่งความสำราญอันเรียบง่ายที่ไม่ต้องการอะไร เพียงแค่รอคอยการเดินทางรอบหนึ่งของสัปดาห์มาบรรจบก็แค่นั้น
วันพฤหัสบดีที่ 19 พฤษภาคม พ.ศ. 2554
...สุขทุกสิ่ง
![]() |
| เมฆยามเย็นเหนือท้องฟ้านอกหน้าต่างแถวบ้าน |
เมื่อครู่นี้ฝนก็หว่านสายลงมา แค่เพียงเหลือบแลออกไปมองเม็ดฝนหล่นร่วงพรมลงบนต้นไม้ อากาศมืดมัวพาความหดหู่จู่โจมเข้าสู่หัวใจของใครต่อใคร
ณ วินาทีนี้ชีวิตยังคงพานพบกับความยุ่งยากมากมายนัก...
แม้ไม่ต้องต่อสู้ต่อกรกับปัญหาหนักอกหนักใจด้วยเรื่องราวปากท้อง ปัญหาความมั่นคงต่างๆ เฉกเช่นหลายๆ ชีวิตที่จะต้องคำนึง ครุ่นคิด ประสบและแบกรับก็จริง แต่ก็รู้สึกถึงความไม่สงบสุขภายใจจิตใจ ความว้าวุ่นและความคิดที่พากันวิ่งวนอยู่อย่างวุ่นวาย จนคล้ายกับว่าชีวิตทำอะไรได้ไม่เป็นชิ้นเป็นอัน
ชีวิตแม้ไม่ต้องประสบกับภาวะที่ทุกข์ยากท้าทาย แต่ในบางทีบางครั้งก็ใช่ว่าจะดำเนินไปอย่างเรียบง่าย ง่ายดาย และบ่ายหน้าไปหาความสุขสงบ
การมีชีวิต แม้ไม่มีความทุกข์ แต่ก็ใช่ว่าจะสุขได้ง่ายดาย...
อาจเป็นเพราะภาระการงานที่บีบบังคับให้ต้องนั่งจ้องอยู่กับเครื่องคอมพิวเตอร์เป็นนานสองนาน แต่ก็คล้ายไม่มีความคืบหน้า การงานยังคงย่ำอยู่กับที่ ยังคงไม่มีอะไรใหม่ๆ ฉับพลันความเบื่อหน่ายหดหู่ก็ได้ที กระโจนเข้าเกาะกุมภายในที่ว้าวุ่นแม้มองไม่เห็น เหมือนเส้นด้ายกระจุกใหญ่ที่ยุ่งพันกันจนไม่อยากจะเป็นธุระคลี่คลาย
การงาน ความรับผิดชอบที่หมุนวน หลายๆ สิ่งที่หวนเข้ามาสู่ความคิดในคราวเดียวกัน ดุจเมฆฝนห่าใหญ่ที่ซัดสายลงบนผืนทุ่งโล่งกว้างๆ ในคราวเดียวกันอย่างรวดเร็ว จนสรรพสิ่งพลันมืดมิดมองอะไรไม่เห็น...มีแต่ความมืดมัว สลัวลางและหดหู่
เย็นวันนี้ ทุกสิ่งอาจจะไม่คลี่คลาย...นอกจากจะปล่อยวางและละวาง หยุดสายตาเพื่อมองออกไปหาสิ่งใหม่ๆ นอกบ้าน นอกห้องและนอกหน้าต่าง
ผมเตือนตัวเองให้คาดหวังน้อยลง ปล่อยวางกับภาวะที่ว้าวุ่น
เรียนรู้ที่จะทำทีละอย่าง...สู่ความสุขทุกสิ่ง
วันพุธที่ 18 พฤษภาคม พ.ศ. 2554
เรือกระดาษ
เพียงแผ่นกระดาษบางจ้อยที่คำนึงถึงปลายทางที่มองไม่เห็น ตัดสินใจไหลล่องไปกับกระแสน้ำเชี่ยวโดยไม่กลัวเกรงต่อความเป็นไป ด้วยเชื่อในพลังของความฝันและจินตนาการ พลิกผัน พลัดล่อง เลื่อยไหล ลอยไปในรูปของลำเรือ
กระดาษน้อยก่อร่างเป็นรูปลำ เรือกระดาษออกเดินทาง ผ่านระลอกแล้วระลอกเล่าของลำน้ำเล็กๆ
พลิกจม พลัดจ่อม ยอมจมในบางที เปียกปอนแต่ก็เปลี่ยนผ่านเรื่อยไป เรียนรู้ แลกเปลี่ยน ล่องไหลไปกับสายน้ำในความไม่รู้ มุ่งหมายถึงปลายทางจะเติบใหญ่ ไกลใกล้ไม่ท้อ รอคอยและแล่นไปตามแต่แรงลมกับสายน้ำจะโยกไกว เรือกระดาษลำน้อยไม่หยุดรอ
แบกความหวังความเป็นไปทั้งหมดไว้บนกระดาษ...จะไหวไหม เรือกระดาษมีสิ่งใดให้คาดหวัง ปลายทางของเรือกระดาษอยู่หนใด
เป็นเพียงแผ่นกระดาษบางจ้อย พับรอย ก่อร่างเป็นลำเรือเล็กบาง บ้างสมหวัง บ้างรอคอย แล่นบ้าง จอดบ่อย ที่สุดก็อาจพลิกจม นิ่งลงไปเป็นหนึ่งเดียวกับเวิ้งน้ำกว้างใหญ่ กลับกลายมลายหาย ไม่หลงเหลือ
สมหวัง ไม่สมหวัง แบกรับความคาดหวัง...หรือเราเองที่คาดหวังกับเรือกระดาษในอนาคตอันเคว้งคว้าง
วันอังคารที่ 17 พฤษภาคม พ.ศ. 2554
...ผ่านเข้ามาสู่ชีวิต
อกหัก รักคุด ตุ๊ดเมิน...
อาการรวมๆ เช่นนี้ เรียกว่าอะไรดี ถ้าไม่ใช่การเสียศูนย์จากความสูญเสีย
ต่อให้มีอวัยวะครบสามสิบสอง เมื่อถึงคราวต้องพานพบเรื่องราวจากการพลัดพรากสูญเสีย เป็นใครก็ใครก็ต้องเกิดอาการไม่มั่นใจ หวั่นใจ กระทั่งสูญเสียใจอย่างใดอย่างหนึ่งไปกับเรื่องราวที่เกิดขึ้นด้วยกันทั้งนั้น ขึ้นกับว่าเรารักอะไรและผูกพันยึดติดกับสิ่งนั้นมากน้อยเพียงใด เข้าทำนองว่ารักมาก ก็ทุกข์มากเจ็บปวดมาก
การเคยมีเคยเป็นหรือครอบครองข้าวของ คนรัก ความรู้สึกดี ความผูกพัน การเป็นเจ้าเข้าเจ้าของสิ่งใดสิ่งหนึ่งซึ่งครั้งหนึ่งอาจมีความหมาย มีคุณค่ามีราคาต่อความรู้สึกเราอย่างมาก จนไม่เคยนึกหรือไม่อยากจะนึกว่า หากวันหนึ่งของสิ่งนั้นไม่อยู่กับเราอีกต่อไปหรือเราไม่อาจครอบครองสิทธิ์ขาดความเป็นเจ้าของเอาไว้ได้ แล้วเราจะทนอยู่สู้ความรู้สึกที่เกิดขึ้นได้อย่างไร
เมื่อสมบัติสิ่งของที่เคยครอบครองเกิดสูญหาย ความรู้สึกดีที่เคยได้รับอยู่ดีๆ เกิดแปรเปลี่ยน หมดไป ไม่เหมือนเดิม นอกจากความเสียใจและโหยหาอยากให้สิ่งนั้นหรือความรู้สึกนั้นกลับมาดังเดิมแม้จะรู้ว่าการรอคอยนั้นมีความหมายเท่ากับความหวังอันว่างเปล่าแล้ว เราควรเรียนรู้อะไรจากการพลัดพราก นอกเสียจากพุทธพจน์ที่ว่า "ความพลัดพรากจากสิ่งที่รักเป็นทุกข์" แค่นั้น
มองในอีกมุมหนึ่งจากความสูญเสียที่ผ่านเข้ามาได้หรือไม่ว่า ความรู้สึกดีๆ ความรัก ความผูกพัน การเป็นเจ้าของหรือสิ่งของที่เคยเป็นของเรา ครั้งหนึ่งก็เคยอยู่กับเรา เคยเป็นของเรา เป็นความทรงจำที่มีต่อกัน และความรู้สึกที่ดีที่งดงามซึ่งผ่านเข้ามาสู่ชีวิตของเรา ให้บทเรียนและการเรียนรู้ว่าโลกนี้แม้จะไม่มีอะไรที่แน่นอนและอยู่กับเราได้ยาวนานก็จริง แต่ครั้งหนึ่งได้เกิดขึ้นและผ่านเข้ามาสู่ชีวิต ครั้งหนึ่งเคยอยู่กับเรา เคยเป็นของเรา ครั้งหนึ่งเคยมีความรู้สึกดีๆ มอบไว้ให้แก่กัน...
แทนที่จะหมดหวังและสูญสิ้นเวลาไปกับการโหยหา เลิกคร่ำครวญกับการรอคอย แต่ยิ้มให้กับความรู้สึกดีๆ ที่หลงเหลือเป็นเค้ารอยอยู่ในจิตใจ เป็นความทรงจำดีๆ ของสิ่งที่ผ่านมาสู่ชีวิต เพื่อที่จะปลอบตัวเองเบาๆ เหมือนเวลาที่คนเขาชอบพูดกันว่า อกหักดีกว่ารักไม่เป็น ...
อาการรวมๆ เช่นนี้ เรียกว่าอะไรดี ถ้าไม่ใช่การเสียศูนย์จากความสูญเสีย
ต่อให้มีอวัยวะครบสามสิบสอง เมื่อถึงคราวต้องพานพบเรื่องราวจากการพลัดพรากสูญเสีย เป็นใครก็ใครก็ต้องเกิดอาการไม่มั่นใจ หวั่นใจ กระทั่งสูญเสียใจอย่างใดอย่างหนึ่งไปกับเรื่องราวที่เกิดขึ้นด้วยกันทั้งนั้น ขึ้นกับว่าเรารักอะไรและผูกพันยึดติดกับสิ่งนั้นมากน้อยเพียงใด เข้าทำนองว่ารักมาก ก็ทุกข์มากเจ็บปวดมาก
การเคยมีเคยเป็นหรือครอบครองข้าวของ คนรัก ความรู้สึกดี ความผูกพัน การเป็นเจ้าเข้าเจ้าของสิ่งใดสิ่งหนึ่งซึ่งครั้งหนึ่งอาจมีความหมาย มีคุณค่ามีราคาต่อความรู้สึกเราอย่างมาก จนไม่เคยนึกหรือไม่อยากจะนึกว่า หากวันหนึ่งของสิ่งนั้นไม่อยู่กับเราอีกต่อไปหรือเราไม่อาจครอบครองสิทธิ์ขาดความเป็นเจ้าของเอาไว้ได้ แล้วเราจะทนอยู่สู้ความรู้สึกที่เกิดขึ้นได้อย่างไร
เมื่อสมบัติสิ่งของที่เคยครอบครองเกิดสูญหาย ความรู้สึกดีที่เคยได้รับอยู่ดีๆ เกิดแปรเปลี่ยน หมดไป ไม่เหมือนเดิม นอกจากความเสียใจและโหยหาอยากให้สิ่งนั้นหรือความรู้สึกนั้นกลับมาดังเดิมแม้จะรู้ว่าการรอคอยนั้นมีความหมายเท่ากับความหวังอันว่างเปล่าแล้ว เราควรเรียนรู้อะไรจากการพลัดพราก นอกเสียจากพุทธพจน์ที่ว่า "ความพลัดพรากจากสิ่งที่รักเป็นทุกข์" แค่นั้น
มองในอีกมุมหนึ่งจากความสูญเสียที่ผ่านเข้ามาได้หรือไม่ว่า ความรู้สึกดีๆ ความรัก ความผูกพัน การเป็นเจ้าของหรือสิ่งของที่เคยเป็นของเรา ครั้งหนึ่งก็เคยอยู่กับเรา เคยเป็นของเรา เป็นความทรงจำที่มีต่อกัน และความรู้สึกที่ดีที่งดงามซึ่งผ่านเข้ามาสู่ชีวิตของเรา ให้บทเรียนและการเรียนรู้ว่าโลกนี้แม้จะไม่มีอะไรที่แน่นอนและอยู่กับเราได้ยาวนานก็จริง แต่ครั้งหนึ่งได้เกิดขึ้นและผ่านเข้ามาสู่ชีวิต ครั้งหนึ่งเคยอยู่กับเรา เคยเป็นของเรา ครั้งหนึ่งเคยมีความรู้สึกดีๆ มอบไว้ให้แก่กัน...
แทนที่จะหมดหวังและสูญสิ้นเวลาไปกับการโหยหา เลิกคร่ำครวญกับการรอคอย แต่ยิ้มให้กับความรู้สึกดีๆ ที่หลงเหลือเป็นเค้ารอยอยู่ในจิตใจ เป็นความทรงจำดีๆ ของสิ่งที่ผ่านมาสู่ชีวิต เพื่อที่จะปลอบตัวเองเบาๆ เหมือนเวลาที่คนเขาชอบพูดกันว่า อกหักดีกว่ารักไม่เป็น ...
วันจันทร์ที่ 16 พฤษภาคม พ.ศ. 2554
หมายเหตุจากความเจ็บป่วย
แม้ไม่ได้ตั้งใจและกระทั่งไม่ได้ส่งใบลา ผมก็ห่างหน้าจากการเขียนเรื่องบนบล็อก "ตะลุมบอน" ประจำไปอย่างไม่จงใจถึงสองวัน
เป็นสองวันแห่งการล้มหมอนนอนเสื่อ หรือกล่าวให้เข้าใจง่ายๆ ก็คืออาการป่วยรับประทานนั่นเอง
เมื่อความเจ็บป่วยมาเยือนชีวิตแบบไม่ต้องเชื้อเชิญ ทำให้คนเราพลาดหรืออดที่จะใช้ชีวิตไปอย่างปกติธรรมดาอย่างที่ควรจะเป็นหลายเรื่องหลายราว แต่ก็จริงที่ว่าการเจ็บป่วยนั้นเป็นเหมือนเสียงระฆังทองที่ลั่นกังวานในตัวตนของเรา บอกให้ฟังเสียงร่างกายตัวเอง บอกว่าถึงเวลาแล้วที่เราจะต้องพักผ่อนให้เพียงพอ ถึงเวลาแล้วที่จะยอมรับความเจ็บป่วยนั้นว่าเป็นส่วนหนึ่งของเราเอง...
ผมเชื่อว่าทุกคนบนโลกนี้คงจะเคยไม่สบายกันทั้งนั้น ทั้งในระดับป่วยไข้ไอเจ็บคอ ปวดหัวน้ำมูกไหลเล็กๆ ไปจนกระทั่งระดับต้องถูกเข็นขึ้นเขียงเข้าห้องผ่าตัดให้หมอชำแหละส่วนที่ทำให้เรารู้สึกไม่สบายออกไป ซึ่งนอกจากเรื่องบุญทำกรรมแต่งแล้วว่าคนเราจะเจ็บป่วยกันกี่มากน้อยหรือในระดับใด ส่วนสำคัญย่อมอยู่ที่การดูแลรักษาและเข้าใจตัวเองอีกด้วย ว่าเราควรจะกินอยู่หรือทำตัวอย่างไรให้ห่างไกลความเจ็บป่วย
เมื่อไม่สบายในระดับหนึ่่ง ผมเชื่อว่าคนเราทุกคนย่อมจะต้องเคยเงี่ยหูฟังเสียงภายในหรือพูดคุยกับตัวเองกันทุกคน ทำนองว่า "นายเป็นอะไร" "ไม่สบายตรงไหน" "เจ็บตรงนี้ปวดตรงนี้มากไหม" "ไหวไหม" "จะต้องกินยาอะไร" และท้ายที่สุดก็คือถามตัวเองตรงๆ ว่า "เฮ้ย ไปหาหมอดีไหม (วะ)"
ผมเป็นคนหนึ่งที่ถามตัวเองอยู่บ่อยๆ เมื่อเราเจ็บป่วยระดับเป็นหวัดคัดจมูกน้ำมูกไหลไอเจ็บคอบ้าง ว่าตัวเองไหวไหม จะต้องนอนพัก เช็ดเนื้อเช็ดตัว กินน้ำมากๆ หรือหาหยูกยากินเอาเองไหม เพราะไม่อยากจะถามคำถามสุดท้ายที่ว่า "ไปหาหมอดีกว่า" ถึงแม้ว่าจะมีสิทธิประกันสังคมฟรีรองรับอยู่ก็เถอะ การเหยียบย่างพาตัวเองก้าวเข้าไปโรงพยาบาลมีความหมายและหมายเหตุหลายๆ สิ่งอย่างที่ส่วนลึกของจิตใจผมเอง บอกกับตัวเองว่าถ้าใจไหว กายสู้อยู่ก็อย่าเพิ่งไปโรงพยาบาลเลย
สำหรับผมการไปเข้าคิวรอรับการรักษาและวินิจฉัยโรคที่โรงพยาบาลนั้นเป็นเรื่องที่ทำให้ "เปื่อย" ซ้ำซากขึ้นจากอาการป่วยที่เป็นอยู่ นอกจากนี้เวลาโชคดีหรือโชคร้ายไม่รู้ ที่อุตส่าห์นั่งรอหมออย่างมีหวังว่าจะหายเมื่อได้เข้าไปพบ ก็กลับกลายเป็นนั่งรอหมอสองชั่วโมง เพียงเพื่อว่าเอาใบหน้าป่วยๆ โทรมๆ ของเราไปนั่งเล่าอาการให้หมอฟังแค่ไม่ถึงห้านาที โดยไร้สายตาแชเชือน ไร้การส่องกล้องแตะตรวจจุดต่างๆ หรือแตะต้องเนื้อตัวดูอาการอย่างเป็นห่วงเป็นใย...อย่าได้หวัง
สองวันก่อนเมื่อคะเนอาการที่ทรงๆ มาหลายวันแล้วเกรงว่าจะทรุด ผมก็ผละจากตารางกิจกรรมทุกอย่างของชีวิตปกติ ไปนั่งรอคิวตรวจรักษากับหมอที่โรงพยาบาลเจ้าประจำที่ผมมีสิทธิรักษาแถวๆ บ้าน ไม่รู้จะเรียกว่าโชคดีในความโชคร้ายดีไหมที่ช่วงนั้นเป็นวันหยุดยาว คนเลยมารักษากันบางตากว่าปกติ ผมนั่งรอไม่ถึงครึ่งชั่วโมงก็ได้เรียกเข้าไปตรวจ
หนนี้หมอที่ตรวจอาการเป็นหญิงสาวตัวเล็กและยังดูไม่สูงวัยนัก แม้จะมีใบหน้าเรียบเฉยกึ่งเบื่อๆ แต่ก็ยังตั้งอกตั้งใจซักถามประวัติและอาการด้วยดี ทำให้ใจของคนป่วยชื้นขึ้นมาหน่อยหนึ่ง จากนั้นก็ถูกส่งตัวไปรักษาและรับยาหอบหนึ่งกลับมากินที่บ้านต่อ สิริรวมแล้วผมใช้เวลาที่โรงพยาบาลในยามบ่ายวันเสาร์ที่ควรจะใช้ชีวิตอย่างเริงร่าหากความปกติสามัญไม่ป่วยไม่ไข้ไปที่โรงพยาบาลร่วมสามชั่วโมง นี่ขนาดว่าคนน้อยๆ กว่าทุกทีที่เคยไปรอแล้ว
คนกับความป่วยเป็นของคู่กันก็จริง แต่คนเราก็พึงช่วยให้ตัวเองเว้นระยะที่จะไม่เจ็บป่วยได้ด้วยวิธีการต่างๆ นานาที่มีการบอกการแนะกันถึงเคล็ดลับของการมีสุขภาพดี ไม่ว่าจะเป็นการกินอาหารให้เหมาะสม ถูกต้อง การไม่ใช้ชีวิตหนักหน่วงไปในทางใดทางหนึ่งจนร่างกายเสื่อมทรุดหรือจิตใจบอบช้ำเกินกำลัง การออกกำลังกายสม่ำเสมอ และมองโลกในแง่ดี มีสุขภาพจิตที่ดีในการใช้ชีวิต เพื่อเป็นหลักประกันว่าเราอาจจะป่วยได้ก็จริง แต่ก็ให้มันเหมาะสมแก่เหตุบ้าง มิใช่เกิดจากการปล่อยปละละเลยหรือใช้ชีวิตไปในวิถีที่มุ่งสู่เตียงพยาบาลตลอดเวลา
ที่สำคัญก็คือเมื่อป่วยมากๆ จนหมดปัญญาที่เราจะดูแลเยียวยาตัวเองได้ อาจต้องพาความหวังและลมหายใจทั้งหมดทั้งมวลไปฝากไว้กับใครก็ไม่รู้ที่โรงพยาบาล แม้จะได้ชื่อว่าเป็นบุคลากรทางการแพทย์ก็เถอะ แต่ก็ขึ้นชื่อว่ายังเป็นคนอื่นอยู่ดี ใครจะเข้าใจและเต็มใจเยียวยาให้เราหายจากการป่วยไข้ได้อย่างที่ใจเราหวัง มิหนำซ้ำยังต้องเสียทั้งเวลาเสียทั้งเงินทองกว่าจะได้สุขภาพปกติกลับคืนมา
สู้ใช้ช่วงเวลาและลมหายใจที่ยังดีอยู่ ดูแลสุขภาพทั้งร่ายกายและจิตใจให้เข้มแข็งและแข็งแรงกันดีกว่านะครับ
เป็นสองวันแห่งการล้มหมอนนอนเสื่อ หรือกล่าวให้เข้าใจง่ายๆ ก็คืออาการป่วยรับประทานนั่นเอง
เมื่อความเจ็บป่วยมาเยือนชีวิตแบบไม่ต้องเชื้อเชิญ ทำให้คนเราพลาดหรืออดที่จะใช้ชีวิตไปอย่างปกติธรรมดาอย่างที่ควรจะเป็นหลายเรื่องหลายราว แต่ก็จริงที่ว่าการเจ็บป่วยนั้นเป็นเหมือนเสียงระฆังทองที่ลั่นกังวานในตัวตนของเรา บอกให้ฟังเสียงร่างกายตัวเอง บอกว่าถึงเวลาแล้วที่เราจะต้องพักผ่อนให้เพียงพอ ถึงเวลาแล้วที่จะยอมรับความเจ็บป่วยนั้นว่าเป็นส่วนหนึ่งของเราเอง...
ผมเชื่อว่าทุกคนบนโลกนี้คงจะเคยไม่สบายกันทั้งนั้น ทั้งในระดับป่วยไข้ไอเจ็บคอ ปวดหัวน้ำมูกไหลเล็กๆ ไปจนกระทั่งระดับต้องถูกเข็นขึ้นเขียงเข้าห้องผ่าตัดให้หมอชำแหละส่วนที่ทำให้เรารู้สึกไม่สบายออกไป ซึ่งนอกจากเรื่องบุญทำกรรมแต่งแล้วว่าคนเราจะเจ็บป่วยกันกี่มากน้อยหรือในระดับใด ส่วนสำคัญย่อมอยู่ที่การดูแลรักษาและเข้าใจตัวเองอีกด้วย ว่าเราควรจะกินอยู่หรือทำตัวอย่างไรให้ห่างไกลความเจ็บป่วย
เมื่อไม่สบายในระดับหนึ่่ง ผมเชื่อว่าคนเราทุกคนย่อมจะต้องเคยเงี่ยหูฟังเสียงภายในหรือพูดคุยกับตัวเองกันทุกคน ทำนองว่า "นายเป็นอะไร" "ไม่สบายตรงไหน" "เจ็บตรงนี้ปวดตรงนี้มากไหม" "ไหวไหม" "จะต้องกินยาอะไร" และท้ายที่สุดก็คือถามตัวเองตรงๆ ว่า "เฮ้ย ไปหาหมอดีไหม (วะ)"
ผมเป็นคนหนึ่งที่ถามตัวเองอยู่บ่อยๆ เมื่อเราเจ็บป่วยระดับเป็นหวัดคัดจมูกน้ำมูกไหลไอเจ็บคอบ้าง ว่าตัวเองไหวไหม จะต้องนอนพัก เช็ดเนื้อเช็ดตัว กินน้ำมากๆ หรือหาหยูกยากินเอาเองไหม เพราะไม่อยากจะถามคำถามสุดท้ายที่ว่า "ไปหาหมอดีกว่า" ถึงแม้ว่าจะมีสิทธิประกันสังคมฟรีรองรับอยู่ก็เถอะ การเหยียบย่างพาตัวเองก้าวเข้าไปโรงพยาบาลมีความหมายและหมายเหตุหลายๆ สิ่งอย่างที่ส่วนลึกของจิตใจผมเอง บอกกับตัวเองว่าถ้าใจไหว กายสู้อยู่ก็อย่าเพิ่งไปโรงพยาบาลเลย
สำหรับผมการไปเข้าคิวรอรับการรักษาและวินิจฉัยโรคที่โรงพยาบาลนั้นเป็นเรื่องที่ทำให้ "เปื่อย" ซ้ำซากขึ้นจากอาการป่วยที่เป็นอยู่ นอกจากนี้เวลาโชคดีหรือโชคร้ายไม่รู้ ที่อุตส่าห์นั่งรอหมออย่างมีหวังว่าจะหายเมื่อได้เข้าไปพบ ก็กลับกลายเป็นนั่งรอหมอสองชั่วโมง เพียงเพื่อว่าเอาใบหน้าป่วยๆ โทรมๆ ของเราไปนั่งเล่าอาการให้หมอฟังแค่ไม่ถึงห้านาที โดยไร้สายตาแชเชือน ไร้การส่องกล้องแตะตรวจจุดต่างๆ หรือแตะต้องเนื้อตัวดูอาการอย่างเป็นห่วงเป็นใย...อย่าได้หวัง
สองวันก่อนเมื่อคะเนอาการที่ทรงๆ มาหลายวันแล้วเกรงว่าจะทรุด ผมก็ผละจากตารางกิจกรรมทุกอย่างของชีวิตปกติ ไปนั่งรอคิวตรวจรักษากับหมอที่โรงพยาบาลเจ้าประจำที่ผมมีสิทธิรักษาแถวๆ บ้าน ไม่รู้จะเรียกว่าโชคดีในความโชคร้ายดีไหมที่ช่วงนั้นเป็นวันหยุดยาว คนเลยมารักษากันบางตากว่าปกติ ผมนั่งรอไม่ถึงครึ่งชั่วโมงก็ได้เรียกเข้าไปตรวจ
หนนี้หมอที่ตรวจอาการเป็นหญิงสาวตัวเล็กและยังดูไม่สูงวัยนัก แม้จะมีใบหน้าเรียบเฉยกึ่งเบื่อๆ แต่ก็ยังตั้งอกตั้งใจซักถามประวัติและอาการด้วยดี ทำให้ใจของคนป่วยชื้นขึ้นมาหน่อยหนึ่ง จากนั้นก็ถูกส่งตัวไปรักษาและรับยาหอบหนึ่งกลับมากินที่บ้านต่อ สิริรวมแล้วผมใช้เวลาที่โรงพยาบาลในยามบ่ายวันเสาร์ที่ควรจะใช้ชีวิตอย่างเริงร่าหากความปกติสามัญไม่ป่วยไม่ไข้ไปที่โรงพยาบาลร่วมสามชั่วโมง นี่ขนาดว่าคนน้อยๆ กว่าทุกทีที่เคยไปรอแล้ว
คนกับความป่วยเป็นของคู่กันก็จริง แต่คนเราก็พึงช่วยให้ตัวเองเว้นระยะที่จะไม่เจ็บป่วยได้ด้วยวิธีการต่างๆ นานาที่มีการบอกการแนะกันถึงเคล็ดลับของการมีสุขภาพดี ไม่ว่าจะเป็นการกินอาหารให้เหมาะสม ถูกต้อง การไม่ใช้ชีวิตหนักหน่วงไปในทางใดทางหนึ่งจนร่างกายเสื่อมทรุดหรือจิตใจบอบช้ำเกินกำลัง การออกกำลังกายสม่ำเสมอ และมองโลกในแง่ดี มีสุขภาพจิตที่ดีในการใช้ชีวิต เพื่อเป็นหลักประกันว่าเราอาจจะป่วยได้ก็จริง แต่ก็ให้มันเหมาะสมแก่เหตุบ้าง มิใช่เกิดจากการปล่อยปละละเลยหรือใช้ชีวิตไปในวิถีที่มุ่งสู่เตียงพยาบาลตลอดเวลา
ที่สำคัญก็คือเมื่อป่วยมากๆ จนหมดปัญญาที่เราจะดูแลเยียวยาตัวเองได้ อาจต้องพาความหวังและลมหายใจทั้งหมดทั้งมวลไปฝากไว้กับใครก็ไม่รู้ที่โรงพยาบาล แม้จะได้ชื่อว่าเป็นบุคลากรทางการแพทย์ก็เถอะ แต่ก็ขึ้นชื่อว่ายังเป็นคนอื่นอยู่ดี ใครจะเข้าใจและเต็มใจเยียวยาให้เราหายจากการป่วยไข้ได้อย่างที่ใจเราหวัง มิหนำซ้ำยังต้องเสียทั้งเวลาเสียทั้งเงินทองกว่าจะได้สุขภาพปกติกลับคืนมา
สู้ใช้ช่วงเวลาและลมหายใจที่ยังดีอยู่ ดูแลสุขภาพทั้งร่ายกายและจิตใจให้เข้มแข็งและแข็งแรงกันดีกว่านะครับ
วันพุธที่ 11 พฤษภาคม พ.ศ. 2554
ทำงานแบบมด
ยอมรับครับว่าเกือบจะหมดมุข (ขออภัยผู้ที่ชอบตรวจไวยากรณ์ภาษา ผมชอบและถนัดที่จะเขียน "มุข" แบบนี้มากกว่า "มุก") ที่จะหาเรื่องหรือนำเรื่องมาพูดคุยกันบนบล็อกตะลุมบอนตามโควต้าเขียนเรื่องทุกวันของผมแล้ววันนี้
ยอมรับอีกว่าชีวิตยุ่งเหยิงไม่น้อยทั้งงานราษฎร์งานหลวง งานประจำ การเขียนบล็อก และงานที่จะทำ ไหนจะงานที่คิดว่า "อยากทำ" อีก ทำให้ดาบในมือต้องกวัดต้องแกว่ง ขณะเดียวกันก็จะต้องรักษา "ฝีดาบ" เอาไว้ให้คม ชักดาบเมื่อไหร่จะต้องถึงเลือดถึงเนื้อในลีลาการสนทนาชวนคุยผ่านงานเขียนอีกด้วย
อาจจะหมดมุขในสิ่งที่จะเล่า แต่สิ่งที่ไม่เคยหมดไปจากชีวิตก็คือเนื้อหาและปริมาณงานนั่นเอง เพราะฉะนั้นแล้วเอาเรื่องการทำงานๆ มาคุยแลกเปลี่ยนบ้างจะดีกว่า...
ผมว่าในร้อยทั้งร้อยคนที่จะต้องเจอะเจอแบกรับกับการทำงานทุกๆ วันหรือที่เรียกว่า "การทำงานประจำ" นั้น มักจะอยู่ในภาวะ "เบื่อๆ อยากๆ" สองจิตสองใจระหว่างความอยากทำงาน ความรับผิดชอบ กับการที่อยากจะปลดแอกตัวเองออกจากภาระหน้าที่ต่างๆ ไปสู่การว่างงาน ไม่ต้องทำงานประจำทุกๆ วันดูบ้างสักครั้งคราในชีวิตด้วยกันทั้งนั้น
ผมเองเมื่อตอนทำงานประจำอยู่ก็เป็นเช่นนั้น และใฝ่ฝันวันที่จะได้ตื่นสายๆ ไม่ต้องเข้าทำงานตามเวลาสำนักงาน ได้หยุดได้พักตามแต่ที่ตัวเองต้องการ ซึ่งจะไม่มีทางเป็นจริงได้เลย ถ้าหากว่าเราไม่เลือกและไม่ "ลงมือทำ" งานในอีกด้านหนึ่งให้กับตัวเอง...ซึ่งก็ถือได้ว่าเป็นความเสี่ยงและความเหน็ดเหนื่อยอีกรูปแบบหนึ่งซึ่งใครก็ตามที่อยู่ในชีวิตการทำงานประจำมานานแล้ว อาจไม่คุ้นเคยและไม่กล้าที่จะสร้างทางเลือกใหม่ในการทำงานให้กับตัวเองโดยที่ไม่มีใครมากำหนดสั่งการ หรือนั่งทำงานไปวันๆ ผ่านไปเดือนหนึ่งก็ได้เงินเดือนเต็มเม็ดเต็มหน่วยเช่นเดิมทุกๆ เดือน
การงานในชีวิตของคนเรา โดยเฉพาะคนทำงานประจำจึงไม่เคย "หอมหวาน" หรือดึงดูดใจให้เราเดินเข้าไปหา มีก็แต่อยากจะละวางหรือทำงานให้เสร็จๆ ไปเพื่อจะได้ถึงวันหยุดวันพัก...วันที่บอกตัวเองว่าพอแล้วหยุดทำงานได้แล้ว
เคยเห็นเวลาที่มดเดินกันไหมครับ เจ้าสิ่งมีชีวิตตัวน้อยๆ เหล่านี้ชอบเดินกันเป็นสายเพื่อตามกลิ่นหรือสอดส่องอะไรบางอย่างที่จะนำกลับไปเลี้ยงนางพญามด ตัวอ่อนและมดอื่นๆ ในรังของพวกมันได้ มดที่เราเห็นก็คือ "มดงาน" ไม่ว่าจะเป็นมดดำ มดแดง หรือมดอื่นใดก็คือมดหนุ่มสาวที่แข็งแรงแข็งขันและเกิดมาเพื่อทำหน้าที่ออกไปทำงานเพื่อ "เลี้ยงดู" สังคมมดของพวกมัน
บรรดามดงานเหล่านี้คือมดที่จะต้องสุ่มเสี่ยงกับอันตรายจากภายนอกทั้งจากคนใจร้ายที่ชอบบี้มดให้แบนหรือสัตว์กินมดชนิดอื่นๆ ต้องยอมเหนื่อยยากออกเดินตามกันเป็นขบวน หรือไม่ก็แยกย้ายกันออกไปหาอาหาร หรือสำรวจแหล่งอาการ เสร็จแล้วถ้าหาเจอก็ยินยอมที่จะแบก "น้ำหนัก" ของก้อนอาหารที่แสนจะใหญ่โตเกินตัวของมันเองเพื่อเอากลับไปสะสมไว้แบ่งปันร่วมกันเพื่อนๆ รังเดียวกัน
ในบรรดาอาหารที่เป็นที่โปรดปรานของมดนั้นเห็นจะไม่มีสิ่งใดเกินน้ำตาล หากน้ำตาลหรือน้ำผึ้งอันหอมหวานมีฤทธิ์ดึงดูดให้มดงานเหล่านี้เดินเข้าไปหาได้ง่ายดาย พวกมันย่อมไม่รู้สึกถึงภาระหรือความเหนื่อยยากเกินตัวที่จะตามมา หากว่าเดินไปพบเจอน้ำตาลหรืออาหารหวานๆ เข้า แล้วจะต้องบรรทุกขึ้นหลังกลับไปที่รัง
ยอมเหนื่อยมิใช่เพื่อตัวเอง แต่มองความสุขของสังคมส่วนรวมเป็นภาพใหญ่ ยอมแบกภาระหนักอึ้งเกินตัวโดยไม่เกี่ยงงอน สามัคคีรักพวกพ้อง น่าจะเป็นตัวอย่างที่ดีของการทำงานแบบมดๆ สัตว์โลกตัวจ้อยที่แทบจะไม่อยู่ในสายตาของมนุษย์ตัวใหญ่ที่ชอบบ่นเบื่อเรื่องการทำงาน
ยอมรับอีกว่าชีวิตยุ่งเหยิงไม่น้อยทั้งงานราษฎร์งานหลวง งานประจำ การเขียนบล็อก และงานที่จะทำ ไหนจะงานที่คิดว่า "อยากทำ" อีก ทำให้ดาบในมือต้องกวัดต้องแกว่ง ขณะเดียวกันก็จะต้องรักษา "ฝีดาบ" เอาไว้ให้คม ชักดาบเมื่อไหร่จะต้องถึงเลือดถึงเนื้อในลีลาการสนทนาชวนคุยผ่านงานเขียนอีกด้วย
อาจจะหมดมุขในสิ่งที่จะเล่า แต่สิ่งที่ไม่เคยหมดไปจากชีวิตก็คือเนื้อหาและปริมาณงานนั่นเอง เพราะฉะนั้นแล้วเอาเรื่องการทำงานๆ มาคุยแลกเปลี่ยนบ้างจะดีกว่า...
ผมว่าในร้อยทั้งร้อยคนที่จะต้องเจอะเจอแบกรับกับการทำงานทุกๆ วันหรือที่เรียกว่า "การทำงานประจำ" นั้น มักจะอยู่ในภาวะ "เบื่อๆ อยากๆ" สองจิตสองใจระหว่างความอยากทำงาน ความรับผิดชอบ กับการที่อยากจะปลดแอกตัวเองออกจากภาระหน้าที่ต่างๆ ไปสู่การว่างงาน ไม่ต้องทำงานประจำทุกๆ วันดูบ้างสักครั้งคราในชีวิตด้วยกันทั้งนั้น
ผมเองเมื่อตอนทำงานประจำอยู่ก็เป็นเช่นนั้น และใฝ่ฝันวันที่จะได้ตื่นสายๆ ไม่ต้องเข้าทำงานตามเวลาสำนักงาน ได้หยุดได้พักตามแต่ที่ตัวเองต้องการ ซึ่งจะไม่มีทางเป็นจริงได้เลย ถ้าหากว่าเราไม่เลือกและไม่ "ลงมือทำ" งานในอีกด้านหนึ่งให้กับตัวเอง...ซึ่งก็ถือได้ว่าเป็นความเสี่ยงและความเหน็ดเหนื่อยอีกรูปแบบหนึ่งซึ่งใครก็ตามที่อยู่ในชีวิตการทำงานประจำมานานแล้ว อาจไม่คุ้นเคยและไม่กล้าที่จะสร้างทางเลือกใหม่ในการทำงานให้กับตัวเองโดยที่ไม่มีใครมากำหนดสั่งการ หรือนั่งทำงานไปวันๆ ผ่านไปเดือนหนึ่งก็ได้เงินเดือนเต็มเม็ดเต็มหน่วยเช่นเดิมทุกๆ เดือน
การงานในชีวิตของคนเรา โดยเฉพาะคนทำงานประจำจึงไม่เคย "หอมหวาน" หรือดึงดูดใจให้เราเดินเข้าไปหา มีก็แต่อยากจะละวางหรือทำงานให้เสร็จๆ ไปเพื่อจะได้ถึงวันหยุดวันพัก...วันที่บอกตัวเองว่าพอแล้วหยุดทำงานได้แล้ว
เคยเห็นเวลาที่มดเดินกันไหมครับ เจ้าสิ่งมีชีวิตตัวน้อยๆ เหล่านี้ชอบเดินกันเป็นสายเพื่อตามกลิ่นหรือสอดส่องอะไรบางอย่างที่จะนำกลับไปเลี้ยงนางพญามด ตัวอ่อนและมดอื่นๆ ในรังของพวกมันได้ มดที่เราเห็นก็คือ "มดงาน" ไม่ว่าจะเป็นมดดำ มดแดง หรือมดอื่นใดก็คือมดหนุ่มสาวที่แข็งแรงแข็งขันและเกิดมาเพื่อทำหน้าที่ออกไปทำงานเพื่อ "เลี้ยงดู" สังคมมดของพวกมัน
บรรดามดงานเหล่านี้คือมดที่จะต้องสุ่มเสี่ยงกับอันตรายจากภายนอกทั้งจากคนใจร้ายที่ชอบบี้มดให้แบนหรือสัตว์กินมดชนิดอื่นๆ ต้องยอมเหนื่อยยากออกเดินตามกันเป็นขบวน หรือไม่ก็แยกย้ายกันออกไปหาอาหาร หรือสำรวจแหล่งอาการ เสร็จแล้วถ้าหาเจอก็ยินยอมที่จะแบก "น้ำหนัก" ของก้อนอาหารที่แสนจะใหญ่โตเกินตัวของมันเองเพื่อเอากลับไปสะสมไว้แบ่งปันร่วมกันเพื่อนๆ รังเดียวกัน
ในบรรดาอาหารที่เป็นที่โปรดปรานของมดนั้นเห็นจะไม่มีสิ่งใดเกินน้ำตาล หากน้ำตาลหรือน้ำผึ้งอันหอมหวานมีฤทธิ์ดึงดูดให้มดงานเหล่านี้เดินเข้าไปหาได้ง่ายดาย พวกมันย่อมไม่รู้สึกถึงภาระหรือความเหนื่อยยากเกินตัวที่จะตามมา หากว่าเดินไปพบเจอน้ำตาลหรืออาหารหวานๆ เข้า แล้วจะต้องบรรทุกขึ้นหลังกลับไปที่รัง
ยอมเหนื่อยมิใช่เพื่อตัวเอง แต่มองความสุขของสังคมส่วนรวมเป็นภาพใหญ่ ยอมแบกภาระหนักอึ้งเกินตัวโดยไม่เกี่ยงงอน สามัคคีรักพวกพ้อง น่าจะเป็นตัวอย่างที่ดีของการทำงานแบบมดๆ สัตว์โลกตัวจ้อยที่แทบจะไม่อยู่ในสายตาของมนุษย์ตัวใหญ่ที่ชอบบ่นเบื่อเรื่องการทำงาน
วันอังคารที่ 10 พฤษภาคม พ.ศ. 2554
จินตนาการของความรู้
"จินตนาการสำคัญกว่าความรู้"
(Imagination is more important than knowledge.)
อัลเบิร์ต ไอน์สไตน์ นักฟิสิกส์และนักคณิตศาสตร์ชาวเยอรมันชื่อก้องโลกผู้ล่วงลับไปแล้วเคยว่าเอาไว้ และมันกลายเป็น "วรรคทอง" ที่คนรู้จัก จดจำเขาได้ ไม่น้อยไปกว่าการคิดค้นทฤษฎีสัมพัทธภาพที่มาของระเบิดปรมาณู
ไม่ว่าสิ่งที่ทำให้ไอน์สไตน์พูดประโยคนี้เอาไว้จะมีอะไรดลใจอยู่เบื้องหลัง หรือว่าจริงไม่จริงมากน้อยอย่างไร แต่สิ่งหนึ่งที่เห็นได้ชัดจากความหลงใหลและเชิดชูคำกล่าวนี้ก็คือในโลกเรานี้มีคนกลุ่มหนึ่งที่ให้คุณค่าต่อ "จินตนาการ" ไม่น้อย
ขณะเดียวกันก็อาจบอกด้วยว่าอย่างน้อยๆ เราอาจแบ่งแยกคนทั้งหมดในโลกนี้ออกเป็น 2 กลุ่มคือ ผู้อยู่ในข่ายของผู้หลงใหลในจินตนาการ กับผู้ที่คร่ำเคร่งอยู่ในแว่นตาของความรู้
บรรดาผู้ที่ให้คุณค่าต่อจินตนาการและความคิดสร้างสรรค์มากๆ คงจะหนีไม่พ้นบรรดาศิลปินและคนที่สร้างสรรค์งานศิลปะ ซึ่งคนเหล่านี้มักจะอยู่กับอาการค้นหา ไขว่คว้าความฝัน การเปิดความคิดและพรมแดนของตัวเองให้กว้างเพื่อหาแรงบันดาลใจ ก่อให้เกิดจินตนาการสารพัน แต่ก็ไม่วายถูกค่อนขอดจากคนในอีกมุมหนึ่งที่อยู่ตรงกันข้ามถึงความไร้สาระ ขาดแก่นสาร เพ้อฝันล่องลอย
ขณะที่อีกด้านหนึ่งคือผู้ยึดติดกับความรู้ เชื่ออะไรที่เป็นเหตุเป็นผล การพิสูจน์ ตรรกะ หรือการพยายามไขว่คว้าหาข้อมูลเพื่อเอาชนะ "ความไม่รู้" ในขอบเขตของมันสมองมากกว่าหัวใจ จึงทำให้ถูกมองว่าเป็นพวกคร่ำเคร่ง เอาจริงเอาจัง และมองอะไรไม่ค่อยจะพ้นกรอบทางความคิดที่เป็นวิทยาศาสตร์ ซึ่งเชื่อเรื่องการตั้งสมมุติฐาน การพิสูจน์ หาเหตุผลหักล้าง ก่อนนำไปสู่ข้อสรุปให้กับตัวเองในเรื่องต่างๆ
ผมเองนั้นรู้ตัวดีมาตลอดตั้งแต่เด็กๆ ว่าชอบการวาดเส้นเล่นสี ขีดๆ เขียนๆ ชอบอ่านหนังสือ ฟังเรื่องเล่า ดูหนังและฟังเพลงมากกว่าการแก้โจทย์คณิตศาสตร์ หรือการอยากจะรู้ว่าโลกห่างจากดวงอาทิตย์เท่าไร หรือโคจรอย่างไรในระบบสุริยะจักรวาล ผมจึงเป็นคนของ "จินตนาการ" มากกว่าที่จะคิดว่าตัวเองเป็นพวกชอบความรู้แสวงหาความรู้
วิชาที่ผมชอบเรียนตอนเด็กๆ จึงเป็นวิชาพวกศิลปะ หรือดนตรีแบบงูๆ ปลาๆ คือชอบฟังชอบวิจารณ์มากกว่าที่จะหยิบเครื่องดนตรีมาเล่น ชอบขีดๆ เขียนๆ ชอบวิชาภาษาไทย ภาษาอังกฤษ สังคมศึกษา และวิชาภูมิศาสตร์เพียงเล็กน้อย แต่เป็นไม้เบื่อไม้เมามาตลอดกับวิชาเลข วิชาฟิสิกส์หรือเคมีที่จำต้องกัดฟันเรียนแบบไม่รู้เรื่อง (เป็นข้อพิสูจน์ว่าถึงจะเรียนวิชาแห่งความรู้ก็ไม่ได้ทำให้เรามี "ความรู้" ขึ้นมาได้) มาจนจบมัธยมฯ
ที่พูดถึงการเรียนตอนมัธยมฯ ของตัวเองเพราะคิดว่าคนเราใช้เวลาในช่วงเวลานั้นที่จะเรียนรู้ว่าเราชอบเรียนอะไร ไม่ชอบเรียนอะไร กว่าจะก้าวเดินไปเข้ามหาวิทยาลัยหรือเข้าสู่เส้นทางการเรียนรู้เพื่อประกอบอาชีพ เราเองก็อาจจำเป็นที่จะต้องนิยามแบ่งแยกตัวเองว่าอยู่ในฝ่ายใดระหว่าง "จินตนาการ" กับ "ความรู้"
เหรียญสองด้านที่ควรจะอยู่บนเหรียญเดียวกันก็เลยถูกแบ่งแยกออกเป็นคนละเหรียญไป ด้วยความไม่ชอบ ความไม่รู้ ไม่เห็นความสำคัญหรือคุณค่า ตลอดจนการที่เราไม่ได้ "เรียนรู้" จากบทเรียนที่เหมาะสมหรือวิธีการที่น่าสนใจพอว่า ถ้าจะให้ดีสองสิ่งนี้- จินตนาการกับความรู้ ไม่ควรมีเส้นคั่นแบ่งแยกหรืออาจคือสิ่งเดียวกัน เพียงแต่เป็นเหรียญที่อยู่คนละหน้าและกำลังหล่อหลอมความพอดีความสมบูรณ์ให้กับคนเรา
หากเรายอมรับความจริงที่ว่า มีจินตนาการอยู่ในทุกความรู้ และมีความรู้อยู่ในทุกจินตนาการ โลกคงผลิบาน งดงาม น่าอยู่ และสร้างทำอะไรที่เป็นประโยชน์ต่อชีวิตและโลกเราได้ดีกว่าที่มีที่เป็นอยู่ตอนนี้...
(Imagination is more important than knowledge.)
อัลเบิร์ต ไอน์สไตน์ นักฟิสิกส์และนักคณิตศาสตร์ชาวเยอรมันชื่อก้องโลกผู้ล่วงลับไปแล้วเคยว่าเอาไว้ และมันกลายเป็น "วรรคทอง" ที่คนรู้จัก จดจำเขาได้ ไม่น้อยไปกว่าการคิดค้นทฤษฎีสัมพัทธภาพที่มาของระเบิดปรมาณู
ขณะเดียวกันก็อาจบอกด้วยว่าอย่างน้อยๆ เราอาจแบ่งแยกคนทั้งหมดในโลกนี้ออกเป็น 2 กลุ่มคือ ผู้อยู่ในข่ายของผู้หลงใหลในจินตนาการ กับผู้ที่คร่ำเคร่งอยู่ในแว่นตาของความรู้
![]() |
| ภาพที่คนจดจำได้ในบุคลิกขี้เล่นของนักวิทยาศาสตร์ที่ยิ่งใหญ่ |
ขณะที่อีกด้านหนึ่งคือผู้ยึดติดกับความรู้ เชื่ออะไรที่เป็นเหตุเป็นผล การพิสูจน์ ตรรกะ หรือการพยายามไขว่คว้าหาข้อมูลเพื่อเอาชนะ "ความไม่รู้" ในขอบเขตของมันสมองมากกว่าหัวใจ จึงทำให้ถูกมองว่าเป็นพวกคร่ำเคร่ง เอาจริงเอาจัง และมองอะไรไม่ค่อยจะพ้นกรอบทางความคิดที่เป็นวิทยาศาสตร์ ซึ่งเชื่อเรื่องการตั้งสมมุติฐาน การพิสูจน์ หาเหตุผลหักล้าง ก่อนนำไปสู่ข้อสรุปให้กับตัวเองในเรื่องต่างๆ
ผมเองนั้นรู้ตัวดีมาตลอดตั้งแต่เด็กๆ ว่าชอบการวาดเส้นเล่นสี ขีดๆ เขียนๆ ชอบอ่านหนังสือ ฟังเรื่องเล่า ดูหนังและฟังเพลงมากกว่าการแก้โจทย์คณิตศาสตร์ หรือการอยากจะรู้ว่าโลกห่างจากดวงอาทิตย์เท่าไร หรือโคจรอย่างไรในระบบสุริยะจักรวาล ผมจึงเป็นคนของ "จินตนาการ" มากกว่าที่จะคิดว่าตัวเองเป็นพวกชอบความรู้แสวงหาความรู้
วิชาที่ผมชอบเรียนตอนเด็กๆ จึงเป็นวิชาพวกศิลปะ หรือดนตรีแบบงูๆ ปลาๆ คือชอบฟังชอบวิจารณ์มากกว่าที่จะหยิบเครื่องดนตรีมาเล่น ชอบขีดๆ เขียนๆ ชอบวิชาภาษาไทย ภาษาอังกฤษ สังคมศึกษา และวิชาภูมิศาสตร์เพียงเล็กน้อย แต่เป็นไม้เบื่อไม้เมามาตลอดกับวิชาเลข วิชาฟิสิกส์หรือเคมีที่จำต้องกัดฟันเรียนแบบไม่รู้เรื่อง (เป็นข้อพิสูจน์ว่าถึงจะเรียนวิชาแห่งความรู้ก็ไม่ได้ทำให้เรามี "ความรู้" ขึ้นมาได้) มาจนจบมัธยมฯ
ที่พูดถึงการเรียนตอนมัธยมฯ ของตัวเองเพราะคิดว่าคนเราใช้เวลาในช่วงเวลานั้นที่จะเรียนรู้ว่าเราชอบเรียนอะไร ไม่ชอบเรียนอะไร กว่าจะก้าวเดินไปเข้ามหาวิทยาลัยหรือเข้าสู่เส้นทางการเรียนรู้เพื่อประกอบอาชีพ เราเองก็อาจจำเป็นที่จะต้องนิยามแบ่งแยกตัวเองว่าอยู่ในฝ่ายใดระหว่าง "จินตนาการ" กับ "ความรู้"
![]() |
| เส้นขอบฟ้าที่หายไป จินตนาการพลอยหดหายตาม |
หากเรายอมรับความจริงที่ว่า มีจินตนาการอยู่ในทุกความรู้ และมีความรู้อยู่ในทุกจินตนาการ โลกคงผลิบาน งดงาม น่าอยู่ และสร้างทำอะไรที่เป็นประโยชน์ต่อชีวิตและโลกเราได้ดีกว่าที่มีที่เป็นอยู่ตอนนี้...
วันจันทร์ที่ 9 พฤษภาคม พ.ศ. 2554
ญาติเยอะ
ใครที่เป็นแฟนเพลงวงเฉลียง อาจจะคุ้นดีกับคำร้องในเพลง "รู้สึกสบายดี" ที่ว่า
"...เหงาก็คบคน โลกสับสนมีเยอะไป
เพลียก็ตรงไป เก็บโลกสดใสไว้บนเตียง"
ผมเองนั้นไม่ค่อยจะเคยเหงาอย่างเป็นทางการเหมือนคนอื่นๆ นัก ค่าที่ผมเกิดเป็นลูกคนเล็กของบ้านที่มีพ่อแม่พี่น้องอยู่กันอย่างอุ่นหนาฝาคั่งมาก เรียกได้ว่าพอจะตั้งท่าเหงาขึ้นมาเล็กน้อย เป็นต้องมีคนเอาเรื่องนั้นเรื่องนี้มาพูดใส่หู หรือรบเร้าให้เราเข้าไปมีส่วนร่วมวิพากษ์วิจารณ์ได้ในทุกระดับ เรียกว่าผมนั้น "ญาติเยอะ" มาตั้งแต่เกิดเลยก็ว่าได้
การมีญาติโดยเฉพาะพ่อแม่พี่น้องใกล้ชิดจากการที่ไม่ได้เกิดมาเป็นลูกคนเดียวเหมือนกระเทียมโทนนั้น สำหรับผมยังเห็นว่า สนุก มีประโยชน์และมีข้อดีมากกว่าข้อเสียอีกมาก แต่ก็อย่างว่าครับ เมื่อมีคนมากเข้า แม้ว่าจะเป็นพ่อแม่พี่น้องญาติของเราเองก็ตาม มันก็เข้าทำนอง "มากคนมากความ" ไปอย่างช่วยไม่ได้
ดังนั้นหากทางธรรม มีพุทธพจน์กล่าวไว้ว่า "อโรคยา ปรมา ลาภา" หรือความไม่มีโรคเป็นลาภอันประเสริฐ ฉันใด ผมเองนั้นก็ปรารถนาที่จะมีญาติให้น้อยลง หรือบางช่วงอารมณ์ไม่ต้องมีมายุ่งเกี่ยวก็คงจะเป็นลาภอันประเสริฐที่ไม่มีทางเป็นไปได้เลยสำหรับผม
เคยเห็นภาพเวลาที่ฝรั่งมักจะใช้อธิบายความยุ่งยากในการลำดับญาติเพื่อให้ดูเรียบง่ายเข้าใจง่ายที่เรียกว่า Family Tree กันไหมครับ สิ่งนี้จะบอกถึงลำดับญาติและสาแหรกที่มาของเราตั้งแต่ปู่ย่าตาทวด ลงมาหาพ่อแม่ ตัวเราและพี่น้อง ไล่ลงไปหาลูกหลานเหลนโหลน ต้นไม้แห่งสายญาติของใครที่เข้าข่ายญาติเยอะอย่างผมก็คงจะเต็มไปด้วยกิ่งก้านยุ่บยั่บเหมือนต้นไม้ใหญ่อย่างแน่นอน
การมีญาติเยอะนั้นอาจจะมีข้อดีอยู่แค่เพียงยามเทศกาลงานฉลอง ไม่ว่าจะเป็นวันเกิดวันแต่ง ตรุษไทยตรุษจีนไปหาแซยิดของเรา เพราะเงินทองช่วยทำบุญจะไหลมาสู่มือแทบนับไม่ทัน ผมเองนั้นเป็นลูกคนเล็กที่มีพี่น้องบนต้นไม้สายสัมพันธ์หลายคน จำได้ว่าพอถึงช่วงปีใหม่ตอนเด็กๆ นั้น แค่พี่ๆ ให้ตังค์คนละสิบยี่สิบ ผมก็มีเงินมากมายไว้ซื้อขนมหรือของเล่นได้เกินกว่าเพื่อนๆ วัยเดียวกันแล้ว
แต่ส่วนที่น่าปวดหัวจนอยากจะปลีกตัวไปลองเหงาเหมือนคนที่เกิดเป็นลูกคนเดียวหรือคนที่ญาติน้อยๆ ดูบ้างก็คือ การที่จะต้องคอยต้อนรับขับสู้เวลาญาติจะไปจะมา คอยรับสายโทรศัพท์เพื่อติดต่อสื่อสารเวลาพ่อแม่พี่น้องอยากจะถามไถ่ทุกข์สุขขึ้นมา ต้องหาที่กินข้าวเย็นร่วมโต๊ะกัน ต้องไปร่วมงานบวชงานแต่งหรือกระทั่งงานศพของญาติ เรียกได้ว่ามีรายการสิ่งของต้องสำแดงหากคุณมีญาติเยอะ และยังปรารถนาที่จะถูกนับญาติอยู่ให้ต้องทำอีกเพียบ ถึงจะได้ชื่อว่าเป็นพี่ที่ดี เป็นน้องที่ดี เป็นน้าอาป้าลุงที่หลานๆ รัก
ล่าสุดญาติผมขบวนหนึ่งเดินทางมาจากต่างจังหวัดเพื่อเยี่ยมผมและจัดการธุระปะปังเรื่องการเรียนต่อของหลานสาวที่กรุงเทพฯ ผมจึงมีโอกาสเจอแม่ เจอพี่สาวคนที่สาม เจอพี่สาวคนที่หก เจอพี่เขยแฟนพี่สาวคนที่หก เจอหลานชายและหลานสาวลูกพี่สาวคนที่สามและพี่สาวคนที่หก รวมแล้วอีกสี่คน หากคิดว่าจำนวนคนที่ผมว่ามาเยอะแล้ว ขอบอกว่านี่เป็นเพียงเรื่องย่อหรือขบวนย่อมๆ ของสายสัมพันธ์จากญาติสนิทที่ผมมีอยู่เท่านั้นเอง
เมื่อเจอพี่ๆ และแม่ การพูดคุยเรื่องต่างๆ นานาสารพันก็เกิดขึ้น หลักๆ ก็วนอยู่กับเรื่องสารทุกข์สุกดิบ การทำงานและการเรียนต่อของหลานๆ แต่ทุกคนก็ไม่วายที่จะมีความเห็น และอยากให้ความคิดเห็นของตัวเองเป็นที่รับฟัง และถูกนำไปปฏิบัติด้วยกันทั้งนั้น ทั้งความคิดความเห็นที่ต้องการและไม่ต้องการ จึงกลายเป็นความเห็นด้วยและข้อขัดแย้งที่เสริมส่งและหักล้างกันอยู่ตลอดการสนทนาเจอะเจอกัน
จึงเป็นธรรมดาที่เมื่อมีญาติเยอะคนเราจำเป็นต้องพัฒนากลไกของการ "ฟังหูไว้หู" หรือการรับฟังแต่ไม่ต้องมีความคิดเห็นของเราเองไปเสริมส่ง เรียกว่าพยักเพยิดไปเพื่อให้อยู่รอดหรือรอดพ้นได้โดยไม่ต้องฝักใฝ่ฝ่ายใด
ผมจึงกลายเป็นลูกคนเล็กและน้องคนเล็กผู้มีกลไกการเอาหูไปตาเอาตาไปไร่ เป็นคนที่อะไรก็ได้ไปกับคนอื่นเพราะไม่อยากจะมีปากเสียง และไม่ค่อยจะมีความเหงาของตัวเองเช่นที่เป็นอยู่ตอนนี้ไปอย่างช่วยไม่ได้
"...เหงาก็คบคน โลกสับสนมีเยอะไป
เพลียก็ตรงไป เก็บโลกสดใสไว้บนเตียง"
ผมเองนั้นไม่ค่อยจะเคยเหงาอย่างเป็นทางการเหมือนคนอื่นๆ นัก ค่าที่ผมเกิดเป็นลูกคนเล็กของบ้านที่มีพ่อแม่พี่น้องอยู่กันอย่างอุ่นหนาฝาคั่งมาก เรียกได้ว่าพอจะตั้งท่าเหงาขึ้นมาเล็กน้อย เป็นต้องมีคนเอาเรื่องนั้นเรื่องนี้มาพูดใส่หู หรือรบเร้าให้เราเข้าไปมีส่วนร่วมวิพากษ์วิจารณ์ได้ในทุกระดับ เรียกว่าผมนั้น "ญาติเยอะ" มาตั้งแต่เกิดเลยก็ว่าได้
การมีญาติโดยเฉพาะพ่อแม่พี่น้องใกล้ชิดจากการที่ไม่ได้เกิดมาเป็นลูกคนเดียวเหมือนกระเทียมโทนนั้น สำหรับผมยังเห็นว่า สนุก มีประโยชน์และมีข้อดีมากกว่าข้อเสียอีกมาก แต่ก็อย่างว่าครับ เมื่อมีคนมากเข้า แม้ว่าจะเป็นพ่อแม่พี่น้องญาติของเราเองก็ตาม มันก็เข้าทำนอง "มากคนมากความ" ไปอย่างช่วยไม่ได้
ดังนั้นหากทางธรรม มีพุทธพจน์กล่าวไว้ว่า "อโรคยา ปรมา ลาภา" หรือความไม่มีโรคเป็นลาภอันประเสริฐ ฉันใด ผมเองนั้นก็ปรารถนาที่จะมีญาติให้น้อยลง หรือบางช่วงอารมณ์ไม่ต้องมีมายุ่งเกี่ยวก็คงจะเป็นลาภอันประเสริฐที่ไม่มีทางเป็นไปได้เลยสำหรับผม
เคยเห็นภาพเวลาที่ฝรั่งมักจะใช้อธิบายความยุ่งยากในการลำดับญาติเพื่อให้ดูเรียบง่ายเข้าใจง่ายที่เรียกว่า Family Tree กันไหมครับ สิ่งนี้จะบอกถึงลำดับญาติและสาแหรกที่มาของเราตั้งแต่ปู่ย่าตาทวด ลงมาหาพ่อแม่ ตัวเราและพี่น้อง ไล่ลงไปหาลูกหลานเหลนโหลน ต้นไม้แห่งสายญาติของใครที่เข้าข่ายญาติเยอะอย่างผมก็คงจะเต็มไปด้วยกิ่งก้านยุ่บยั่บเหมือนต้นไม้ใหญ่อย่างแน่นอน
การมีญาติเยอะนั้นอาจจะมีข้อดีอยู่แค่เพียงยามเทศกาลงานฉลอง ไม่ว่าจะเป็นวันเกิดวันแต่ง ตรุษไทยตรุษจีนไปหาแซยิดของเรา เพราะเงินทองช่วยทำบุญจะไหลมาสู่มือแทบนับไม่ทัน ผมเองนั้นเป็นลูกคนเล็กที่มีพี่น้องบนต้นไม้สายสัมพันธ์หลายคน จำได้ว่าพอถึงช่วงปีใหม่ตอนเด็กๆ นั้น แค่พี่ๆ ให้ตังค์คนละสิบยี่สิบ ผมก็มีเงินมากมายไว้ซื้อขนมหรือของเล่นได้เกินกว่าเพื่อนๆ วัยเดียวกันแล้ว
แต่ส่วนที่น่าปวดหัวจนอยากจะปลีกตัวไปลองเหงาเหมือนคนที่เกิดเป็นลูกคนเดียวหรือคนที่ญาติน้อยๆ ดูบ้างก็คือ การที่จะต้องคอยต้อนรับขับสู้เวลาญาติจะไปจะมา คอยรับสายโทรศัพท์เพื่อติดต่อสื่อสารเวลาพ่อแม่พี่น้องอยากจะถามไถ่ทุกข์สุขขึ้นมา ต้องหาที่กินข้าวเย็นร่วมโต๊ะกัน ต้องไปร่วมงานบวชงานแต่งหรือกระทั่งงานศพของญาติ เรียกได้ว่ามีรายการสิ่งของต้องสำแดงหากคุณมีญาติเยอะ และยังปรารถนาที่จะถูกนับญาติอยู่ให้ต้องทำอีกเพียบ ถึงจะได้ชื่อว่าเป็นพี่ที่ดี เป็นน้องที่ดี เป็นน้าอาป้าลุงที่หลานๆ รัก
ล่าสุดญาติผมขบวนหนึ่งเดินทางมาจากต่างจังหวัดเพื่อเยี่ยมผมและจัดการธุระปะปังเรื่องการเรียนต่อของหลานสาวที่กรุงเทพฯ ผมจึงมีโอกาสเจอแม่ เจอพี่สาวคนที่สาม เจอพี่สาวคนที่หก เจอพี่เขยแฟนพี่สาวคนที่หก เจอหลานชายและหลานสาวลูกพี่สาวคนที่สามและพี่สาวคนที่หก รวมแล้วอีกสี่คน หากคิดว่าจำนวนคนที่ผมว่ามาเยอะแล้ว ขอบอกว่านี่เป็นเพียงเรื่องย่อหรือขบวนย่อมๆ ของสายสัมพันธ์จากญาติสนิทที่ผมมีอยู่เท่านั้นเอง
เมื่อเจอพี่ๆ และแม่ การพูดคุยเรื่องต่างๆ นานาสารพันก็เกิดขึ้น หลักๆ ก็วนอยู่กับเรื่องสารทุกข์สุกดิบ การทำงานและการเรียนต่อของหลานๆ แต่ทุกคนก็ไม่วายที่จะมีความเห็น และอยากให้ความคิดเห็นของตัวเองเป็นที่รับฟัง และถูกนำไปปฏิบัติด้วยกันทั้งนั้น ทั้งความคิดความเห็นที่ต้องการและไม่ต้องการ จึงกลายเป็นความเห็นด้วยและข้อขัดแย้งที่เสริมส่งและหักล้างกันอยู่ตลอดการสนทนาเจอะเจอกัน
จึงเป็นธรรมดาที่เมื่อมีญาติเยอะคนเราจำเป็นต้องพัฒนากลไกของการ "ฟังหูไว้หู" หรือการรับฟังแต่ไม่ต้องมีความคิดเห็นของเราเองไปเสริมส่ง เรียกว่าพยักเพยิดไปเพื่อให้อยู่รอดหรือรอดพ้นได้โดยไม่ต้องฝักใฝ่ฝ่ายใด
ผมจึงกลายเป็นลูกคนเล็กและน้องคนเล็กผู้มีกลไกการเอาหูไปตาเอาตาไปไร่ เป็นคนที่อะไรก็ได้ไปกับคนอื่นเพราะไม่อยากจะมีปากเสียง และไม่ค่อยจะมีความเหงาของตัวเองเช่นที่เป็นอยู่ตอนนี้ไปอย่างช่วยไม่ได้
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)


























