วันเสาร์ที่ 28 พฤษภาคม พ.ศ. 2554

ปุ๋ยของจิตใจ

มิใช่แค่ต้นไม้หรอกนะครับที่เหี่ยวแห้งขาดสารอาหารและร่ำร้องผ่านสีเหลืองซีดโรยราทางใบว่า "ขาดปุ๋ย" แต่เราๆ ท่านๆ ที่เป็นคนก็มีสักวันหรือสักโอกาสที่รู้สึกว่า ตอนนี้เราเองกำลังเหี่ยวเฉา ล้าและอ่อนแรง ด้วยขาดสารอาหารทางจิตใจ


ขอเพียงเรามีสติที่จะคอยสังเกตสังกาความรู้สึกและความเป็นไปของตัวเองให้ดี ว่าตอนไหนบ้างที่เรา "ไม่สนุก" กับชีวิตรอบๆ ตัวที่กำลังเคลื่อนไหว และรู้สึกเหมือนแบตเตอรี่ในร่างกายกำลังจะหมด ทุกอย่างดูน่าเบื่อ เหนื่อยหน่ายและช้าลงๆ ทุกขณะ ตอนนั้นน่าจะเป็นสัญญาณที่ดีที่เราจะบอกกับตัวเองว่าถึงเวลาที่จะซ่อมบำรุงส่วนที่สึกหรอทางจิตใจโดยด่วน


แต่ส่วนมากแล้ว เวลาที่คนเรากำลังเบื่อหน่ายกับชีวิต สติปัญญาและกำลังใจกลับเป็นสิ่งที่ขาดหายไปก่อน ซ้ำยังเรียกหาอย่างไรก็เหมือนกู่ไม่กลับและไม่หลงเหลืออยู่ บ่อยครั้งคนเราจึงขาดสติและปล่อยตัวเองเลื่อนลอยไปกับโมงยามที่น่าเบื่อทีละเล็กทีละน้อย จนในที่สุดก็คล้ายจมอยู่ในบ่วงหรือห่วงของความทุกข์ทน โลกไม่น่าอยู่ ผู้คนไม่น่ารัก  การงานไม่น่าทำ ชีวิตไม่สนุก กระทั่งถึงขนาดว่าไม่น่าจะมีลมหายใจอยู่ต่อไป


แท้จริงแล้วจริงหรือที่โลกเลวร้าย ผู้คนที่เราแคร์และรักไม่สนใจหรือไม่ได้ดังใจ แม้แต่คนอื่นที่เราปฏิสัมพันธ์ด้วยจะสามารถกระทำย่ำยีเราอย่างประสงค์ร้าย จนพลอยให้ใจแห้งเหี่ยวราวกับต้นไม้ขาดปุ๋ย ความจริงน่าจะเป็นที่ "ตัวเรา" กับความคาดหวัง ความเข้าใจและความไม่พอใจใน "ความสุข" ที่มีอยู่ ที่ไม่พอดีกันมากกว่า


เมื่อเราหมั่นรดน้ำพรวนดิน บำรุงด้วยปุ๋ย หยิบแมลงศัตรูพืชและหนอนออกจากต้นไม้ดอกไม้ในสวนที่บ้านทิ้งออกไป ด้วยหวังว่าต้นไม้ทั้งหลายจะผลิดอกออกใบเป็นความสวยงามร่มรื่นให้ชื่นชมได้ แล้วทำไมเราจะไม่เหลียวแลความรู้สึกและหมั่นขัดเกลา รดน้ำพรวนดิน ใส่ปุ๋ยบำรุงให้ร่างกายและจิตใจเราเข้มแข็ง หัวใจของเราก็จะได้ไม่แห้งเหี่ยวเฉา ต่อให้สรรพสิ่งจะไม่เคลื่อนไหวไปในทิศทางตามที่ใจเราต้องการหรืออยากจะให้เป็นไปตลอดเวลา เพราะสิ่งต่างๆ นั้นย่อมอยู่เหนือการควบคุมของตัวเรา แม้กระทั่งความสุขความทุกข์ในตัวเราเองก็ยากที่จะกำหนดได้เอง


เติมความสุขทีละเม็ดทีละเกล็ดลงในชีวิตเหมือนเราค่อยๆ หย่อนปุ๋ยลงในเนื้อดินของจิตใจและอย่าปล่อยให้ผืนดินของใจเราแห้งผาก

วันศุกร์ที่ 27 พฤษภาคม พ.ศ. 2554

where we belong to


ภาพประกอบน่ารักวาดโดยโมโมโกะ
เมื่อวานนี้ฉันได้เฉียดเข้าไปสำรวจชีวิตของคนอยู่หอ เพราะไปช่วยเดินหาหอพักให้หลานจากอุบลฯ ที่สอบติดจุฬาฯ
จากที่เคยคิดว่าคอนโดฯ สมัยนี้ช่างเล็กน่าอึดอัดเสียนี่กระไร พอได้เห็นหอพักก็พบว่าห้องในหอพักเล็กยิ่งกว่า ค่าเช่าถูกที่สุดคือเดือนละ 3,700 บาท แต่สภาพห้องทั้งหลอนและไม่ปลอดภัย
ฉันไม่เคยรู้มาก่อนว่าซอกซอยย่านราชเทวีและพญาไทจะมีหอพักยุ่บยั่บขนาดนี้ จำนวนประชากรในย่านนั้นหนาแน่นมาก หอพักมากมายตั้งเรียงรายชิดติดกัน แต่ก็ยังไม่มีห้องว่างให้หลานและเพื่อนเช่าอยู่ ความจริงห้องว่างพอมีบ้างซึ่งก็ไม่น่าแปลกใจ เพราะสภาพของมันก็สมควรแล้วที่จะว่างต่อไป
ในห้องที่เล็กแคบของหอพัก บางห้องมีคนอยู่ถึง 4-5 คน อยู่กันเป็นครอบครัวทั้งผู้ใหญ่ เด็ก และคนแก่ 
           
คนกรุงเทพฯ อย่างฉันไม่เคยพลัดถิ่นไปใช้ชีวิตยาวๆ ในจังหวัดอื่นมาก่อน ก็เลยไม่เคยลิ้มรสการอยู่หอ ตอนเรียนมัธยมเคยคิดอยากเป็นนักเรียนประจำตามประสาวัยรุ่นติดเพื่อน พอเรียนมหาวิทยาลัยก็อยากเป็นเด็กหอกับเค้าบ้าง เพราะนอกจากไม่ต้องเดินทางไปกลับแล้ว ยังได้นอนคุยกับเพื่อนร่วมห้องด้วย คิดแล้วน่าสนุก
            เวลาล่วงเลยผ่านไป แม้จะยังไม่มีโอกาสอยู่หอ แต่ก็ได้เปลี่ยนที่พักชั่วคราวยามเดินทางท่องเที่ยว บางครั้งดวงขึ้นได้นอนโรงแรมสุดหรู มีอ่างจากุชชี่ มีแกรนด์เปียโนในห้อง บางคราวดวงตกโคจรไปเจอห้องผีสิง นอนๆ อยู่มีเสียงเคาะหลังคานานเป็นชั่วโมง และบ่อยครั้งได้พบเจอที่พักน่ารักน่าประทับใจ
ไม่ว่าห้องนอนชั่วคราวจะเก๋หรูอยู่สบายแค่ไหน ทุกครั้งที่ได้กลับมาล้มตัวลงนอนบนเตียงที่บ้าน ร่างกายและจิตใจดูเหมือนจะได้พักจริงๆ ถึงปลอกหมอนบางใบจะซักจนขึ้นขุย แต่เราสามารถนอนแผ่หลาได้อย่างสนิทใจ
ฉันคิดว่าช่างโชคดีที่ได้กลับบ้าน

แข้งขาเมื่อยขบตามวัยหลังกลับจากการสำรวจหอพักเมื่อวานนี้ หมอนยวบๆ ใบเก่ารองรับหัวสมองอันหนักอึ้ง ผ้าปูที่นอนผืนใหม่เนียนนุ่มนอนสบาย 
เปลือกตาค่อยๆ ปิดลง พร้อมกับบอกตัวเองว่าช่างโชคดีที่มีบ้านให้กลับ


ตายจากกันทั้งที่ยังมีชีวิตอยู่

     เมื่อเดือนก่อนแมวที่ฉันรักที่สุดได้หายตัวออกจากบ้านไป จนถึงวันนี้ไม่มีวี่แววว่าจะกลับมาแต่อย่างใด ยุทธการพลิกแผ่นดินตามหาแมวนั้นฉันไม่เคยน้อยหน้าใคร การจากพรากจากสิ่งที่รักเป็นทุกข็ใจแสนสาหัส แม้ทุกคนจะจำประโยคนี้ขึ้นใจ แต่จะมีใครสักกี่คนที่ห้ามใจไม่ให้รักสิ่งใดได้...

     เพื่อนพ้องชาวโซเชียล เน็ตเวิร์คที่คบหากันทางอากาศ ส่งคำปลอบประโลมมาถึงฉันกันมากมาย เป็นครั้งแรกที่ฉันรู้สึกว่าในโลกไซเบอร์ที่คนชอบพูดว่าเป็นความสัมพันธ์อันว่างเปล่านั้น แท้จริงแล้วเราจับต้องได้จริงเช่นกัน คนที่เราไม่รู้ว่าเขาเป็นใคร และอยู่แห่งหนไหนบนโลกใบนี้ แต่ตัวหนังสือที่พิมพ์ถึงกัน สามารถสื่อสาร ปลอบใจ และให้กำลังใจกันได้เช่นเดียวกับเพื่อนที่เราคบหาบนโลกแห่งความจริง

   ถึงวันนี้แมวฉันยังไม่กลับมา บางคนบอกว่า ให้คิดว่าแมวอาจไปเที่ยวเล่น สักวันจะกลับมาแน่นอน บางคนก็บอกว่าแมวอาจไปอยู่บ้านใหม่ หรือเจอคนใจดีอุปการะไว้ บางคนบอกว่าแมวกลับบ้านถูกแน่นอน วันไหนเขาอยากกลับมาเขาจะกลับมาเอง เราหาใช่เจ้าของชีวิตแมว ที่จะกำหนดให้แมวอยู่กับเราหรือไม่อยู่กับเรา

  ฉันอ่อนล้าต่อการรอคอยการกลับมาของแมว..อยากคิดว่าแมวตายไปแล้ว จะได้ไม่ต้องรออย่างมีความหวังอีกต่อไป เมื่อพยายามคิดเช่นนั้น ฉันกลับระทมทุกข์หนัก คิดไปต่างๆนานาว่าใครทำให้แมวต้องตาย ฉันจึงเปลี่ยนความคิดใหม่ว่าวันหนึ่งแมวจะต้องกลับมา ทำให้ฉันคึกคักขึ้นอีกครั้ง แต่แล้วฉันก็ทุกข็ไม่แพ้กัน เพราะฉันเฝ้ามองไปที่ประตูและหน้าต่างที่แมวเคยมาเรียกทุกคืน ยังความร้าวรานใจไม่จบสิ้น เป็นการรอคอยอย่างมีความหวังที่ไร้หวัง...

 ระหว่างความทุกข์ที่ว่า แมวตายไปแล้ว กลับการรอคอยอย่างมีหวังและผิดหวังทุกวันที่แมวไม่กลับมา อย่างไหนจะดีกว่ากัน

     เพื่อนฉันคนหนึ่งโทรมาหาเพื่อบอกว่า เธอกำลังจะหย่า  ฉันฟังทุกเรื่องอย่างสงบแล้วถามเธอว่า
  "เธอยังรักเขาอยู่ไหม" เธอเงียบไป แล้วตอบว่า
  " ก็ยังรัก แต่ถ้าหย่าแล้ว ฉันกับเขาจะตัดขาดกันให้เด็ดขาด ชั่วชีวิตนี้ฉันกับเขาจะไม่มีวันมาเจอหน้ากันอีกต่อไป คิดเสียว่าเราตายจากกันไปแล้ว"    เธอสรุปได้อย่างเหงาใจเป็นที่สุด
    "เป็นการตายจากกันทั้งที่ยังมีชีวิตอยู่ เธอรู้ไหมการตายจากแบบนี้ทรมานที่สุดในชีวิต" ฉันหวนคิดถึงแมวตัวเอง
    "ขณะใจหนึ่งคิดว่าตายจาก แต่ใจหนึ่งจะกระซิบบอกว่าเขายังอยู่เสมอ แล้วเธอจะทุกข์ใจไม่สิ้นสุด จนกว่าเธอจะหยุดรักเขาได้" ฉันให้คำปรึกษา

  หลายคนมักคิดว่า "ความตาย" จะช่วยหยุดทุกสิ่ง ซึ่งไม่ใช่ความจริงทั้งหมด  ฉันเชื่อว่า ความตายไม่สามารถหยุดความรักได้  ความตายแข็งแรงกว่าชีวิตก็จริงอยู่ แต่ความรักนั้นแข็งแกร่งกว่าความตาย
           ความรักจะอยู่เช่นนั้นเป็นนิรันดร์ และความตายก็ไม่อาจหยุดความรักได้เลย
         
         เพื่อนฉันยังไม่ได้หย่า.และหวังอย่างเลือนลางว่าเขาจะกลับมารักเธอเหมือนเดิม และฉันก็ยังตื่นขึ้นมาทุกเช้าอย่างมีความหวังทุกวันเพื่อรอการกลับมาของแมว..และผิดหวังทุกคืนเมื่อแมวไม่กลับมา..

           เราต่างหาความรักที่หายไปของเราไม่เจอ..เป็นการตายจากกันทั้งที่ยังมีชีวิตอยู่จริงๆ
        
Paokuntima
27/ 05/2011

วันพฤหัสบดีที่ 26 พฤษภาคม พ.ศ. 2554

สายฝนและแสงไฟ

สองวันก่อนที่กรุงเทพฯ ฝนตกกระหน่ำยามใกล้ค่ำ พาให้ไฟฟ้าดับไปโดยไม่มีสาเหตุ และยังดับเป็นเวลานานนับชั่วโมงอย่างไม่รู้ว่าเมื่อไรไฟจะมา


เมื่อแสงสว่างจากไฟฟ้าหายไป ความมืดความเงียบก็เข้ามาแทนที่ ยังโชคดีว่าอากาศตอนฝนตกกระหน่ำนั้นไม่ร้อนอบอ้าวสักเท่าไร เพราะเราหมดหนทางที่จะใช้ไฟฟ้าเปิดพัดลมให้ใบพัดหมุนได้


เมื่อไม่มีไฟฟ้ามาเอื้อความสะดวกให้เหมือนในยามปกติที่เราสามารถเปิดปุ้บติดปั้บ ซ้ำยังดับไปเป็นชั่วโมง ความมืดก็ย่างกรายเข้ามาแทนแสงตะวันอันริบหรี่ที่ค่อยๆ จากไปอย่างรวดเร็ว ทำให้ต้องนึกหาว่าวางเทียนไข ไม้ขีดไฟและพัดใบลานที่ซื้อมาจากคนชราที่มานั่งขายตามตลาดเอาไว้ตรงไหน จะได้หยิบเอามาใช้ในสถานการณ์คับขันเช่นนี้


กรุงเทพฯ เมืองใหญ่ที่แสงไฟเคยครอบคลุมทุกพื้นที่ตารางนิ้วและสร้างความสะดวกสบายให้ทุกชีวิต จนเราแทบจะนึกไม่ถึงว่าจะมียามเช่นนี้ที่ฟ้าฝนกระหน่ำ สิ่งต่างๆ เช่น ไฟฟ้าดับก็อาจเกิดขึ้นได้ และเมื่อถึงเวลาเช่นนี้ หลายๆ สิ่งที่เราเคยคิดว่าหมดประโยชน์ พ้นจากยุคสมัยแห่งความสะดวกสบายจากไฟฟ้า เช่น เทียนไข ไม้ขีดไฟและพัด ก็กลายเป็นสิ่งของที่จำเป็นและมีประโยชน์ต่อชีวิตอย่างไม่น่าเชื่อ


เมื่อไฟฟ้าไม่ยอมมาสักทีก็เลยจะต้องตัดสินใจคลำทางด้วยแสงเทียนลงไปเพื่อหุงหาอาหารกินในครัว ยังโชคดีว่าความสะดวกสบายอย่างหนึ่งคือเตาแก๊สยังคงใช้การได้อยู่ หลังจากต้มน้ำทำน้ำแกง อุ่นและปรุงอาหารด้วยเตาแก๊ส เราเลยนึกขึ้นมาได้ว่าบรรดาชาวคอนโดระฟ้าจะใช้ชีวิตกันอย่างไร เมื่อไฟฟ้าดับ เพราะไม่มีลิฟต์และยังใช้เตาแก๊สไม่ได้เหมือนครัวเรือนปกติอีก


ความสว่างไสวที่จรจากไปอย่างไม่มีปี่ไม่มีขลุ่ยและทิ้งเราไปโดยไม่มีวี่แววว่าเมื่อไรจะกลับมา ทำให้เรื่องราวหนหลังเมื่อครั้งยังเป็นเด็ก ที่ไฟฟ้ามักจะดับและดับไปนานๆ เช่นนี้ทุกทีเมื่อฝนตกหนัก ได้หวนกลับมาสู่บทสนทนาอีกครั้ง ไม่น่าเชื่อว่าแค่ไม่มีแสงสว่างจากหลอดไฟและไฟฟ้า ความมืดที่รายล้อมเราไว้นอกรัศมีของแสงเทียนจะกลายเป็นเหมือนผืนผ้าและกระดานสำหรับความทรงจำและความหลังได้กระโดดออกมาโลดแล่นจากส่วนลึกของความทรงจำที่เก็บเอาไว้


แม้ข้างนอกฝนจะตกหนักและปราศจากแสงสว่างอันรุ่งโรจน์ไปทุกตารางนิ้วจากไฟฟ้าเช่นเคย ชีวิตกลับเรียบง่ายขึ้น มีความสุขตามอัตภาพและไม่ต้องการอะไรมากมาย แค่เพียงเตาแก๊สทำความร้อน แสงเทียนให้ความสว่างไม่กี่จุด ความเย็นที่โบกพัดจากแรงกระพือของมือเราเองก็เย็นใจและอบอุ่นใจได้...ก่อนที่ไฟฟ้าจะหวนกลับมาจุดความสว่างและขับไล่ความทรงจำเก่าๆ ให้กลับเข้าไปสู่ที่ทางเดิมของมัน

วันจันทร์ที่ 23 พฤษภาคม พ.ศ. 2554

เก่งไม่กลัว

คุณกระโดดได้สูงหรือเปล่า มีเสียงร้องที่ไพเราะ ตัวอ่อนตัวงอได้มากเป็นพิเศษ หรือว่าพอได้ยินเสียงดนตรีที่มีจังหวะก็สามารถขยับแข้งขยับขาได้สวยงามเข้าจังหวะอย่างน่าดูชม...

เมื่อวานเย็น ผมนั่งดูรายการ Thailand's Got Talent รอบสุดท้ายของผู้เข้าแข่งขัน 12 คนโดยที่ไม่ได้เชียร์ใครเป็นพิเศษ เรียกว่าดูเอาสนุกเอามันล้วนๆ แต่ขณะเดียวกันก็อดไม่ได้ที่จะนึกถึงคำว่า "ความสามารถพิเศษ" หรือ "พรสวรรค์" หรือ Talent ที่รายการนี้นำมาตั้งชื่อด้วยว่า จริงหรือไม่ที่คนเราทุกๆ คนมีความสามารถพิเศษ มีพรสวรรค์ที่ไม่ต้องเสาะแสวง หรือว่าจำเป็นเพียงใดที่เราจะต้องค้นหา ค้นพบ ฝึกลับพรสวรรค์ในตัวตนเราให้คมขึ้นเก่งขึ้น เพื่อที่วันหนึ่งจะได้นำสิ่งนั้นมาแสดงออกให้ผู้คนประจักษ์บนเวที

อย่างที่ผมว่าน่ะแหละครับว่า พรสวรรค์อาจเป็นสิ่งใดสิ่งหนึ่งที่ติดตัวเรามาแต่เกิด ทุกๆ คนมีอยู่ เพียงแต่ไม่รู้ตัวเองว่ามี หรือว่าพรสวรรค์เป็นเพียงคำเรียกขานแทนสิ่งที่คนเราจะเก่งกล้าสามารถขึ้นมาได้ เพราะ "รู้จัก" และ "ค้นพบ" ไม่ปฏิเสธในตัวตนที่มีอยู่ แล้วกล้าที่จะหยิบยกสิ่งที่ซุกซ่อนอยู่ลึกๆ ในตัวเราขึ้นมาขัดเกลาทีละเล็กทีละน้อย จนกระทั่งสิ่งธรรมดาในสายตาคนอื่นนั้น สามารถฉายแสงออกมาโดดเด่น

เวทีประกวดความสามารถหรือ Talent จากรายการนี้ ไม่ได้จำกัดจำเพาะว่าคุณจะต้องเป็นนักจำอวด เล่นมายากลเก่ง แต่งเพลงเป็นหรือร้องเพลงได้ กล้าบุกน้ำลุยไฟ เต้นระบำในจังหวะและลีลาต่างๆ นานา หรือร้องเพลงประกอบท่าโยคะ เป็นคนปกติธรรมดาหรือร่างกายพิกลพิการ แต่อย่างน้อยก็ทำให้เราได้เห็น "การเข้าถึง" และ "ตีความ" ความหมายของคำว่าพรสวรรค์จากผู้คนเรือนหมื่นเรือนแสนทั่วเมืองไทยที่ให้ความสนใจเข้าร่วมแข่งขันกันอย่างคึกคัก จนกระทั่งผ่านการคัดเลือกของผู้ชมจากการลงคะแนนโหวตทางโทรศัพท์เหลือเพียง 12 ผู้เข้าแข่งขันแค่นั้น

เราอาจจะดูรายการนี้ด้วยความสนุกจากความบันเทิงในจังหวะลีลาของการแสดงก็จริง แต่ผมเชื่อว่าแม้ทุกๆ คนบนเวทีแห่งนี้จะเก่งหรือมีความสามารถติดตัวมาซึ่งทำให้โดดเด่นหรือทำสิ่งนั้นได้ดีกว่าคนอื่นๆ ที่มีความสามารถอย่างเดียวกัน แต่ทุกๆ คนกว่าจะก้าวขึ้นมาเป็น "ที่หนึ่ง" ในจุดที่ตัวเองแสดงออกได้นั้น คงต้องผ่านการซ้อมอย่างหนัก จะต้องมีการฝึกฝนเพื่อทำให้ดี สวยงาม สนุกและลงตัวมากที่สุด ใช่เพียงเกิดมามีความสามารถแล้วไม่ทำอะไรเพื่อต่อเติมหรือฝึกฝนเพื่อไปสู่จุดที่ดีที่สุดและยิ่งใหญ่ที่สุดที่พรสวรรค์ในตัวเองจะก้าวไปได้

นานมาแล้วผมเคยอ่านบทความในหนังสือพิมพ์ไทยรัฐโดยผู้เขียนที่ใช้นามปากกาว่า "แรม" (ซึ่งผมอาจจะจำผิด) เขา (หรือเธอ) ตั้งชื่อบทความไว้ว่า "อย่าเอาแสงสว่างไปซ่อนไว้ใต้หิน" ซึ่งบอกเล่าทำนองว่า คนเราทุกคนมีแสงสว่างหรือความสามารถในตัวเองทุกคน เปรียบเสมือนแสงจันทร์ที่สุกสว่าง หรือมีข้อดีในตัวด้วยกันทุกคน ขอเพียงเรามีความเชื่อมั่น ยอมรับในตัวเอง และไม่ลังเลที่จะหาหนทางที่จะปล่อยแสงออกมาก็จะประสบความสำเร็จ แต่หากเราขลาดกลัวแล้วเก็บความสามารถหรือแสงในตัวเองไปซุกไว้ใต้ก้อนหินเสียแล้ว ก็คงไม่มีใครมองเห็น

การเกิดมาเก่งหรือเกิดมาพร้อมพรสวรรค์น่ะไม่น่ากลัว แต่ที่น่ากลัวคือคนเก่งแต่ไม่ฝึกฝน ทะนงตนเพราะคิดเอาเองว่าตัวเองดีแล้ว เก่งแล้ว เหนือกว่าคนอื่นแล้ว

วันอาทิตย์ที่ 22 พฤษภาคม พ.ศ. 2554

อย่าสิ้นศรัทธา

การเมืองบ้านเรากำลังอยู่ในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่ออีกครั้ง จากการเลือกตั้งทั่วไปปี 2554 ที่กำลังจะเกิดขึ้น ตอนนี้ตามท้องถนนหนทางเมืองไทยเต็มไปด้วยป้ายโฆษณาหาเสียงของพรรคและนักการเมืองต่างๆ พร้อมกับคำสัญญิงสัญญาตามนโยบายหาเสียง


สภาพและบรรยากาศเช่นนี้ไม่ได้ช่วยให้หัวใจของคนไทยหลายๆ คนกระตือรือร้นหรือให้ความสนใจต่อความเป็นไปของการเลือกตั้งที่จะเกิดขึ้นมากไปกว่าความรู้สึกชินชา ว่าการเลือกตั้งก็เกิดขึ้นหนแล้วหนเล่าเหมือนที่ดำเนินมาและดำเนินไปในนครสารขัณฑ์แห่งนี้ ด้วยว่าเราต่างเกือบสูญสิ้น "ศรัทธา" ไปกับระบอบประชาธิปไตยแบบไทยๆ และพฤติกรรมของนักการเมืองที่บิดพลิ้ว เล่นพรรคเลือกพ้องของตัวเองมากกว่าประเทศชาติหนแล้วหนเล่า


คำว่า "ศรัทธา" แม้ว่าจะเป็นคำนามธรรมที่ยากจะหยิบยกขึ้นมาให้ได้เห็นเด่นชัด แต่ก็เป็นสิ่งที่มีความสำคัญต่อระบบความเชื่อ ต่อการใช้ชีวิต ให้ดำเนินไปอย่างมีแก่นสารในทุกๆ ด้าน เรียกว่าขอเพียงชีวิตเรายังมีศรัทธา ถ้าชีวิตประกอบด้วยศรัทธา ก็ย่อมไม่ยากเย็นที่ทำให้คนเราใช้ชีวิตในทุกๆ ด้านได้อย่างมีพลังและงดงาม


ศรัทธาในที่นี้ไม่ได้หมายถึงศรัทธาต่อระบบความเชื่อ การเมือง ลัทธิศาสนา หรืออื่นใด ไม่ได้หมายถึงศรัทธาในตัวบุคคลอื่นที่เราอยากจะยึดเหนี่ยว ไม่ได้หมายถึงศรัทธาต่อสิ่งต่างๆ ภายนอก เพื่อเราจะได้เลิกสนใจสิ่งที่อยู่ภายในความรู้สึกและจิตใจของตัวเอง แต่เป็น "ศรัทธา" ในการกระทำของเราเอง ศรัทธาในการมีชีวิตอยู่และเชื่อว่า ชีวิตของเราเกิดขึ้นและดำเนินไปอย่างมีเหตุผล เพื่อก่อให้เกิดความดีงามและงดงาม ทั้งต่อตนเองและสรรพสิ่งที่อยู่ร่วมในสังคม


ศรัทธาในภาษาอังกฤษเรียกว่า Faith  ดังมีคำที่ชอบพูดกันยามที่มีใครสิ้นหวังว่า "Keep The Faith" ตราบใดที่ยังมีชีวิตอยู่ อย่าทอดทิ้งศรัทธา...


ขอจงมีศรัทธาไว้เป็นที่ยึดเหนี่ยวของจิตใจ ไม่ว่าจะผ่านฤดูกาลแบบไหน จะเป็นฤดูที่พายุฝนแห่งอุปสรรคซัดกระหน่ำจิตใจจนซวนเซ หรือฤดูเลือกตั้งที่เกิดขึ้น ผ่านไป และทำให้เราเห็นธาตุแท้ของนักการเมือง ก็ขอให้ดำเนินชีวิตต่อไปโดยไม่ลืมประดับหัวใจของเราเอาไว้ด้วย "ศรัทธา"

วันเสาร์ที่ 21 พฤษภาคม พ.ศ. 2554

ณ ที่ซึ่งความรักพำนักอยู่

เบื้องหลังช็อตที่ทีม my home ถ่ายหน้าปก
วันนี้บ้านเหลือง little sunshine ได้ขึ้นปกนิตยสาร my home ค่ะ อันที่จริงทางทีมงาน my home มาถ่ายรูปและพูดคุยกับพวกเราตั้งแต่ต้นเดือนมีนาคมโน่นแล้ว ฮ่องเต้ (นักเขียน) บอกว่าจะวางแผงฉบับเดือนมิถุนายน เป็นวาระครบรอบ 1 ปีของนิตยสารพอดี
เคหาสน์ลาดพร้าวของเราเป็นตึกแถว 5 ชั้นครึ่ง อยู่มา 28 ปีแล้ว แต่ก่อนอยู่กันอุ่นหนาฝาคั่งแทบทุกชั้น เพราะพ่อ แม่ และพี่ชายสองคนยังพักอาศัยอยู่ใต้ชายคาเดียวกัน
ชั้นล่างสุดเคยเป็นร้านก๋วยเตี๋ยวเนื้อตุ๋นและข้าวหน้าไก่ ขายได้ 10 กว่าปีก็เลิกกิจการ ไม่ใช่รวยแล้วเลิก แต่มีเหตุให้ต้องเลิก เพราะลูกมือจากแดนอีสานฮิตไปทำงานในโรงงาน (เมื่อราวสิบปีก่อน) พอหยุดตรุษจีนแล้ว ไม่มีใครยอมกลับมาทำงานอีก บวกกับลูกๆ โต มีงานทำกันหมด ร้านหมงโภชนาจึงต้องปิดตัวไปโดยปริยาย

ตึกแถวริมถนนตึกนี้ พ่อและแม่ของฉันซื้อหามาด้วยน้ำพักน้ำแรง ทำงานหนักช่วยกันเก็บหอมรอมริบ ค่อยๆ ผ่อน ถ้ามีเงินก้อนใหญ่ก็โปะแบงค์ไป นานหลายปีกว่าจะหมด ถ้าเทียบราคาปัจจุบันกับเกือบ 30 ปีที่แล้ว เงินล้านกว่าที่พ่อแม่เคยซื้อตึก 5 ชั้นครึ่งนี้ ปัจจุบันสามารถซื้อห้องในคอนโดฯ ได้เพียงห้องเดียวเท่านั้น
ค่าของเงินอาจน้อยลง
แต่ค่าของคำว่า "บ้าน" มีแต่เพิ่มขึ้น

ออกไปทำงาน  แม้จะเหนื่อยเครียดราวกับอยู่ในสมรภูมิรบแค่ไหน อย่างน้อยที่สุดเรายังมีบ้านให้กลับไปพัก  
มีฝักบัวให้เราเปิดรดหัวแรงๆ ชำระความสาหัสของชีวิตวันนี้ออกไป
มีเตียงที่รอเราทิ้งตัวลงนอน เพื่อจะตื่นพร้อมออกรบใหม่ในวันพรุ่ง
  
            คำฝรั่งบอกว่า home is where the heart is
บ้านอาจประกอบด้วยข้าวของเครื่องใช้และของแต่งบ้านสวยเก๋มากมาย แต่บ้านก็คือบ้าน ไม่ใช่โชว์รูม บ้านจึงสกปรกได้ เลอะเทอะได้ อยู่ได้ จับต้องได้
ฝาผนังอาจเลอะด้วยลายเส้นยุ่งๆ ของลูกสาว เมื่อแม่หนูน้อยอยากได้กระดาษแผ่นที่ใหญ่กว่าสมุดวาดเขียน
ขาเก้าอี้ไม้ตัวโปรดยับเยินแหว่งวิ่นจากรอยแทะของลูกหมาลาบราดอร์วัย 5 เดือน
ห้องครัวกับกลิ่นอบอวลมากมาย ทั้งกะปิ ปลาเค็ม และรอยน้ำมันกระเด็นที่เช็ดไม่ออก
ตู้โชว์ที่มีตุ๊กตาตัวแรกที่พ่อซื้อให้ ปะปนกับตุ๊กตาตัวแรกที่แฟนซื้อให้ มันอัดๆ กันอยู่กับข้าวของอื่นไม่ค่อยเป็นระเบียบนัก ฝุ่นจับบ้าง แต่เราไม่เคยคิดโยนทิ้ง
ในวันที่โลกไม่เป็นของเรา พื้นห้องน้ำที่เย็นสบายก็กลายเป็นมุมให้เราทรุดตัวลงนั่งร้องไห้  
  
ว่ากันว่าบ้านที่ไม่มีคนอยู่จะโทรมเร็วจนน่าแปลกใจ ฉันว่าน่าจะเป็นเพราะนอกจากจะไม่มีการปัดกวาดเช็ดถูแล้ว บ้านที่ไร้ผู้อยู่อาศัย แน่นอนว่ามันย่อมขาด ชีวิต อันประกอบไปด้วยเสียงหัวเราะ เสียงพูดคุย เสียงทุ่มเถียง เสียงตะโกน เสียงทอดถอนหายใจ เสียงร้องไห้ และเสียงปลอบโยน
เหล่านี้ล้วนคือสำนียงของความรัก
และความรักเท่านั้นคือสถานที่ที่หัวใจเราพำนักอยู่