วันอังคารที่ 3 พฤษภาคม พ.ศ. 2554

ภาษาดอกไม้


ฉันเป็นโคนันทวิศาลค่ะ ชอบคนพูดเพราะ และเชื่อว่าทุกคนก็น่าจะชอบคนพูดเพราะเหมือนกัน เวลาใครมาพูดห้วนๆ ใส่ ทั้งๆ ที่เราพูดดีด้วย สเกลความไม่พอใจบนหน้าปัดอารมณ์ของฉันจะกระดิกทันที ปฏิกิริยาตอบสนองไวเกินคือนิสัยเสียของฉัน แต่พักหลังเริ่มดีขึ้น (นิดเดียว)

เท่าที่สังเกตคนที่ทำงานบริการและงานขายมักจะเป็นฝ่ายถูกลูกค้าไล่บี้อยู่เสมอ จากประสบการณ์ที่เคยเปิดร้านเสื้อที่จตุจักร แม่ค้าอย่างฉันโดนลูกค้าพูดจาห้วนๆ ใส่เป็นประจำ บางคนโตกว่า บางคนวัยไล่เลี่ย และบ่อยครั้งที่คนมีอายุน้อยกว่าสอบถามและต่อรองราคาราวกับกำลังสำรากขากถุยใส่ฉัน

และก็คนที่ทำงานบริการและงานขายอีกเหมือนกันที่มักจะพูดห้วน น้ำเสียงแห้งแล้ง ไม่รู้เป็นเพราะโดนมาเยอะหรือไง บางครั้งแม้ไม่ได้พูดจาด้วยถ้อยคำหยาบคาย แต่การแสดงอวัจนภาษาปั้นปึ่ง มึนตึง เฉยชา ก็ไม่แตกต่างจากคำพูดแบบไม่มะนาวไม่มีน้ำเท่าไหร่ ไม่รู้เป็นเพราะ 1. เขาเบื่องาน 2. วันนี้เขาอารมณ์ไม่ดี 3. เขาทะเลาะกับแฟน 4. เขาเมนส์มา  หรือ 5.เขาไม่มีความสุข
ฉะนั้น ถ้าเลือกได้ ฉันก็เลือกที่จะเลี่ยงร้านพูดไม่เพราะ ถ้าร้านไหนพูดจาดี ก็สมัครเป็นลูกค้าขาประจำ

บรรดาแม่ค้าตลาดสดมักโดนกาหัวไว้ก่อนว่าเป็นพวก ปากตลาด ซึ่งน่าจะหมายถึงทั้งพูดจาไม่ไพเราะรื่นหู และด่าเก่งจนไม่ควรคิดมีข้อพิพาทด้วย แต่แม่ค้าที่พูดเพราะเสนาะโสตก็มีไม่น้อย อย่างป้าขายผักร้านประจำที่ตลาดแถวบ้านฉัน

ตลาดที่ว่าเป็นลานกว้างขนาดย่อมใกล้ซอยโชคชัยสี่ ที่บรรดาแม่ค้าจะมาตั้งแผงขายของตั้งแต่ 4 โมงเย็นเรื่อยไปจนหมดแสง ในตลาดมีแผงขายผักอยู่หลายแผง แรกๆ ฉันก็สุ่มซื้อกระจายรายได้ไปทั่วๆ พักหลังฉันมุ่งตรงไปที่แผงของป้าแผงเดียว เป็นวันสต็อปช้อปปิ้ง เพราะป้ามีนานาพืชผักให้เลือกครบครัน 
ป้าขายผักผู้มีวาจาไพเราะ
 

แผงของป้านอกจากมีผักมากมายครบถ้วนราวกับเป็นซูเปอร์มาร์เก็ตแล้ว ภาษาของป้ายังไพเราะรื่นหูอีกด้วย ป้าจะพูดด้วยน้ำสียงอ่อนโยน ไม่เซ้าซี้ ไม่เชียร์แขก อารมณ์เย็น ลงท้ายด้วยคำว่า ค่ะ ทุกครั้ง เวลามีลูกค้าเว้าอีสานถามราคา ป้าจะตอบกลับด้วยเสียงในฟิล์มโดยอัตโนมัติ และไม่ลืมลงท้ายด้วยคำว่า จ้ะ เสมอ

ถ้าคำพูดสะท้อนความสุข ฉันว่าป้าน่าจะมีความสุขไม่น้อย
และถ้าสำนวนไทยที่ว่า สำเนียงส่อภาษา กริยาส่อสกุล บ่งบอกความเป็นผู้ดีล่ะก็ 
ป้าคือไฮโซของฉันเลยล่ะ



   


อย่าให้ "หวัง" มลายสูญ

   เคยไหม..ตื่นขึ้นมาแล้วรู้สึกหัวใจเหลือดวงเล็กนิดเดียว..มันฟุบแฟบและเต้นแผ่วเบาราวกับอยากจะหยุดทำงาน ฉันมีอาการแบบนี้เกิดขึ้นบ่อยๆ หลังจากผ่านหลักสี่ของชีวิต ตื่นขึ้นมาแล้วเหมือนไม่ได้ตื่น มองฟ้ากว้างแต่ไม่ไกล อีกทั้งสีของก็ฟ้าไม่สดสวยเหมือนเดิม  กำลังใจลดหายไปอย่างน่าเป็นห่วงและยากจะเรียกกลับคืนมาได้ในเวลาอันรวดเร็ว

   ฉันเรียกวันเวลาเหล่านี้ว่า "วันที่ไร้หัวใจ" นั่นหมายถึงวันที่เราไม่อยากทำอะไร..นอกจากซุกตัวอยู่ในอ้อมกอดตัวเอง และปลอบประโลมว่าทุกอย่างจะต้องดีขึ้น ทุกคราเวลาเกิดภาวะไร้หัวใจ ยาที่ช่วยบรรเทาได้ง่ายที่สุดสำหรับฉันคือ เพลงดีๆ สักเพลง..หรือหนังดีๆ สักเรื่อง

  วันนี้ฉันจึงหยิบหนังเกาหลี (ที่ไม่ใช่หนังเกาหลี) เรื่อง A Brand New Life ที่มีประโยคขยายว่า the sorrow of losing the loved ones, then there waits ปกดีวีดีเป็นรูปเด็กหญิงตัวน้อยนั่งคอยใครสักคนอย่างเหงาหงอย หลังจากดูจบ..กำลังใจเล็กๆ ก็เกิดขึ้นตามมา

  จีนฮี เด็กน้อยวัย 9 ขวบถูกพ่อนำมาทิ้งไว้ในสถานเลี้ยงเด็กกำพร้า เธอเฝ้ารอคอยทุกวันว่าเมื่อไรพ่อจะมารับ แต่พ่อก็ผิดสัญญาไม่เคยกลับมาหาเธออีกเลย จินฮีมีเพื่อนรักคนหนึ่ง เธอและเพื่อนได้ช่วยนกบาดเจ็บตัวเล็กๆ เอาไว้ แต่ละวันเฝ้าฟูมฟักนกตัวนั้นราวกับเป็นความหวังที่เหลืออยู่ในชีวิต เพื่อนรักของเธอสัญญาว่าถ้ามีพ่อแม่อุปถัมภ์มารับ ทั้งสองคนจะตั้งเงื่อนไขว่าจะต้องรับทั้งสองคนไปด้วยกัน จะไม่ยอมพรากจากกัน วันหนึ่งนกต้วน้อยก็ตายลง ทั้งสองช่วยกันฝังศพนกไว้ใกล้กำแพง ไม่นานนักเพื่อนของจินฮีก็มีพ่อแม่อุปถัมภ์ชาวต่างชาติมาขอรับไปอุปการะ เพื่อนของเธอผิดคำสัญญา ยอมไปคนเดียว  และทิ้งจีนฮีไว้เพียงลำพัง


   โลกของจีนฮีเงียบเหงาและอ้างว้าง  เธอเดินไปที่ริมกำแพง ขุดหลุมและนำซากนกที่ตายแล้วขึ้นมาดูอีกครั้ง จินฮีเกิดความคิดอยากฝังตัวเองให้ตายไปเหมือนนก หลังจากเอาดินฝังร่างตัวเองได้ไม่กี่นาที สุดท้ายเธอก็เลือกที่จะมีชีวิตอยู่ต่อไป ในท่ามกลางความท้อแท้สิ้นหวัง ก็มีพ่อแม่อุปถัมภ์แสดงความจำนงจะรับจินฮีไปเป็นบุตรบุญธรรม  ชีวิตใหม่ของเธอจึงเริ่มต้นขึ้นอีกครั้ง  โดยตัวเธอเองก็ยังไม่รู้ชะตากรรมในวันข้างหน้าว่าจะเป็นเช่นไร

  ขณะที่ฉันในฐานะ "ผู้ชม" เอาใจช่วย "จินฮี" ตัวฉันเองก็ได้รับกำลังใจเล็กๆ จากเธอด้วยเช่นกัน
เด็กน้อยวัย 9 ขวบต่อสู้โชคชะตาอย่างเข้มแข็ง และผู้ใหญ่อย่างเราจะอ่อนแอพ่ายแพ้ได้อย่างไร

  หัวใจฟุบแฟบของฉันค่อยๆ พองโตเท่าเดิม..ความจริงก็คือ.เราต่างไม่รู้ชะตากรรมในวันข้างหน้าของตัวเราเอง..แต่วันนี้โชคชะตาอยู่ในมือเรา..

 ฉันบอกตัวเองว่าอย่ามัวนอนซึมเซา..ลุกขึ้นต่อสู้ให้ได้ครึ่งหนึ่งของ "จินฮี" ก็ยังดี

เป้า กันทิมา
3 พฤษภาคม 2554

...ไต่...

ความเสียวที่คุณสัมผัสได้แบบไม่ยากเย็น แต่ก็เริ่มจะหาดูได้ยากแล้วก็คือ "รถไต่ถัง" ตามงานวัดงานปีใหม่หรืองานเฉลิมฉลองต่างๆ เหมือนยุคก่อนของบ้านเรา

เวลาเข้าไปดูรถไต่ถัง เราจะต้องเดินขึ้นบันไดไปบนถังไม้กลมๆ ขนาดความกว้างหลายเมตร เมื่อมองลงกลับไปในถังไม้ข้างใน ก็จะได้เห็นชายหนุ่มหญิงสาวกับพาหนะคู่การแสดง ซึ่งมักจะเป็นมอเตอร์ไซค์วิบาก หรือแม้แต่กระทั่งรถยนต์คันเบ้อเร่อ จอดรถอยู่

เมื่อการแสดงพร้อม คนดูพร้อม เสียงเร่งเครื่องยนต์ก็ดังขึ้น จากนั้นนักแสดงรถไต่ถังก็จะออกไปเหินอยู่บนกำแพงไม้ข้างๆ ที่เรายืนมองลงไปดูด้วยความเร็วของรถที่ค่อยๆ เพิ่มขึ้น เสียงเครื่องยนต์ เสียงวิ่งของรถ การเคลื่อนไหวของแผ่นไม้ที่ประกอบขึ้นเป็นเวทีโชว์ ลีลาการโชว์ ทั้งยืนบนเบาะรถ ปล่อยมือหรือโผล่หัวออกมาจากรถทักทายคนดูตอนที่รถกำลังแล่นหมุนไปรอบๆ ถัง พาให้หัวใจของผู้ชมสั่นไหวไปด้วยอาการหวาดเสียวได้ง่ายๆ

เด็กๆ ทุกคนที่เคยดูการแสดงรถไต่ถังคงจะมีคำถามว่า ทำไมนักแสดงจึงสามารถบังคับรถแบบนั้นได้ ทำไมรถมอเตอร์ไซค์หรือรถยนต์คันใหญ่ๆ ถึงขึ้นไปไต่ถังไม้แล้วแล่นไปรอบๆ แบบตะแคงข้างได้อย่างสนุกสนานโดยไม่หล่นแป้กลงมา

เพราะลำพังเวลาเราเดินให้เท้าเกาะอยู่บนทางเท้าแท้ๆ หรือปั่นจักรยาน ควบมอเตอร์ไซค์ไปบนถนน รถยนต์ที่วิ่งไปตามปกติ ยังมีล้มมีพลาด มีอุบัติเหตุได้ตลอดเวลา ไฉนเลยคนเหล่านี้จึงสามารถเอาชนะแรงโน้มถ่วงอันทรงพลังของโลก พารถไปวิ่งฉิวๆ ชวนหวาดเสียว แสดงให้เราดูได้เหมือนไม่ยากเย็นอะไร
ในกรณีนี้พื้นถนน ระนาบที่ทอดอยู่ให้เราเกาะยึดหรือพื้นดินธรรมดาที่เราใช้ชีวิตกำลังหลอกตาหรือหลอกลวงอะไรเราอยู่...

เรากำลังเกาะยึดหรือยึดติดกับความุค้นเคยเดิมๆ ว่าคนเราจะต้องยืนหยั่งหยัดเท้าอยู่กับพื้นตลอดเวลาและเพียงเท่านั้นใช่หรือไม่

รถก็จะต้องวิ่งไปบนถนน คนก็ต้องเดินหรือวิ่งบนทางเท้าเท่านั้น หากตะแคง หรือพลิกตัววิ่ง ไต่ไปข้างๆ หรือพลิกหัวกลับเอามือมาเดินต่างเท้า ถ้าไม่ใช่ในการแสดงกายกรรมหรือรถไต่ถังก็ยากที่จะเป็นไปได้ หรือง่ายที่จะเสียหลักล้มคว่ำ


คำว่า "ระนาบในมุมคิด" คำหนึ่งในภาษาอังกฤษ ซึ่งผมคิดว่าน่าจะคือคำว่า Paradigm (พาราดาก์ม) เป็นกรอบที่คนเราใช้ในการมอง การเห็น การคิด ตัดสินใจว่าสิ่งไหนถูกสิ่งไหนผิด ยึดเอาไว้กับระนาบนั้นเพื่อให้ชีวิตดำเนินไปอย่าง "ปกติ" ที่สุด

บางทีคนเราก็ไม่ยอมรับรู้ว่ายังมีคำว่า ไต่ คำว่าพลิก คำว่ากลับหัว ท้าทายตัวเองที่จะลอง "ไต่" หรือไปให้พ้นจากกรอบคิดระนาบคิดเดิมๆ ดูบ้าง เพราะนึกว่าคงจะมีแต่ในการแสดงหรือการใช้ชีวิตที่พลิกแพลงไม่ปกติธรรมชาติ ฝืนธรรมชาติที่จะทำเช่นนั้น

Paradigm ที่ยึดเกาะหรือใช้ในพื้นที่ชีวิตของเราก็เลยมีเพียงระนาบเดียว คือทางกว้างกับทางยาว โดยไม่สนใจความสูงหรือความลึก ติดขัดปัญหาหรือเผชิญกับอะไรก็ใช้กรอบในการมองหรือมุมคิดได้เพียงระนาบเดียวในการพาตัวเองออกจากปัญหาหรือความอึดอัด หนทางชีวิตก็เลยขาดความท้าทาย และระนาบใหม่ๆ ในการใช้ชีวิต

...ไม่ใช่แต่รถเท่านั้นที่ไต่ถัง ว่างๆ เราก็น่าจะลองพาตัวเองออกไป "ไต่ถัง"ดู

วันจันทร์ที่ 2 พฤษภาคม พ.ศ. 2554

รินเวลาจากกาใบเก่า



สมัยเด็กเคยสะสมอะไรกันบ้าง จำได้ว่าเคยสะสมแสตมป์กับเขาอยู่พักนึง แต่ก็ไม่ได้จริงจัง เรียกว่าสะสมตามๆ เขาไป ทุกวันนี้ยังเก็บสมุดสะสมแสตมป์ไว้อยู่ จะทิ้งก็เสียดาย ไม่ใช่เพราะมีราคาค่างวด แต่ทุกครั้งที่นึกจะทิ้ง จะรู้สึกว่าเรากำลังจะทิ้งวันเวลาเก่าๆ และงานศิลปะขนาดจิ๋ว  
 เวลาเปลี่ยน ความชอบก็เปลี่ยนไป ทุกวันนี้สะสมอะไรหลายอย่าง ส่วนใหญ่ไม่เป็นโล้เป็นพาย ไม่มีมูลค่าทางการเงิน (ยกเว้นตอนที่เราเสียเงินซื้อมันมา) แต่มีมูลค่าทางใจ

ฉันเพิ่งค้นพบตัวเองว่าเป็นคนชอบกาน้ำชา ไม่รู้เหมือนกันว่าทำไม ค่อยๆ ซื้อเก็บสะสมมาทีละใบสองใบ ล่าสุดเมื่อคืนนี้ กวาดกากังไสมาทีเดียว 3 สี 3 ใบ 
ซื้อมาเยอะแยะทำไมไม่รู้ ตังค์ก็มีน้อย

ช่างเถอะ ขอให้มีความสุขเยอะก็พอ
กากังไส 3 ใบสอยมาในคราวเดียว

รูปกาวาดโดยมล.โต จิราธร ในสมุดบันทึกของซูเปอร์จิ๋ว
สองใบนี้หอบหิ้วมาจากญี่ปุ่น
อีกหนึ่งรูปวาดของครูโต

ที่อยู่ของดวงดาว

เมื่อคืน แม้โดยไม่ต้องเปิดประตูหรือหน้าต่างบ้านออกไปภายนอก ไม่ได้เงยหน้าเหลียวมองท้องฟ้า ผมก็ได้เห็น 'ดาว'


ดาวที่ผมว่าและได้เห็นนั้นไม่ได้อยู่ห่างไกลบนเวิ้งฟ้ากว้างให้เราใช้สายตาฝ่าแสงไฟมองหายากเย็น แต่เป็นดาวที่เปล่งประกายฉายแสงอยู่บนเวทีและในจอโทรทัศน์ กระโดดโลดเต้น สร้างสีสันความสนใจด้วยการร้องการเต้นให้คนที่อยู่ข้างนอกได้เห็น ราวกับดาวดวงนั้นกำลังส่งสายตาปรามเราว่าเธอเป็นได้แค่เพียงคนข้างล่างที่คอยจ้องมองดาวบนพื้นราบเท่านั้น


จากช่วงเวลาหนึ่งของวัน (แม้จะไม่ใช่ยามค่ำคืน) ที่ได้ติดตามความเป็นไปของบรรดาผู้ที่อยากเป็นดาวในรายการ Thailand's Got Talent และการประกวดรอบสุดท้ายของเดอะสตาร์ 7 ผมเกิดความรู้สึกเช่นนั้นจริงๆ


ตำแหน่งของดาวที่อยู่สูงขึ้นไปบนฟ้า ความสวยงามวับวาวในยามค่ำคืนที่กะลาสีและคนเดินทางใช้แสงสว่างของดวงดาวไว้คอยนำทาง ความสวยงามเปี่ยมด้วยความหวังของดวงดาวกะพริบพร่างพรายยามที่คนเรากำลังอ่อนไร้สิ้นกำลังใจได้เห็น ทำให้ที่อยู่ของดวงดาวไม่ได้อยู่บนท้องฟ้าในยามค่ำคืนเท่านั้น แต่กลายมาเป็นสายตาและในใจของคน ทำให้เกิดความหวัง แรงบันดาลใจ ดลดาลให้เกิดการสร้างสรรค์ และแม้แต่แทนความหมายของการต่อสู้ดิ้นรนค้นหาพิชิตสิ่งที่มุ่งหวัง


ผมไม่รู้ว่าใครเป็นคนแรกที่ริเริ่มเรียกขานบรรดาผู้คนในแวดวงนักแสดง นักร้องว่า "ดารา" หรือ "ดาว" และก็ช่างบังเอิญที่ในภาษาอังกฤษก็ใช้คำคำเดียวกันคือคำว่า "สตาร์" (star) เพื่อเรียกคนที่โดดเด่นในแวดวงต่างๆ ทั้งวงการแสดง กีฬาหรือแม้แต่กระทั่งการเมือง ไม่ว่าใครก็ตามที่มีรังสีออร่าโดดเด่นเป็นที่จับตามองก็จะได้รับการเรียกขานว่าเป็นดาวได้เช่นกัน ดังคำว่า "ดาวดวงใหม่"


ในแวดวงมายาของเรานั้น มีการต่อสู้แข่งขันกันมากมายเพื่อจะเบียดยื้อแย่งชิงกันเข้ามาเป็นดาว เหมือนคำร้องของบทเพลง "เพื่อดาวดวงนั้น" ที่เป็นเพลงหลักประจำรายการเดอะ สตาร์ มีเนื้อท่อนหนึ่งว่า


 ...เพื่อดาวดวงนั้นที่ฝันที่อยากเป็น เพื่อดาวดวงนั้นและฝันคงไม่ไกล
เพื่อดาวดวงนั้นต้องสู้จนสุดใจ จะเป็นดาวดวงหนึ่งบนฟากฟ้า
เพื่อดาวดวงนั้นแม้ฉันต้องฝ่าฟัน เพื่อดาวดวงนั้นฉันจะทำให้เหนือกว่า
เพื่อดาวดวงนั้นฉันพร้อมจะไขว่คว้า และจะทำให้โลกได้รับรู้ฉันจะเป็นดาว...

"ตูมตาม" เด็กหนุ่มจากอีสานผู้ชนะในรายการเดอะสตาร์7
นอกจากเพลงนี้แล้วยังมีบทเพลงอื่นๆ อีกมากที่ได้เห็นว่า ดาวคือแรงบันดาลใจในการเขียนเพลงเพื่อเปรียบเปรยถึงความหวังที่อยู่สูงสุดเอื้อม คือสายตาที่ห่วงหาที่มองกลับลงมาถึงคนเปลี่ยวเหงา คือเรื่องราวของการตะเกียกตะกายป่ายปีน เช่น เพลงแสงดาวแห่งศรัทธา เพลงคืนที่ดาวเต็มฟ้า หรือเพลงตะกายดาว


...สูงส่ง ยากจะเอื้อมถึงและได้มา แต่ที่ยากที่สุดคือรักษาการล่องลอยอยู่ฟากฟ้าสูง สร้างสรรค์ผลงานให้โดดเด่นจนคล้ายมีรัศมีเปล่งประกายที่คนจะยอมรับและให้คุณค่า มีระยะห่างอย่างเดียวดายอย่างไรให้ยาวนานและยั่งยืน ดุจคำเปรียบเปรยว่า "ดาวค้างฟ้า" ล้วนเป็นเรื่องราวและบทเรียนของผู้ที่อยากตะกายดาวเพื่อเข้ามาเป็นดาวทุกคนต้องลงมือลงแรงค้นหาและตอบตัวเองให้ได้


ความที่อยากจะเป็นดาวมากบางคนถึงยอมทำอะไรแปลกๆ หรือต่อสู้ฟาดฟันโดยมีตำแหน่งได้เป็นดาวเป็นสิ่งเดิมพัน แต่หากไม่สนใจบทเรียน มิตรภาพหรือสิ่งอื่นใดคงเป็นคล้ายกับคนที่เดินไปข้างหน้าที่เอาแต่เงยหน้ามองฟ้าสูงอยู่ตลอดเวลา จนหลงลืมไปว่ามีความเป็นจริงอีกมากตรงหน้าให้ต้องลงมือทำ


และหลงลืมสิ่งหนึ่งซึ่งสำคัญไม่น้อย นั่นคือ เราทุกคนสามารถเป็นได้ดีที่่สุด...คือการเป็นดาวหรือเป็นตัวเอกในชีวิตของตัวเอง

วันอาทิตย์ที่ 1 พฤษภาคม พ.ศ. 2554

จักรยานคนจน

พาหนะอันเรียบง่าย ประกอบขึ้นมาด้วยล้อ โครง แฮนด์และมือจับ โซ่ จานหมุน บันไดถีบ อาน และสายเบรค ไม่มากไม่น้อยไปกว่านี้ พาหนะคันเล็กๆ ก็สามารถพากายและจิตใจเราโลดแล่นไปได้ไกลแสนไกล


นอกจากคุณประโยชน์และการใช้งานที่ไม่ต้องการอะไรมากกว่าแรงมือแรงเท้าของคน ไม่ต้องพึ่งพิงพลังงานที่สิ้นเปลืองและยังส่งผลเสียตกค้างต่อสิ่งแวดล้อมเช่นน้ำมันหรือไฟฟ้า "จักรยาน" จึงเป็นพาหนะที่เข้าถึงและใช้ประโยชน์ได้สำหรับคนทุกชาติทุกชนชั้น


จักรยานอาจจะมีตราประทับอยู่ว่าเป็นพาหนะสำหรับคนยากไร้ ขัดสน เพราะสนนราคาที่ไม่กี่บาทและการที่ไม่ต้องการสิ่งใดอีกนอกจากแรงคนปั่น ก็ใช้งานได้ง่ายดายทันที ในอดีตเกือบจะทุกครัวเรือนจึงต้องพึ่งพิงและมีจักรยานเอาไว้ใช้งาน ไม่ว่าจะเป็นระยะทางใกล้ไกลหรือบรรทุกหนักแค่ไหน กันแทบจะทั้งนั้น

หลายชาติที่มีประชากรล้นเมืองอย่างจีนและอินเดียเมื่อก่อนนี้เราจะเห็นภาพผู้คนออกมาควบจักรยานปั่นออกไปเต็มถนนหนทาง แต่ทุกวันนี้ในเมืองใหญ่ของจีน ปริมาณคนใช้จักรยานอาจจะลดน้อยลงไปตามกระแสความทันสมัย แต่ในอินเดียก็อาจจะพอได้เห็นคนใช้จักรยานเยอะๆ อยู่บ้าง เช่นเดียวกันในบางประเทศที่ยากไร้เช่นในพม่าหรือเวียดนาม จักรยานยังเป็นเพื่อนคู่ทุกข์คู่ยาก เพื่อนร่วมทางที่ซื่อสัตย์และอดทนของผู้คนเสมอ


เมื่อผมยังเด็ก ผมมีเพลงลูกทุ่งเพลงโปรดอยู่เพลงหนึ่งที่ชอบฮัมตามหรือพอจะร้องตามได้เวลาที่ถูกครูประจำชั้นเกณฑ์ให้ออกไปร้องเพลงหน้าห้อง นั่นคือเพลง "จักรยานคนจน" ของยอดรัก สลักใจ ซึ่งหากใครรู้จักและพอจะจำได้ เนื้อร้องท่อนหนึ่งร้องเอาไว้ว่า


"...คนจนอย่างพี่ ไม่มีเงินเป็นอำนาจ
จะไปสามารถ บังคับสะกดจิตใจ
คนสวยของพี่ จึงคิดจะมีรักใหม่
ไปนั่งท้ายมอเตอร์ไซค์รุ่นใหม่เมดอินเจเปน
จักรยานของพี่ ราคาไม่กี่ร้อยบาท
ถึงช้าอืดอาดแต่ก็เมดอินไทยแลนด์
ต้องใช้ขาปั่นรถพี่มันถึงจะแล่น
ไม่เหมือนรถเครื่องต่างแดน
ยิ่งเร่งยิ่งแล่นเพราะใช้น้ำมัน..."



ในตอนนั้นผมไม่ได้อินอะไรมากมายกับเนื้อหาเพลง แต่ก็รู้สึกดีกับการปั่นจักรยานมาอย่างต่อเนื่อง นับจากวัยเด็กที่ควบจักรยานปุเลงๆ ออกไปเที่ยวเล่นนอกเมืองกับเพื่อนๆ หรือการขี่เสือหมอบขึ้นเนินลงเนินในตอนเรียนมหาวิทยาลัย พอจบทำงานแล้วก็อุตส่าห์เก็บหอมรอมริบพอให้ถอยจักรยานเสือภูเขาคันสวยน้ำหนักเบาๆ แค่สิบกิโลฯ เศษ เอามาไว้ปั่นเล่นตามป่าเขาในช่วงวันหยุดพร้อมกับเพื่อนฝูงที่มีใจรักจักรยาน


จักรยานคนจนหรือคนจนเท่านั้นถึงจะมีสิทธิ์ที่ยากจะปฏิเสธในการใช้จักรยานกลับกลายเป็นแค่ปรากฏการณ์หนึ่งของสังคมบ้านเราในอดีต เมื่อบรรดาวัยรุ่นในเมืองใหญ่อย่างกรุงเทพฯ พากันถอยจักรยาน Fixed Gear คันเพรียวๆ สีสันสดใสออกมารวมกลุ่มกันปั่นเล่นเป็นสีสันไปรอบเมือง หรือมีกิจกรรมดีๆ ที่ชักชวนให้คนรักจักรยานและรักสุขภาพออกมาปั่นจักรยานรณรงค์เรื่องนั้นเรื่องนี้อยู่บ่อยๆ โดยเฉพาะเมื่อโลกก้าวเข้าสู่ยุควิกฤตสิ่งแวดล้อมและการพูดถึงการแก้ปัญหาโลกร้อนเช่นยามนี้ จักรยานยิ่งกลายมาเป็นเหมือนม้าขาวที่รอคอยให้อัศวินสีเขียวผู้รักโลกทั้งหลายต้องไขว่คว้าหามาขับขี่ มีการเรียกร้องและพูดถึงการทำให้กรุงเทพฯ เป็นเมืองน่าปั่น พร้อมกับชักชวนกันออกมาใช้จักรยานมากขึ้นเพื่อลดปัญหามลพิษทางอากาศ ทำให้เมืองน่าอยู่ สุขภาพคนใช้จักรยานทั้งทางกายและทางกระเป๋าสตางค์ก็จะได้รับการฟื้นฟูดูแลได้ไม่ยาก แค่เพียงเอาจักรยานออกมาใช้ในชีวิตประจำวัน


ทุกวันนี้จักรยานดีๆ สวยๆ อาจจะไม่ได้เมดอินไทยแลนด์เหมือนในบทเพลงจักรยานคนจน และราคาก็ขยับขึ้นไปมากกว่า "ไม่กี่ร้อยบาท" หลายเท่าตัว แต่สิ่งหนึ่งอันเป็นเสน่ห์ที่เข้าถึงง่ายๆ และได้ทุกเมื่อก็คือ หัวใจแห่งความอิสระเสรีที่ผู้ใช้งานทุกคนมีสิทธิ์จะได้รับ แค่พาตัวเองออกไปบนถนน ออกไปสู่โลกกว้าง...บนอานจักรยานแค่นั้น

อี.ที.เพื่อนรัก


หนังเรื่องแรกที่เราประทับใจก็เหมือนเพื่อนคนแรกที่เราได้รู้จัก แม้จะนานแค่ไหน เพื่อนเก่าคนนี้ยังคงอยู่ในใจ และไม่ว่าเวลาจะผ่านนานไปเพียงใด เมื่อได้เจอกันอีกครั้ง เพื่อนย่อมต่อกันติดเสมอ

ราวห้าทุ่มกว่าเมื่อคืนนี้ หลังจากแช่ทีวีอยู่ที่การแข่งขันเดอะ สตาร์ สลับกับการพลิกดูหนังสือและเล่นเกมบ้างยามคั่นโฆษณา ช่างโชคดีที่ฉันหันมาคว้ารีโมท หลังจากกดไล่ช่องไปเรื่อยๆ ฉันก็ได้เจอเพื่อนเก่าที่ช่องไทยพีบีเอส
เพื่อนเก่าชื่ออี.ที.

น่าเสียดายที่กว่าจะเปลี่ยนช่องมาดู หนังได้ดำเนินมาจนถึงตอนท้ายของเรื่องแล้ว นั่นคือช่วงเอลเลียทและพี่ชาย พร้อมด้วยเพื่อนๆ กำลังปั่นจักรยานหนีการไล่ล่าของนักวิทยาศาสตร์ เพื่อรีบพา อี.ที.ไปยังบริเวณที่ยานจากต่างดาวจะกลับมารับอี.ที แต่ก็ยังโชคดีที่เปลี่ยนมาทันดูฉากไคลแมกซ์ของเรื่อง ฉากที่จักรยานบีเอ็มเอ็กซ์ของเด็กๆ ทุกคนลอยขึ้นในจังหวะที่รถตำรวจมาดักปิดทาง
ฉันเชื่อว่านี่เป็นฉากที่คนดูทุกคนตบมืออยู่ในใจ ไม่ว่าจะเป็นเมื่อตอนที่ได้ดูเรื่องอี.ที.ครั้งแรกเมื่อยี่สิบกว่าปีก่อน หรือจะเป็นเมื่อคืนนี้ ในวันที่เราเติบโตจนใกล้เคียงวัยที่เด็กๆ จะเรียกว่าป้าแล้วก็ตาม

วันนี้ลองมาเสิร์ชข้อมูลในอินเทอร์เน็ต ไม่น่าเชื่อว่าภาพยนตร์เรื่องอี.ที.เพื่อนรัก (E.T.The Extra-Terrestrail) มีอายุ 29 ปีแล้ว (อี.ที.ออกฉายในปี 1982) และนั่นก็หมายความว่าตอนที่ได้ดูหนังเรื่องนี้ ฉันอายุแค่ 13 เท่านั้น โอววว กาลครั้งหนึ่งนานมา (มาก) แล้ว แต่ก็น่าแปลกที่ฉันยังจำรายละเอียดในเรื่องได้แม่นยำ
จำได้ว่าน้องสาวคนเล็ก แม้ไม่ได้อยู่ขบวนการบีเอ็มเอ็กซ์ แต่ก็มาทันลาอี.ที.
จำได้ว่าอี.ที.จะขยับหัวโตๆ หลบนิดนึงตอนที่พี่ชายของเอลเลียทลูบหัวร่ำลา
และจำได้ว่าอี.ที.จะชูนิ้วยาวๆ ขึ้น แล้วมีไฟสว่างปิ๊งที่ปลายนิ้ว ทำเอาเอลเลียทสะดุ้งเล็กน้อย อี.ที.เอานิ้วแตะที่หัวของเอลเลียท ก่อนจะบอกเด็กชายว่า เขาจะอยู่ในนี้ ในความทรงจำของเด็กน้อยตลอดไป

นานมาแล้วที่ไม่ได้เจอเพื่อนเก่าคนนี้ น่าจะนับสิบปี แต่เจอปุ๊บก็จำเพื่อนได้ทันที
ฉันนึกไม่ออกว่ามีหนังเรื่องอะไรอีกหนอที่ฉัน --ในวันที่อายุยังไม่ย่างเข้าสู่วัยรุ่นดี--จดจำเรื่องราวได้จนบัดนี้ ก็คงมีแต่อี.ที.นี่แหละ...หนังเรื่องแรกที่ไม่ได้ทำให้มนุษย์ต่างดาวเป็นผู้ร้าย
หนังเรื่องแรกที่ทำให้ฉันจดจำได้ถึงความสวยงามของมิตรภาพ
หนังเรื่องแรกที่แม้จะผ่านเลยมาถึง 29 ปีแล้ว ก็ยังทำให้ฉันยิ้มได้ทั้งน้ำตา
และหวังว่าจะได้เจอเพื่อนเก่าคนนี้อีกครั้งและอีกครั้ง