วันอังคารที่ 10 พฤษภาคม พ.ศ. 2554

จินตนาการของความรู้

"จินตนาการสำคัญกว่าความรู้"
(Imagination is more important than knowledge.)
อัลเบิร์ต ไอน์สไตน์ นักฟิสิกส์และนักคณิตศาสตร์ชาวเยอรมันชื่อก้องโลกผู้ล่วงลับไปแล้วเคยว่าเอาไว้ และมันกลายเป็น "วรรคทอง" ที่คนรู้จัก จดจำเขาได้ ไม่น้อยไปกว่าการคิดค้นทฤษฎีสัมพัทธภาพที่มาของระเบิดปรมาณู


ไม่ว่าสิ่งที่ทำให้ไอน์สไตน์พูดประโยคนี้เอาไว้จะมีอะไรดลใจอยู่เบื้องหลัง หรือว่าจริงไม่จริงมากน้อยอย่างไร แต่สิ่งหนึ่งที่เห็นได้ชัดจากความหลงใหลและเชิดชูคำกล่าวนี้ก็คือในโลกเรานี้มีคนกลุ่มหนึ่งที่ให้คุณค่าต่อ "จินตนาการ" ไม่น้อย

ขณะเดียวกันก็อาจบอกด้วยว่าอย่างน้อยๆ เราอาจแบ่งแยกคนทั้งหมดในโลกนี้ออกเป็น 2 กลุ่มคือ ผู้อยู่ในข่ายของผู้หลงใหลในจินตนาการ กับผู้ที่คร่ำเคร่งอยู่ในแว่นตาของความรู้

ภาพที่คนจดจำได้ในบุคลิกขี้เล่นของนักวิทยาศาสตร์ที่ยิ่งใหญ่
บรรดาผู้ที่ให้คุณค่าต่อจินตนาการและความคิดสร้างสรรค์มากๆ คงจะหนีไม่พ้นบรรดาศิลปินและคนที่สร้างสรรค์งานศิลปะ ซึ่งคนเหล่านี้มักจะอยู่กับอาการค้นหา ไขว่คว้าความฝัน การเปิดความคิดและพรมแดนของตัวเองให้กว้างเพื่อหาแรงบันดาลใจ ก่อให้เกิดจินตนาการสารพัน แต่ก็ไม่วายถูกค่อนขอดจากคนในอีกมุมหนึ่งที่อยู่ตรงกันข้ามถึงความไร้สาระ ขาดแก่นสาร เพ้อฝันล่องลอย

ขณะที่อีกด้านหนึ่งคือผู้ยึดติดกับความรู้ เชื่ออะไรที่เป็นเหตุเป็นผล การพิสูจน์ ตรรกะ หรือการพยายามไขว่คว้าหาข้อมูลเพื่อเอาชนะ "ความไม่รู้" ในขอบเขตของมันสมองมากกว่าหัวใจ จึงทำให้ถูกมองว่าเป็นพวกคร่ำเคร่ง เอาจริงเอาจัง และมองอะไรไม่ค่อยจะพ้นกรอบทางความคิดที่เป็นวิทยาศาสตร์ ซึ่งเชื่อเรื่องการตั้งสมมุติฐาน การพิสูจน์ หาเหตุผลหักล้าง ก่อนนำไปสู่ข้อสรุปให้กับตัวเองในเรื่องต่างๆ

ผมเองนั้นรู้ตัวดีมาตลอดตั้งแต่เด็กๆ ว่าชอบการวาดเส้นเล่นสี ขีดๆ เขียนๆ ชอบอ่านหนังสือ ฟังเรื่องเล่า ดูหนังและฟังเพลงมากกว่าการแก้โจทย์คณิตศาสตร์ หรือการอยากจะรู้ว่าโลกห่างจากดวงอาทิตย์เท่าไร หรือโคจรอย่างไรในระบบสุริยะจักรวาล ผมจึงเป็นคนของ "จินตนาการ" มากกว่าที่จะคิดว่าตัวเองเป็นพวกชอบความรู้แสวงหาความรู้

วิชาที่ผมชอบเรียนตอนเด็กๆ จึงเป็นวิชาพวกศิลปะ หรือดนตรีแบบงูๆ ปลาๆ คือชอบฟังชอบวิจารณ์มากกว่าที่จะหยิบเครื่องดนตรีมาเล่น ชอบขีดๆ เขียนๆ ชอบวิชาภาษาไทย ภาษาอังกฤษ สังคมศึกษา และวิชาภูมิศาสตร์เพียงเล็กน้อย แต่เป็นไม้เบื่อไม้เมามาตลอดกับวิชาเลข วิชาฟิสิกส์หรือเคมีที่จำต้องกัดฟันเรียนแบบไม่รู้เรื่อง (เป็นข้อพิสูจน์ว่าถึงจะเรียนวิชาแห่งความรู้ก็ไม่ได้ทำให้เรามี "ความรู้" ขึ้นมาได้) มาจนจบมัธยมฯ

ที่พูดถึงการเรียนตอนมัธยมฯ ของตัวเองเพราะคิดว่าคนเราใช้เวลาในช่วงเวลานั้นที่จะเรียนรู้ว่าเราชอบเรียนอะไร ไม่ชอบเรียนอะไร กว่าจะก้าวเดินไปเข้ามหาวิทยาลัยหรือเข้าสู่เส้นทางการเรียนรู้เพื่อประกอบอาชีพ เราเองก็อาจจำเป็นที่จะต้องนิยามแบ่งแยกตัวเองว่าอยู่ในฝ่ายใดระหว่าง "จินตนาการ" กับ "ความรู้"

เส้นขอบฟ้าที่หายไป จินตนาการพลอยหดหายตาม
เหรียญสองด้านที่ควรจะอยู่บนเหรียญเดียวกันก็เลยถูกแบ่งแยกออกเป็นคนละเหรียญไป ด้วยความไม่ชอบ ความไม่รู้ ไม่เห็นความสำคัญหรือคุณค่า ตลอดจนการที่เราไม่ได้ "เรียนรู้" จากบทเรียนที่เหมาะสมหรือวิธีการที่น่าสนใจพอว่า ถ้าจะให้ดีสองสิ่งนี้- จินตนาการกับความรู้ ไม่ควรมีเส้นคั่นแบ่งแยกหรืออาจคือสิ่งเดียวกัน เพียงแต่เป็นเหรียญที่อยู่คนละหน้าและกำลังหล่อหลอมความพอดีความสมบูรณ์ให้กับคนเรา

หากเรายอมรับความจริงที่ว่า มีจินตนาการอยู่ในทุกความรู้ และมีความรู้อยู่ในทุกจินตนาการ โลกคงผลิบาน งดงาม น่าอยู่ และสร้างทำอะไรที่เป็นประโยชน์ต่อชีวิตและโลกเราได้ดีกว่าที่มีที่เป็นอยู่ตอนนี้...

วันจันทร์ที่ 9 พฤษภาคม พ.ศ. 2554

ญาติเยอะ

ใครที่เป็นแฟนเพลงวงเฉลียง อาจจะคุ้นดีกับคำร้องในเพลง "รู้สึกสบายดี" ที่ว่า


"...เหงาก็คบคน โลกสับสนมีเยอะไป
เพลียก็ตรงไป เก็บโลกสดใสไว้บนเตียง"


ผมเองนั้นไม่ค่อยจะเคยเหงาอย่างเป็นทางการเหมือนคนอื่นๆ นัก ค่าที่ผมเกิดเป็นลูกคนเล็กของบ้านที่มีพ่อแม่พี่น้องอยู่กันอย่างอุ่นหนาฝาคั่งมาก เรียกได้ว่าพอจะตั้งท่าเหงาขึ้นมาเล็กน้อย เป็นต้องมีคนเอาเรื่องนั้นเรื่องนี้มาพูดใส่หู หรือรบเร้าให้เราเข้าไปมีส่วนร่วมวิพากษ์วิจารณ์ได้ในทุกระดับ เรียกว่าผมนั้น "ญาติเยอะ" มาตั้งแต่เกิดเลยก็ว่าได้


การมีญาติโดยเฉพาะพ่อแม่พี่น้องใกล้ชิดจากการที่ไม่ได้เกิดมาเป็นลูกคนเดียวเหมือนกระเทียมโทนนั้น สำหรับผมยังเห็นว่า สนุก มีประโยชน์และมีข้อดีมากกว่าข้อเสียอีกมาก แต่ก็อย่างว่าครับ เมื่อมีคนมากเข้า แม้ว่าจะเป็นพ่อแม่พี่น้องญาติของเราเองก็ตาม มันก็เข้าทำนอง "มากคนมากความ" ไปอย่างช่วยไม่ได้


ดังนั้นหากทางธรรม มีพุทธพจน์กล่าวไว้ว่า "อโรคยา ปรมา ลาภา" หรือความไม่มีโรคเป็นลาภอันประเสริฐ ฉันใด ผมเองนั้นก็ปรารถนาที่จะมีญาติให้น้อยลง หรือบางช่วงอารมณ์ไม่ต้องมีมายุ่งเกี่ยวก็คงจะเป็นลาภอันประเสริฐที่ไม่มีทางเป็นไปได้เลยสำหรับผม


เคยเห็นภาพเวลาที่ฝรั่งมักจะใช้อธิบายความยุ่งยากในการลำดับญาติเพื่อให้ดูเรียบง่ายเข้าใจง่ายที่เรียกว่า Family Tree กันไหมครับ สิ่งนี้จะบอกถึงลำดับญาติและสาแหรกที่มาของเราตั้งแต่ปู่ย่าตาทวด ลงมาหาพ่อแม่ ตัวเราและพี่น้อง ไล่ลงไปหาลูกหลานเหลนโหลน ต้นไม้แห่งสายญาติของใครที่เข้าข่ายญาติเยอะอย่างผมก็คงจะเต็มไปด้วยกิ่งก้านยุ่บยั่บเหมือนต้นไม้ใหญ่อย่างแน่นอน

การมีญาติเยอะนั้นอาจจะมีข้อดีอยู่แค่เพียงยามเทศกาลงานฉลอง ไม่ว่าจะเป็นวันเกิดวันแต่ง ตรุษไทยตรุษจีนไปหาแซยิดของเรา เพราะเงินทองช่วยทำบุญจะไหลมาสู่มือแทบนับไม่ทัน ผมเองนั้นเป็นลูกคนเล็กที่มีพี่น้องบนต้นไม้สายสัมพันธ์หลายคน จำได้ว่าพอถึงช่วงปีใหม่ตอนเด็กๆ นั้น แค่พี่ๆ ให้ตังค์คนละสิบยี่สิบ ผมก็มีเงินมากมายไว้ซื้อขนมหรือของเล่นได้เกินกว่าเพื่อนๆ วัยเดียวกันแล้ว


แต่ส่วนที่น่าปวดหัวจนอยากจะปลีกตัวไปลองเหงาเหมือนคนที่เกิดเป็นลูกคนเดียวหรือคนที่ญาติน้อยๆ ดูบ้างก็คือ การที่จะต้องคอยต้อนรับขับสู้เวลาญาติจะไปจะมา คอยรับสายโทรศัพท์เพื่อติดต่อสื่อสารเวลาพ่อแม่พี่น้องอยากจะถามไถ่ทุกข์สุขขึ้นมา ต้องหาที่กินข้าวเย็นร่วมโต๊ะกัน ต้องไปร่วมงานบวชงานแต่งหรือกระทั่งงานศพของญาติ เรียกได้ว่ามีรายการสิ่งของต้องสำแดงหากคุณมีญาติเยอะ และยังปรารถนาที่จะถูกนับญาติอยู่ให้ต้องทำอีกเพียบ ถึงจะได้ชื่อว่าเป็นพี่ที่ดี เป็นน้องที่ดี เป็นน้าอาป้าลุงที่หลานๆ รัก


ล่าสุดญาติผมขบวนหนึ่งเดินทางมาจากต่างจังหวัดเพื่อเยี่ยมผมและจัดการธุระปะปังเรื่องการเรียนต่อของหลานสาวที่กรุงเทพฯ ผมจึงมีโอกาสเจอแม่ เจอพี่สาวคนที่สาม เจอพี่สาวคนที่หก เจอพี่เขยแฟนพี่สาวคนที่หก เจอหลานชายและหลานสาวลูกพี่สาวคนที่สามและพี่สาวคนที่หก รวมแล้วอีกสี่คน หากคิดว่าจำนวนคนที่ผมว่ามาเยอะแล้ว ขอบอกว่านี่เป็นเพียงเรื่องย่อหรือขบวนย่อมๆ ของสายสัมพันธ์จากญาติสนิทที่ผมมีอยู่เท่านั้นเอง


เมื่อเจอพี่ๆ และแม่ การพูดคุยเรื่องต่างๆ นานาสารพันก็เกิดขึ้น หลักๆ ก็วนอยู่กับเรื่องสารทุกข์สุกดิบ การทำงานและการเรียนต่อของหลานๆ แต่ทุกคนก็ไม่วายที่จะมีความเห็น และอยากให้ความคิดเห็นของตัวเองเป็นที่รับฟัง และถูกนำไปปฏิบัติด้วยกันทั้งนั้น ทั้งความคิดความเห็นที่ต้องการและไม่ต้องการ จึงกลายเป็นความเห็นด้วยและข้อขัดแย้งที่เสริมส่งและหักล้างกันอยู่ตลอดการสนทนาเจอะเจอกัน


จึงเป็นธรรมดาที่เมื่อมีญาติเยอะคนเราจำเป็นต้องพัฒนากลไกของการ "ฟังหูไว้หู" หรือการรับฟังแต่ไม่ต้องมีความคิดเห็นของเราเองไปเสริมส่ง เรียกว่าพยักเพยิดไปเพื่อให้อยู่รอดหรือรอดพ้นได้โดยไม่ต้องฝักใฝ่ฝ่ายใด


ผมจึงกลายเป็นลูกคนเล็กและน้องคนเล็กผู้มีกลไกการเอาหูไปตาเอาตาไปไร่ เป็นคนที่อะไรก็ได้ไปกับคนอื่นเพราะไม่อยากจะมีปากเสียง และไม่ค่อยจะมีความเหงาของตัวเองเช่นที่เป็นอยู่ตอนนี้ไปอย่างช่วยไม่ได้

เกาหลี..ไม่ดีตรงไหน

 กระแส K-pop ยังคงแรงไม่เลิกในหมู่มวลวัยรุ่นและวัยหนุ่มสาวของประเทศไทย ทุกวันนี้เราจึงเห็นเด็กไว้ผมทรงเกาหลี แต่งตัวสไตล์เกาหลี และทำท่าทางเหมือนนางเอกและพระเอกเกาหลีเดินอยู่เต็มถนนไปหมด  วันก่อนฉันดูรายการแซววาที อาจารย์สุนีย์ สินธุเดชะ อาจารย์ผู้รักภาษาไทยและความเป็นไทยทั้งชีวิต ท่านบอกว่าเวลาเห็นเด็กไว้ผมทรงเกาหลีแล้วอยากเดินไปตบแล้วถามว่า "พ่อมึงเป็นเกาหลีเหรอ" (ฮา)

  ปกติฉันกับเกาหลีแม้ไม่ได้ชื่นชอบกันเป็นพิเศษแต่ก็ไม่ถึงกับชิงชังกัน ฉันยังนิยมดูหนังเกาหลีแนวสร้างสรรค์ หาใช่เนื้อหาประมาณนางเอกเซ่อซ่าพบรักพระเอกไฮโซ  ซึ่งโดนใจวัยรุ่นเหลือเกิน เพื่อนฉันคนหนึ่งแต่งงานกับชายเกาหลี (ก่อนที่กระแส k-pop จะมาแรงเสียอีก) เพื่อนสาวมักจะแอบถามว่า ชายเกาหลีนั้นดีกว่าชายไทยตรงไหน เธอยิ้มนิดๆ แล้วบอกให้ทุกคนริษยาว่า "พวกเธอไม่มีวันรู้หรอกว่า พลังโสมเกาหลีนั้นดีขนาดไหน"  (ฮา)

 เมื่อเดือนก่อน ฉันได้รับข่าวดีค่อนข้างร้ายว่าหลานสาวคนหนึ่งของฉันกำลังจะลาออกจากงานประจำที่ทำมานาน 3 ปี ฉันถามพี่ที่เป็นญาติกันว่า หลานจะไปทำอะไร
"มันจะไปเกาหลี" พี่ฉันตอบอย่างเซ็งๆ
"ไปทำไมเหรอ" ฉันตกตะลึงกับคำตอบนี้มาก
"เห็นมันบอกว่า จะไปเรียนภาษาเกาหลี"
"แล้วจบมาจะไปทำอะไร ทำทัวร์หรือไปเป็นล่ามเหรอ" ฉันคิดไม่ออกว่าคนเรียนภาษาเกาหลีจะทำอาชีพอะไรได้บ้าง
"ยังไม่แน่ เขายังไม่ได้คิดไว้" พี่ฉันถอนหายใจ ส่วนฉันคิดถึงภาพหลานสาวที่ระยะหลัง เปลี่ยนทรงผมเป็นเกาหลี แต่งตัวเป็นเกาหลีตั้งแต่หัวจรดเท้า การไปเรียนภาษาเกาหลีน่าจะเป็นจุด peak ที่สุดของชีวิตเธอ

  ฉันถามถึงหลานสาวอีกคน แล้วก็ได้รับคำตอบที่ไม่น่าเชื่อ
"เห็นบอกว่าอยากไปเกาหลีเหมือนกัน" ญาติฉันตอบราวกับเป็นเรื่องธรรมดา
"ไปทำไม ไปเรียนภาษาเกาหลีเหรอ" ฉันถามด้วยความตกใจ
"ใช่เลย"
"จบมาแล้วจะทำอะไร"
"ถามมันแล้ว มันบอกว่า ไม่รู้เหมือนกัน" ญาติฉันตอบอย่างรำคาญใจ และหยิบถุงเสื้อผ้าเกาหลีกองโตออกมาวางไว้ "เออ เป้า นี่เสื้อผ้าที่หลานไม่ใส่แล้วนะ ฝากไปให้หลานอีกคนที่เชียงใหม่ด้วยนะ" ฉันคิดถึงหลานชายวัย 7 ขวบที่หน้าตาออกแนวล้านนาแถมอู้คำเมืองตลอดเวลาแล้วก็ขนหัวลุก เมื่อนึกถึงภาพหลานฉันแต่งตัวเกาหลีโดดเด่นอยู่ในหมู่บ้านมะขามหลวง

  การดูหนังเกาหลีแล้วเกิดแรงบันดาลใจอยากเรียนภาษาเกาหลีนับว่าเป็นเรื่องดี แต่ฉันว่าเราต้องแยกให้ออกระหว่าง"ความฝัน" กับ "ความจริง" ฉันยังไม่มีโอกาสเจอหลานสาวทั้งสองคน แต่ก็หวังว่าเวลาผ่านไป เธออาจเปลี่ยนใจ
   ฉันคิดว่าการวางแผนชีวิตที่ดี นอกจากมีจุดหมายแล้ว เราควรมีปลายทางที่ชัดเจนด้วย บ่อยครั้งที่เรามักพูดถึงจุดหมายด้วยความฝันหวาน แต่พอถามถึงปลายทาง เรามักตอบไม่ได้ว่าปลายทางอยู่ที่ไหน นั่นแสดงว่าจุดหมายนั้นยังไม่ดีพอ จุดหมายที่ดีย่อมมาพร้อมกับปลายทางที่ชัดเจน
 
  เมื่อหลายอาทิตย์ก่อน ฉันไปตัดผม ฉันรีบบอกช่างว่า "ไม่เอาแบบเกาหลีนะ" แต่พอเดินออกมาจากร้านก็เจอเด็กวัยรุ่น คนหนุ่มสาวมากมายไว้ผมทรงเกาหลีเดินกันเกลื่อนห้าง
   ฉันเดินอมยิ้มคนเดียว  เมื่อคิดว่า จะเกิดอะไรขึ้นนะ ถ้าฉันแอบเอาคำพูดของอาจารย์สุนีย์ไปถามเด็กพวกนั้นว่า
     "ขอโทษนะคะ พ่อมึงเป็นเกาหลีเหรอ"

Paokuntima
9/05/2011

วันอาทิตย์ที่ 8 พฤษภาคม พ.ศ. 2554

เล่าสู่กันฟัง

เมื่อปลายเดือนมกราคมที่ผ่านมา คณะนิเทศศาสตร์ จุฬาฯ จัดงาน  “45 นิเทศศาสตร์ จุฬาฯ 45 แรงบันดาลใจ Think:Go:Ok คิด:ไป:ได้ เชิญศิษย์เก่า 45 คนที่ประสบความสำเร็จในแวดวงต่างๆ มาแชร์ประสบการณ์และแรงบันดาลใจ โดยให้เวลาพูดคนละ 5 นาที
ในฐานะศิษย์เก่า (และอยู่ในช่วงแรงบันดาลใจรุ่งริ่ง) ฉันไปร่วมฟังด้วย แม้การณ์จะกลับกลายเป็นว่าเป็นการพูดคุยเชิงแนะแนวทางการศึกษาให้กลุ่มเป้าหมายหลักของงานในวันนั้น ซึ่งก็คือนักเรียนม.ปลายที่กำลังตัดสินใจว่าจะเลือกเรียนนิเทศศาสตร์หรือไม่
ลิสต์รายชื่อของศิษย์เก่าที่จะขึ้นเวทีมียาวเหยียด ไม่ว่าจะเป็นนักเขียนซีไรท์ พี่ต้อ-บินหลา สันกาลาคีรี, พี่นก-นิรมล เมธีสุวกุล, พี่ฉอด-สายทิพย์ มนตรีกุล, ดีเจอ้อย-นภาภรณ์, ยุพา เพชรฤทธิ์, บิ๊ก-ภูมิชาย บุญสินสุข, แป้ง-ภัทรีดา ประสานทอง และครูลิลลี่ เป็นต้น
การเล่าประสบการณ์ 5 ปี 10 ปี หรือ 30-40 ปีในการทำงานในเวลาเพียง 5 นาที เป็นเรื่องที่ท้าทายไม่น้อย ความน่าสนใจจึงนอกจากจะอยู่ที่เนื้อหาที่แต่ละคนนำมาพูดแล้ว ยังอยู่ที่วิธีการและการเลือกประเด็นให้เข้มและคมอีกด้วย
ฉันอยู่ร่วมงานแค่ช่วงเช้าเท่านั้น และสรุปแง่มุมความคิดของแต่ละคนมาบอกเล่าดังนี้

พี่อ้อย-ม.ล.อัจฉราพร ณ สงขลา มาพูดถึงงานประชาสัมพันธ์ว่า: พีอาร์เป็นงานที่ลึกซึ้ง ประณีต มองผลระยะยาว เป็นงานที่ทำไม่รู้จบ นักประชาสัมพันธ์ต้องภูมิใจในผลงานที่เผยแพร่ออกไป ไม่ใช่ภูมิใจในความดังของตัวเอง
ดีเจพี่ฉอด: สิ่งสำคัญที่สุดคือการลงมือทำ ไม่ใช่การนั่งรอแรงบันดาลใจ คำว่า ไม่มีแรงบันดาลใจ อาจเป็นข้ออ้างของคนขี้เกียจ
พี่คิง-สมจริง ศรีสุภาพ: ปัญหาแก้ได้ อุปสรรคแก้ยาก อย่าคิดว่าความยากที่เราเจอเป็นอุปสรรค แต่ให้คิดว่าเป็นปัญหา เราก็จะแก้ไขมันได้ แต่ถ้าเราพลาดก็ไม่ได้แปลว่าแพ้
ยุพา เพ็ชรฤทธิ์: เวลาใครถามว่าทำงานอะไร มักตอบว่าเป็นแมสเซ็นเจอร์ ทำงานส่งสาร สื่อสารสิ่งดีๆ ให้สังคม ความสุขของแมสเซ็นเจอร์คือการได้มอบโอกาสดีๆ ให้ผู้คน
พี่ต้อ-(บินหลา) วุฒิชาติ ชุ่มสนิท: มือของนิเทศศาสตร์เป็นมือที่รุนแรง อันตราย เป็นมือที่มีพลัง
อัศศิริ ธรรมโชติ: หนังสือเป็นครูของนักเรียน    

จบการรายงานข่าวสำหรับวันนี้ฮ่ะ
จบกันดื้อๆ อย่างนี้เลย วันนี้หัวสมองดื้อมาก
:-(

กลัวที่ไหน..ไปที่นั่น

  ก่อนนอนทุกคืนเราควรมีจิตใจที่สะอาดสงบและเบิกบาน วิธีทำใจให้สงบมีหลายวิธี บางคนสวดมนต์ บางคนนั่งสมาธิ ส่วนฉันนิยมชมชอบการฟังเอ็มพีสามบรรยายธรรมะ ชุดโปรดปรานที่ฟังทุกวันไม่รู้เบื่อคือคำบรรยายธรรมของหลวงปู่ชา ฉันมั่นใจว่าจนถึงวันนี้ฉันน่าจะฟังซ้ำๆ นับร้อยนับพันชั่วโมงไปแล้ว
   ฉันชอบที่หลวงปู่ชาเล่าถึงตัวท่านในยุคแรกของการบวช ท่านสนใจการภาวนาในป่าช้าเนื่องจากคิดว่าเป็นสถานที่สงบ สามารถฝึกจิตใจและขัดเกลากิเลสได้ดียิ่งนัก แต่เนื่องจากท่านเป็นคนกลัวผีอย่างมาก แต่ก็ตัดสินใจที่จะเอาชนะความกลัวให้ได้ ท่านบอกว่าวิธีเอาชนะความกลัวที่ดีที่สุดก็คือ กลัวที่ไหนให้ไปที่นั่น  แต่พอตกบ่ายท่านเริ่มไม่อยากไปเสียแล้ว แต่ก็บังคับตัวเองให้ไปถึงป่าช้าให้ได้ พอค่ำลงก็บังเอิญมีคนยกศพมาฝังพอดี ท่านเล่าว่ายิ่งดึกท่านยิ่งกลัว พอป่าช้ามืดสนิท หลวงปู่ชาบอกว่าท่านมุดเข้ากลดทันที ป่าช้าเงียบสงัดวังเวงอย่างเหลือเกิน ท่านบอกว่าแค่เห็นบาตรตัวเองตั้งอยู่ข้างๆ ก็รู้สึกดีใจ ได้อาศัยบาตรเป็นเพื่อนนั่งอยู่ในกลดด้วยกันทั้งคืน นอนก็นอนไม่หลับ ต่อสู้กับความกลัวจนถึงเช้า ในใจท่านก็คิดว่า โอ เรารอดตายแล้ว

   ในชีวิตเราล้วนมีความกลัวซ่อนอยู่มากมาย บางครั้ง "ความกลัว" ล้วนเกิดจาก "ความคิด" ของตัวเราเอง ฉันเคยกลัวผีมากถึงขีดสุด ไม่กล้าลงมาเข้าห้องน้ำกลางดึก แต่คืนหนึ่งก็ปวดจัดจนต้องตัดใจลงมาชั้นล่างของบ้านเพียงคนเดียว ในใจคิดแต่ว่าจะเจอผีแน่ แล้วก็เจอเข้าจริงๆ ฉันมองเห็นร่างขาวโพลนใหญ่โตยืนอยู่ใกล้เสาบ้าน ฉันหลับตาปี๋ ใจสั่นผับๆ แต่เมื่อลืมตามองไปอีกทีก็พบว่ามันคือ "ตู้เย็น" นั่นเอง
 อีกคราวหนึ่งก็น่ากลัวไม่แพ้กัน ดึกสงัดประมาณตีหนึ่งของคืนหนึ่ง ขณะฉันกำลังจอดรถหน้าบ้าน เดินลงจากประตูรถ มองไปรอบๆ ก็แสนเงียบสงัด บนถนนก็ไม่มีผู้คนในซอยแม้แต่คนเดียว ขณะยืนอยู่ที่ประตูรถ ก็มีแรงกระชากชายเสื้อด้านหลังอย่างแรง จนฉันเกือบเซ ฉันหันขวับไปไม่เห็นใครยืนข้างๆ แม้แต่คนเดียว ใจฉันหายวาบ นึกในใจว่าผีหลอกแน่นอน ถึงกับเข่าอ่อนจวนเจียนจะพับลงไป เหลือบตามองต่ำลงกับพื้น ก็เห็นไอ้ตูบหมาจรจัดที่สนิทสนมกัน มายืนอยู่ใกล้ๆ  กำลังโบกหางอย่างดีใจที่เห็นฉัน และยื่นปากมากระชากเสื้อฉันอีกครั้ง ฉันนึกด่ามันในใจ ทำเอาตกใจนึกว่าผี หลังจากนั้น ทุกครั้งที่จะด่วนสรุปว่าเจอผี ฉันจะนึกถึง "ตู้เย็น" กับ "ไอ้ตูบ" เสมอ
   หากเราค้นลึกลงไปใน "ความกลัว" บางครั้งอาจไม่พบสิ่งใดที่น่ากลัวเลยแม้แต่น้อย หลายคนเสียโอกาสดีๆ ในชีวิตเพราะความกลัว บางคนยึด "ความกลัว" เป็นเกราะป้องกันชีวิตเพื่อไม่ต้องเริ่มต้นอะไรใหม่ๆ 
  ถึงเวลาที่เราต้องสลัดความกลัวออกไปจากชีวิตเราเสียที..ลองทำตามคำสอนหลวงปู่ชาดูสักครั้ง กลัวที่ไหนก็ไปที่นั่น..ให้มันรู้กันไปว่า ระหว่าง "ความกลัว" กับ "ตัวเรา" ใครจะกลัวใคร..

 

Name it as desire

ภาพประกอบ (รูปผมเอง)โดย "น้อยหน่า"
ผมชื่อเข้าโรงเรียนว่า "อิทธิฤทธิ์" ครับ...


ชื่อจริงผมออกจะแปลกๆ ให้ความหมายไปในทางอิทธิฤทธิ์ปาฏิหาริย์พอให้หลายคนทายทักขำๆ หรือเอามาพูดล้อเล่น (โดยเฉพาะตอนที่ยังเด็กๆ) แต่ผมไม่มีปมกับชื่อจริงของตัวเองจนคิดว่าอยากจะเปลี่ยนชื่อ


เรื่องที่ผมรู้สึกน้อยใจและแตกต่างจากเด็กๆ รุ่นเดียวกันก็คือ "ชื่อเล่น" ของตัวเองต่างหาก เพราะว่าพี่ๆ ผมเกือบจะทุกคน มีชื่อเล่นที่แตกต่างจากชื่อจริง (หรือชื่อเข้าโรงเรียน) กันทั้งนั้น ยกเว้นพี่ชายคนที่โตกว่าผม ทำให้ตอนเด็กๆ ผมอยากจะมีชื่อเล่นที่ไม่ใช่ชื่อที่เรียกเอาจากชื่อจริงบ้าง เพราะที่บ้านและเพื่อนๆ แถวบ้านผมตอนเด็กๆ จะเรียกชื่อเล่นผมว่า "ฤทธิ์" มากกว่า ซึ่งยอมรับว่าไม่ใช่ชื่อเล่นที่ีผมจะรู้สึก proud หรืออยากจะชื่อนี้เลย


ผมจำได้ว่าผมเคยนึกถึงการตั้งชื่อเล่นให้ตัวเองให้คล้องจองกับชื่อเล่นของพวกพี่ๆ แต่นึกเท่าไรก็ไม่ได้ชื่อที่เหมาะและชอบสักที


โตขนาดเข้าเรียนมัธยมฯ ได้ เพื่อนๆ ที่เพิ่งเจอกันที่โรงเรียนใหม่ทำความรู้จักถามไถ่กันว่านายชื่อเล่นอะไร ผมเองก็ไม่อยากจะให้เพื่อนเรียกชื่อเล่นเดียวกับที่บ้าน ก็เลยบอกว่าไม่มีชื่อเล่น เรียกชื่อเต็มไปเลยก็ได้ เพื่อนๆ กลับถนัดปากที่จะเรียก "อิท" มากกว่า "ฤทธิ์"


ผมก็เลยเป็นไอ้ "อิท" สำหรับเพื่อนๆ ตั้งแต่นั้นมา และยังเป็นไอ้ "ฤทธิ์" ของญาติๆ พี่น้องต่อไป


เรื่องของชื่อเสียงเรียงนามและการเรียกขานของคนเราเป็นเรื่องที่น่าสนใจและน่าแปลกใจ เพราะผมเองมีหลานๆ ที่มีชื่อจริงตอนเด็กๆ ชื่อหนึ่ง พอโตขึ้นมา โดนหมอดูทายทักหรือคิดอยากจะเปลี่ยนโชคชะตาราศีให้กับตัวเอง พวกเขาก็ไม่รอช้าที่จะเดินไปเปลี่ยนชื่อจริงกันที่อำเภออย่างง่ายดาย ไม่ใช่แค่หลานๆ ของผมแค่นั้นหรอกครับ ยังมีเพื่อนๆ คนอื่นๆ ทั้งเพื่อนผมเพื่อนคุณ ที่รับรองว่าแค่เหลียวมองก็ต้องพบเพื่อนสักคนที่เคยเปลี่ยนชื่อจริงเสริมดวงให้รับชะตาราศีใหม่มาแล้ว


ตอนที่ผมยังเรียนหนังสือชั้นมัธยมฯ อยู่นั้น ผมมีเพื่อนต่างห้องที่ไม่เคยพูดจากันเลย แต่โดยสารรถกลับจากโรงเรียนพร้อมกับเขาเกือบจะทุกเย็น เลยทำให้ได้เห็นชื่อที่ปักไว้บนเสื้อเขาเขียนไว้ว่า "วัยรุ่น กฐินเทศ" ก็ให้นึกแปลกใจและสงสัยอยู่ว่าทำไมนายคนนี้ถึงได้ถูกพ่อแม่หรือญาติตั้งชื่อว่า "วัยรุ่น" แล้วถ้าวันหนึ่งเขาโตขึ้นเป็นนาย  หรือเป็นอาเป็นลุงที่มีชื่อจริงว่า "วัยรุ่น" แล้วจะชวนให้สับสนเพียงใด


ผมยังมีเพื่อนที่เรียนมหาวิทยาลัยรุ่นเดียวกันที่ชื่อแปลกๆ น่ารักๆ สุดขั้วโลก เพื่อนสาวคนนี้ชื่อว่า "ลักษ์โตเย่น" ซึ่งพอใครก็ตามได้ยินได้เห็นชื่อเพื่อนคนนี้ก็ต้องนึกถึงนมผงเด็กสมัยก่อนยี่ห้อหนึ่ง ซึ่งที่มาของชื่อเพื่อนเองก็เป็นเช่นนั้น เพราะเธอเล่าว่าพยาบาลจดชื่อนมผงเด็กให้พ่อใส่รวมเอาไว้ในกระเป๋าเสื้อที่มีกระดาษจดชื่อลูกสาวแรกคลอดเตรียมแวะไปแจ้งเกิดที่อำเภอ ไม่รู้อะไรเล่นตลกให้พ่อแวะไปที่อำเภอก่อน แล้วหยิบกระดาษจดชื่อยี่ห้อนมผง "แลคโตเย่น" มาแจ้งต่อนายทะเบียนโดยนึกว่าเป็นชื่อที่จะตั้งของลูกสาว 


ทุกวันนี้เพื่อนของผมคนนี้ก็ยังใช้ชื่อนี้อยู่โดยไม่เปลี่ยน และทำให้ใครๆ ที่ได้ยินชื่อของเธอ ก็อยากจะรู้จักเธอและที่มาของชื่อนี้ทั้งนั้น


ธรรมเนียมการให้ชื่อคนและเรียกขานสิ่งของที่รักที่ชอบกลายมาเป็นเรื่องที่สำคัญและน่าสนใจต่อชีวิตของคนเรา หลายคนตั้งชื่อเล่นหรือชื่อเรียกขานให้กับข้าวของที่รักที่ชอบ ตั้งแต่ชื่อสัตว์เลี้ยง รถ ตู้ตั่งเตียง ผมเองก็ชอบที่จะให้ชื่อสิ่งต่างๆ ทั้งคอมพิวเตอร์ (ผมเคยเรียกคอมพ์ตั้งโต๊ะผมว่า "โบฟา") ต้นไม้ (ล่าสุดต้นกวักมรกตข้างล่างถูกผมเรียกว่าต้น "อุ๊" ตามชื่อน้องที่ให้ต้นนี้มา) รถแจ๊ซสีดำของเราเรียกกันว่า "ต้อยตีวิด" เพราะว่าคันเก่าก่อนหน้านี้ชื่อว่า "ต้อยติ่ง" และเคยมีหมาสีดำที่เรียกว่าเจ้า "ซีอิ๊ว"


ผมเขียนเส้นภาพซีอิ๊วเล่นๆ บนเศษกระดาษ
ไม่ว่าสิ่งนั้นหรือใครคนใดจะชื่ออะไรก็ตาม ชื่อที่เรียกขานอาจจะบ่งบอกลักษณะได้บางส่วนเสี้ยวเพียงแค่นั้น ไม่ว่าเราเองจะชอบหรือรู้สึกชื่อนั้นใช่สำหรับเราเองหรือไม่ แต่ทุกคนรู้ดีว่าคุณภาพหรือเนื้อในของความเป็นคนว่าจะดีมีค่าหรือมีคุณภาพเพียงใดนั้น ไม่สามารถรู้ได้จากชื่อที่ปักไว้บนเสื้อนักเรียนหรือยี่ห้อที่พะไว้ให้เรียกตามชื่อเท่านั้น

วันเสาร์ที่ 7 พฤษภาคม พ.ศ. 2554

วันเสาร์...ของเรา ไม่ซ้ำใคร

พอพูดถึง "วันเสาร์" คิดถึงหรือนึกถึงอะไรกันบ้างครับ...


สำหรับผม วันเสาร์โดยเฉพาะวันนี้เป็นวันที่รู้สึกเหมือนคนเกาะขอนลอยน้ำขึ้นฝั่ง ได้พักบ้างได้หยุดบ้างจากการทำงานประจำ ซึ่งมีการงานประเดประดังตามประสา แต่หากไม่มีวันเสาร์เป็นสัญลักษณ์ของการเดินทางมาจนสุดสัปดาห์เอาไว้คอยเตือนใจ เราเองก็อาจจะมุทำงาน หรือกำลังติดอยู่ในห้วงความคิดถึงการงานจนหยุดไม่อยู่เลยก็เป็นได้


วันเสาร์ = ออกไปนั่งกินโดนัทชิ้นโปรด
นึกสนุกๆ ว่าวันเสาร์สำหรับเราคืออะไร และหมายถึงอะไร ก็เลยลองเขียนขึ้นมาเล่นๆ ดังนี้ครับ


วันเสาร์ = สีม่วง
วันเสาร์ = วันสุดท้ายของอาทิตย์
วันเสาร์ = วันหยุด
วันเสาร์ = วันเกิดของแม่
วันเสาร์ = วันที่ฝนตกตอนสายๆ
วันเสาร์ = วันที่เพื่อนสนิทจากเชียงใหม่โทรมาหา
วันเสาร์ = วันที่รู้สึกว่าชงกาแฟถ้วยโปรดได้พอดีกลมกล่อม
วันเสาร์ = วันที่ตลาดนัดจตุจักรเปิดให้เดินช็อปปิ้ง
วันเสาร์ = saturday
วันเสาร์ = วันที่นอนตื่นสายได้กว่าปกติ
วันเสาร์ = หาอะไรอร่อยๆ กินตอนกลางวัน
วันเสาร์ = การออกไปเยี่ยมญาติที่โรงพยาบาล
วันเสาร์ = เขียนการ์ตูนเล่นได้คล่องมือ
วันเสาร์ = วันเขียนบล็อกตะลุมบอน (อีกวัน)
วันเสาร์ = ได้อ่านหนังสือที่อยากอ่านโดยไม่จำกัดเวลา
วันเสาร์ = รายการทีวีที่โปรดฉาย
วันเสาร์ = วันล้างรถ
วันเสาร์ = วันเล่นกับหมาแมวได้เรื่อยเปื่อย
วันเสาร์ = วันที่ต้องสอนโยคะ
วันเสาร์ = วันที่จะออกไปปั่นจักรยานเล่น
วันเสาร์ = ลงมือทำกับข้าว เมนูที่อยากกิน
วันเสาร์ = ออกไปดูหนัง
วันเสาร์ = ออกไปกินข้าวกับคนรัก
วันเสาร์ =  ...


การ์ตูนที่เขียนเล่นในเช้าวันเสาร์...
น่าจะดีที่เราจะหาความหมาย หาสิ่งที่จะทำหรือสิ่งที่อยากทำให้กับวันวันหนึ่ง เพราะหากดูให้ดีๆ เพียงเวลาหนึ่งวันไม่สั้นไม่ยาวเช่นวันเสาร์วันเดียว เราก็อาจเพลิดเพลินกับการใช้ชีวิต การทำกิจกรรมใดกิจกรรมหนึ่ง เวลาที่มีอยู่อาจไม่มากมายหรือหมดไปรวดเร็วอย่างไม่ทันนึก


แต่หากเราสนุกที่จะใช้ชีวิต จัดสรรเวลา และหาความหมายให้กับสิ่งที่อยากทำได้จริงๆ


วันเสาร์ = วันลำดับสุดท้ายของสัปดาห์ของเราก็จะไม่น่าเบื่อ ไม่หมดไปอย่างง่ายดาย ไม่ไร้ความหมาย และไม่ซ้ำใคร