วันพฤหัสบดีที่ 29 ธันวาคม พ.ศ. 2554

Pirate not Navy....จงเป็นโจรสลัด..อย่าเป็นทหารเรือ

      ฉันเพิ่งบากบั่นอ่านเรื่องราวของสตีฟ จ็อบส์ อันหนักและหนาจบลงด้วยความประทับใจอย่างยิ่ง และเขาน่าจะเป็นบุคคลที่ฉันจะเก็บขึ้นหิ้งในฐานะบุคคลที่มีมุมมองและความคิดที่ฉันชื่นชอบมากที่สุดคนหนึ่ง ด้วยแนวคิดสุดเท่หลายประการ แต่ที่ประทับใจคงจะเป็นแนวคิดการทำงานที่สตีฟ จ็อบส์ บอกว่า เราควรเป็นโจรสลัด ไม่ใช่ทหารเรือ

     Pirate not Navy เป็นประโยคเด็ดโดนใจฉันจริง ๆ  ทำให้ฉันตีความเอาเองว่าการทำงานประจำซ้ำซากอยู่ในกรอบนั้นทำให้เรากลายเป็นคนสงบเสงี่ยม ไม่กล้าคิดอะไรหลุด ๆ ฉีกแนวอย่างสุดขั้ว หรือกล้าทำอะไรแตกต่างจากเดิม หากเป็นเช่นนี้อย่าหวังว่าเราจะมีไอเดียบรรเจิดสร้างอะไรพิเศษพิสดารที่จะเปลี่ยนโลกใบนี้ได้  เปรียบไปเหมือนทหารเรือที่เฝ้าระวังรักษาเรืออย่างมีระเบียบแบบแผน ทำทุกอย่างรอบครอบและเน้นความปลอดภัย แตกต่างจากบรรดาโจรสลัดที่ใช้ชีวิตอย่างโลดโผน กล้าทำสิ่งท้าทาย ไม่กลัวสิ่งใด ๆ เพื่อจุดมุ่งหมายคือค้นพบมหาสมบัติล้ำค่าให้ได้

   บรรดาโจรสลัดหัวสมองชั้นเลิศชอบความท้าทาย และคลั่งไคล้ผลิตภัณฑ์ จึงมารวมตัวกันที่บริษัท แอปเปิ้ล และสร้างนวัตกรรมแปลกใหม่ เปลี่ยนโลกทั้งใบด้วยตระกูลไอทั้งหลาย ไม่ว่าจะเป็น ไอพอด ไอโฟน ไอแพด ทั้งหมดเกิดขึ้นได้เพราะสตีฟ จ็อบส์ มี ไอลีดเดอร์ชิป ( Ileadership )


    คุณพอจะมีนิสัยโจรสลัดบ้างไหม ? ถ้าหากไม่เคยคิด ไม่เคยมี ปีใหม่นี้น่าจะเป็นวาระดี ๆ ที่น่าจะลองคิดลองเป็นโจรสลัดกันสักครั้ง การเป็นโจรสลัดของสตีฟ จ็อบส์ ไม่ได้หมายความว่าให้คุณหยิบอาวุธออกไปปล้นฆ่าช่วงชิงทรัพย์สินคนอื่นหมือนโจรสลัดโซมาเลีย แต่คงสนับสนุนให้คุณหยิบอาวุธความคิดสนุก ๆ แปลกใหม่ในชีวิตออกมาขัดสีฉวีวรรณ ทำอะไรใหม่ ๆ ที่สร้างสรรค์ และมุ่งมั่นฟันฝ่าจนได้หีบมหาสมบัติล้ำค่าเป็นผลงานชิ้นสำคัญในชีวิตสมดั่งความตั้งใจ

     ปิดตาสักดวง...ติดตะขอที่มือสักข้าง...แต่เปิดสมองให้โล่งกว้าง...แล้วมาเป็นโจรสลัดกันสักครั้งเถิดพวกเรา..

PAOKUNTIMA  ^ ^
29/12/2011

วันอังคารที่ 6 ธันวาคม พ.ศ. 2554

หยดน้ำที่เติมตุ่ม



ทุกๆ โมงยามทุกๆ เข็มวินาทีที่เคลื่อนไหว เต็มไปด้วย "พลังงาน" หรือ "ศักยภาพ" บางอย่างที่เราอาจไม่เคยรู้สึกหรือมองข้ามไป...


หากหนึ่งวินาทีเป็นเพียงเศษเสี้ยวเล็กๆ ของเวลา แล้วหกสิบวินาทีจะมีความหมายเท่ากับหนึ่งนาที หกสิบนาทีก็มีค่าเท่ากับหนึ่งชั่วโมงได้กระนั้นหรือ


เวลาหนึ่งวันและอายุของคนเราที่เคลื่อนไปซึ่งล้วนประกอบด้วย "เสี้ยวเล็กๆ" ของกาลเวลาอย่างเสี้ยววินาที ที่พอเราเผอเรอ มองข้ามกาลเวลาก็เคลื่อนผ่านไปอย่างน่าเสียดาย


..............................................


หลายวันที่ผ่านมามีการนัดเจอกันของรุ่นพี่และเพื่อนสนิทเพื่อล้อมวงกินข้าวและน้ำเมาตามประสากันที่บ้านของผู้เขียน


ตามธรรมเนียมของการพบปะ เมื่อกินข้าวปลาเสร็จแล้ว จู่ๆ ก็มีเพื่อนคนหนึ่งโพล่งขึ้นมาว่า "ปีหน้าอาจจะออกจากงานเพราะเบื่องานมาก แล้วจะเริ่มต้นการเลี้ยงไส้เดือน" เพื่อเอาขี้ไส้เดือนและดินที่ไส้เดือนพรวนนั้นขาย สร้างเงินทองเป็นอาชีพเลี้ยงตัว


จากนั้นก็เลยมีหัวข้อการสนทนาให้แต่ละคนร่วมตอบ พูดคุยกันว่า "ปีหน้าเราจะเริ่มทำอะไรดี?"
..............................................


จากความเบื่องาน เบื่ออาชีพเดิมๆ เบื่อการทำงานที่เคยทำมา เบื่อสิ่งแวดล้อมรายรอบตัว และเบื่อสิ่งต่างๆ ตามธรรมดาที่เกิดขึ้นได้ประสามนุษย์เดินดินกินข้าวแกง คนเราจึงมักจะมองหา "เวลาใหม่ๆ" เพื่อการเริ่มต้นทำสิ่งใหม่ๆ ให้กับตัวเองอยู่เสมอ


เวลาใหม่ๆ ที่ว่ามักจะเป็น "วันเกิด" วันส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่ หรือวันสำคัญในชีวิตด้วยความตั้งใจที่จะให้เป็นหมุดหมายอันเป็นมงคลแก่ชีวิตว่า "ถึงเวลา" หรือได้เวลาเริ่มต้นลงมือทำสิ่งใหม่ๆ ให้กับชีวิตที่ลดน้อยถอยลงตามการเคลื่อนไปของกาลเวลาเสียทีได้แล้ว
..............................................


ตอนเด็กๆ นั้นเรื่องเล่าเกี่ยวกับ "มะกะโท" ซึ่งเป็นตัวละครสำคัญในเรื่อง "ราชาธิราช" เล่าถึงความอุตสาหะและความเฉลียวฉลาดของมะกะโทในการไปซื้อพันธุ์ผักกาดมาปลูกได้ด้วยเบี้ยเบี้ยเดียวด้วยการเอานิ้วมือเดียวที่เปียกชื้นจิ้มลงในกระจาดใส่เมล็ด เมล็ดผักกาดจึงติดนิ้วเขาขึ้นมามากมาย เป็นเรื่องหนึ่งที่ผมชอบอ่าน


เรื่องเล่าของมะกะโทอาจจะไม่เกี่ยวกับการพูดคุยแลกเปลี่ยนของผองเพื่อนเรื่องการเลี้ยงไส้เดือนหรือการลงมือทำอะไรใหม่ๆ เมื่อเวลาย่างเท้าเข้าสู่โมงยามใหม่ๆ แต่เรื่องนี้ผมอยากจะบอกเล่าถึง "พลังของการสั่งสม" ครับ


สำหรับบางคนที่หยิบไพ่แห่งความโชคดีติดมือขึ้นมาได้ (ซึ่งอาจจะมีอยู่น้อยคนบนโลกนี้) อาจจะไม่ต้องใช้ความวิริยะอุตสาหะ หรือความคิดเฉลียวฉลาด และการลงมือทำสั่งสมในทุกๆ เข็มวินาทีชีวิตที่เคลื่อนไหวก็อาจจะร่ำรวย มีชื่อเสียง ค้นพบและบรรลุความฝันของตัวเองได้


เรื่องมาถึงตรงที่มีใครสักคนเล่าให้ฟังว่า ญาติของตัวเองเป็นคนมัธยัสถ์มาก เวลาเปิดน้ำเขาจะเปิดทีละหยดแล้วปล่อยทิ้งไว้ทั้งคืน การทำอย่างนี้ทำให้น้ำเต็มตุ่มเต็มโอ่งได้เหมือนกันโดยที่มิเตอร์น้ำของการประปาไม่กระดิกเลยว่ามีการใช้น้ำเกิดขึ้นในบ้านนั้น


เช่นเดียวกันหากเราไม่เคยเปิดก๊อกน้ำ ไม่เคยสำรวจว่ามีน้ำหยดออกมาจากภายในตัวเองเหมือนในท่อน้ำ แล้วเปิดไขก๊อกน้ำเอาไว้แต่เพียงเบามือ ไม่ช้าไม่นานหยดน้ำที่เราไม่เคยให้ความสำคัญหรือมองข้าม เพราะมัวแต่คิดถึงน้ำก๊อกที่ไหลพุ่งทะลักแรงเพราะแรงดันที่จะช่วยให้น้ำเต็มตุ่มได้ภายในพริบตา


หยดน้ำทีละหยดที่เปิดค้างไว้ทั้งคืน แต่ค่อยๆ หยดค่อยๆ มาโดยใครๆ ก็ไม่เคยตระหนักรู้หรือแม้แต่เราเอง ว่าน้ำในตุ่มในตัวเราค่อยๆ ขยับเติมเต็มขึ้นมาตนใกล้ขอบตุ่มแห่งความสำเร็จได้เหมือนกัน

วันเสาร์ที่ 26 พฤศจิกายน พ.ศ. 2554

ความสุขจากคนเลี้ยงผึ้ง

เป็นค่ำคืนของวันธรรมดาอีกค่ำคืนหนึ่งที่ผมได้รับสาระและความรู้สึกดีๆ จากการดูรายการโทรทัศน์...


ผมว่าคนทุกคนบนโลกนี้ที่เป็นเจ้าของเครื่องรับโทรทัศน์ และชอบใช้เวลาว่างในเวลาที่ไม่รู้จะทำอะไร กดรีโมททีวีไปเรื่อยๆ เหมือนกันกับผม


แต่แล้วค่ำคืนนั้นผมก็ไปหยุดดูรายการ "มาร์ธา" ซึ่งเป็นรายการวาไรตี้โชว์โดยมาร์ธา สต๊วท (Martha Stewart) นักจัดรายการชื่อดังด้านไลฟ์สไตล์และการตกแต่งบ้านของสหรัฐฯ รายการในวันนั้นเป็นเรื่องของคนเลี้ยงผึ้งในสวนหลังบ้านของพวกเขาเอง (Backyard Beekeeping)





ผมเองไม่ได้ติดตามรายละเอียดอะไรมากมายในรายการนั้น แต่ที่รู้สึกสะดุดใจก็คือเรื่องเกี่ยวกับการเลี้ยงผึ้งเพื่อเอาน้ำผึ้งและผลผลิตอื่นๆ จากรังผึ้งออกมาบริโภคกันของคนอเมริกัน ซึ่งทำกันอย่างเป็นล่ำเป็นสันและครบวงจร ตั้งแต่เลี้ยงผึ้งและเก็บเกี่ยวผลผลิต (ซึ่งก็คือน้ำผึ้ง) บรรจุขวดวางจำหน่ายในท้องตลาดในฐานะที่เป็น "น้ำผึ้งออร์แกนิก" พวกเขายังนำน้ำผึ้งที่เก็บได้ในบริเวณบ้านมาแปรรูปเป็นขนม อาหารและเครื่องดื่มหลายชนิดให้ชมในรายการ




ความสนุกและความสุขของคนเลี้ยงผึ้งในรายการมาร์ธาที่ได้ชม ไม่แตกต่างจากความสุขของคนปลูกผักหญ้าเอาไว้รับประทานเอง หรือคนที่ทอผ้าย้อมผ้า เย็บปักถักร้อยเสื้อผ้าเครื่องนุ่งห่มเอาไว้ใช้เอง เป็นความสุขเล็กๆ ที่ไร้ขอบเขตข้อจำกัด ไม่ต้องสิ้นเปลืองเงินจับจ่าย ได้ใช้เวลาว่างให้เกิดประโยชน์ และค้นพบว่าในเรื่องบางเรื่องที่ไม่น่าจะเป็นไปได้หรือดูเหมือนจะยุ่งยากนั้น หากตั้งใจจริงและไม่คิดถึงข้อจำกัดปลีกย่อยแล้วคนเราก็สามารถพึ่งพาตัวเองได้ เช่นผู้ชายคนหนึ่งที่สามารถมีแหล่งเลี้ยงผึ้งหลายๆ แห่งแม้อยู่กลางกรุงนิวยอร์กอันแสนจะพลุกพล่าน


และที่สำคัญก็คือแม้ว่าจะโดนผึ้งที่ตัวเองเลี้ยงเอาไว้มุดลอดเข้ามาในชุดป้องกันที่แน่นหนาตอนที่ไปเก็บน้ำผึ้งต่อยเอาบ้าง แต่พวกเขาก็ยังยิ้มได้ ไม่โกรธเคืองหรือเจ็บปวดอะไรนักหนากับพิษสงเล็กๆ ของเหล็กไนของผึ้งที่ตัวเองเลี้ยง


...เพราะมันคือความสุขและการแบ่งปันที่ได้รับ
http://www.marthastewart.com/266296/backyard-beekeeping

วันอังคารที่ 9 สิงหาคม พ.ศ. 2554

บทเรียนจากปลาหางนกยูง

     ที่บ้านฉันมีสัตว์นานาชนิดอาศัยอยู่ร่วมกันมากมาย ทุกตัวล้วนเดินทางมาอยู่ด้วยตัวเอง ไม่มีใครเคยถามความสมัครใจของฉันเลยว่าต้องการเลี้ยงพวกมันหรือไม่

      สัตว์เลี้ยงประจำบ้านคือ แมว ผู้ครอบครองพื้นที่ทุกตารางนิ้วของบ้านไว้หมดแล้ว เพียงแต่ว่าแมวยังไม่มีโฉนดเป็นของตัวเองเท่านั้นเอง แมวทุกตัวล้วนเดินเท้ามาทางภาคพื้นดินและทางหลังคา เมื่อมาถึงประตูบ้านแล้วแมวก็ล้มตัวลงนอนขวางทางเข้าออก แล้วเดินไปมาแถวนั้นไม่ยอมย้ายหนีไปที่ไหนอีกต่อไป นั่นหมายความว่าพวกแมวได้ตกลงปลงใจแล้วว่าจะอยู่ที่นี่ ให้ฉันเป็นผู้หาอาหารมาเลี้ยงดูนับแต่วันนั้นเป็นต้นไป...ทุกสิ้นเดือนฉันต้องเตรียมเงินไว้ซื้ออาหารเม็ดและทรายแมว..เพื่อพวกมัน

      ฉันยังมีหมาจรจัดที่แอบเข้ามานอนในบ้านอยู่หลายตัวโดยเฉพาะเวลาฝนตกหนัก พวกหมามักไม่มีที่หลบฝน แต่ละตัวจะมายืนออหน้าบ้าน ทำตัวเหมือนเล่นมิวสิควิดิโอ คือปล่อยให้หู หาง เนื้อตัวเปียกฝนชุ่มโชกโดยไม่ยอมขยับหนีไปไหน ทำหน้าตาเศร้าสร้อยราวนางเอกอกหักรักคุด รอจนกว่าฉันจะใจอ่อนเปิดประตูให้พวกมันเข้ามาหลบในบ้าน พวกมันจะดีใจมาก กรูเข้ามาอย่างรวดเร็ว และแยกย้ายหลบตามซอกมุมลานหน้าบ้านเท่าที่พอจะซุกหลบได้ พอฝนซาทุกตัวก็จะรู้หน้าที่ รีบลุกขึ้นอออกจากบ้านไปแต่โดยดี แต่สุดท้ายก็มีอยู่ตัวหนึ่งที่ไม่ยอมออกจากบ้าน ไม่ว่าฉันจะใช้สันติวิธีพูดดีๆ จนกระทั่งเอาน้ำสาด ไม้กวาดไล่  แต่มันก็ไม่ยอมออกจากบ้านไปเสียที น้องหมาดำกลับล้มตัวลงนอนยอมตายเสียดีกว่าที่จะออกจากบ้านนี้ไป ในที่สุดฉันก็ได้หมาขี้เรื้อนสีดำหนึ่งตัวมาอยู่ในบ้าน และแน่นอนทุกสิ้นเดือนนอกจากอาหารแมว ทรายแมว ฉันต้องซื้อโครงไก่ ตับ และอาหารหมาเสริมเข้าไปอีกด้วย

     เวรกรรมไม่หมดสิ้น หลายปีก่อน มีนกแก้วบินหลงทางมาจากไหนไม่ทราบได้ มันบินมาเกาะใกล้ๆ ขณะฉันที่กำลังตากผ้าริมระเบียง สร้างความตื่นตะลึงให้ฉันเป็นอย่างมาก ฉันร้องทักเล่นๆ ว่า "แก้ว แก้วจ๋า" ดั่งนรกชังสวรรค์แกล้ง นกแก้วเอียงคอมองฉันอย่างสนใจ และเดินเตาะแตะตรงมาหาฉันทันที แล้วบ้านเราก็มีนกแก้วเป็นของตัวเอง ทุกเช้านกแก้วตัวแสบจะต้องแหกปากร้องดัง แกรก แกรก ดังลั่นราวนาฬิกาปลุกไปถึงปากซอย สร้างความรำคาญให้เพื่อนบ้านยิ่งนัก ในที่สุดเราก็ตัดสินใจนำไอ้แก้วปล่อยออกจากกรง ฉันบอกมันด้วยเสียงอ่อนโยนว่า "บินไปเลยแก้ว ไปให้ไกลที่สุดนะ" นกแก้วบินไปไม่ถึงสี่เมตร แล้วยูเทิร์นกลับ เกาะที่พื้นแล้วเดินเข้าไปอยู่ในกรงด้วยตัวเอง เป็นเรื่องที่ฉันไม่เข้าใจจนถึงวันนี้ว่าทำไมนกแก้วถึงไม่หนีไป ทำไมต้องมาอยู่กับฉัน...แน่เสียยิ่งกว่าแน่..นับจากนั้น ฉันต้องซื้อ อาหารแมว ทรายแมว อาหารหมา โครงไก่ ตับ และเมล็ดทานตะวันสำหรับนกแก้วด้วย

      หลังบ้านฉันยังมีครอบครัวนกเขาที่จะมาขอข้าวกินเช้าเย็น แรก ๆ ฉันนึกเอาเองว่านกเขาเป็นสัตว์ที่ไม่ฉลาด แต่ผิดคาด เพราะนกเขานั้นจำหน้าฉันได้แม่นยำราวกับญาตินก เมื่อฉันออกไปชมวิวครั้งใด แก๊งนกเขาสามช่า จะบินจากอีกฝั่งคลองมาเกาะริมรั้ว แล้วเดินไปที่จานว่างเปล่าที่ฉันชอบเอาข้าวสุกที่เหลือไปวางให้นกกิน นกเขาผงกหัวไปมามองฉันราวกับว่า "ไปเอาข้าวมาให้กินหน่อยสิจ๊ะ นี่หน้าที่เธอไม่ใช่หรือ"  ฉันไปตักข้าวสุกมาวางไว้บนจาน ครอบครัวนกเขาก้มลงจิกข้าวกินอย่างมีความสุข และจะบินกลับมาเพื่อมองหาฉันและขอข้าวกินอีกครั้งตอนเย็น

     หน้าที่รับใช้สรรพสัตว์ของฉัน ยังไม่จบสิ้นลง เมื่อวันหนึ่งมีผู้หวังดีนำปลาหางนกยูงมาใส่ในอ่างหน้าบ้านไว้สองตัวเพื่อช่วยกินยุง  หลังจากนั้นไม่นาน ในอ่างน้ำก็มีปลาหางนกยูงนับร้อยตัว ซึ่งไม่จำเป็นต้องตรวจดีเอ็นเอก็มั่นใจได้ว่าพวกมันทั้งอ่างเป็นญาติกันหมด ในอ่างไม่มีลูกยุงหลงเหลือให้มันกินอีกต่อไป นับแต่นั้นฉันจะต้องไปซื้ออาหารปลามาฝากมันด้วย
    
     ดังนั้นทุกสิ้นเดือน ฉันต้องซื้ออาหารแมว ทรายแมว อาหารหมา โครงไก่ ตับ เมล็ดทานตะวัน และอาหารปลา เป็นภารกิจที่เกิดขึ้นโดยไม่ทันรู้เนื้อรู้ตัว

     การเลี้ยงสารพัดสัตว์ของฉันกลายเป็นหน้าที่ของความเคยชิน  ทุกเช้าฝูงแมวจะตื่นกันตั้งแต่หกโมงเช้า และช่วยกันร้องเรียกฉันราวนาฬิกาปลุกที่ไม่เคยถ่านหมด เมื่อฉันไม่ตื่น จะมีแมวตัวที่กล้าหาญมาถึงที่นอน และใช้มือตบหน้าเบา ๆ หากฉันพยายามคว่ำหน้า แมวก็จะสอดมือล้วงเข้าไปตบหน้าต่อไปไม่หยุดยั้ง ทางที่ดีก็คือรีบตื่นขึ้นมาให้อาหารแมวโดยด่วน การร้องขออาหารของแมวได้รับการตอบสนองอย่างรวดเร็ว เพื่อตัดความรำคาญ

   เมื่อฉันลงมาชั้นล่างของบ้าน เสียงแกรก ๆ ของนกแก้วนั้นแหลมคมทะลวงโสตประสาทได้ดียิ่งนัก ทำให้ฉันต้องรีบวิ่งไปตักเมล็ดทานตะวันใส่ในกรงนกแก้วอย่างรวดเร็ว นกแก้วได้อาหารเป็นอันดับที่สอง

  น้องหมาดำที่นอนใกล้ ๆ มองฉันด้วยสายตาเศร้าสร้อย มันไม่เคยร้องขออาหารใด ๆ เหมือนแมวและนก มันจึงได้กินอาหารช้ากว่าใครๆ และบางทีฉันก็ลืมให้อาหารมันจนไปถึงตอนเที่ยง หมาน้อยไม่เคยบ่น แต่ระยะหลังน้องหมาดำใช้วิธีเดินไปมาและพยายามพันแข้งพันขา ให้ฉันสำนึกได้ด้วยตัวเองว่าควรนำอาหารมาให้มันได้แล้ว  น้องหมาดำได้อาหารเป็นอันดับที่สาม

  สัตว์ที่น่าสงสารที่สุดคือปลาหางนกยูง ฉันมักจะลืมให้อาหารปลาหางนกยูงเกือบทุกวัน บางทีลืมเป็นอาทิตย์ เนื่องจากปลาหางนกยูงไม่เคยร้องขอหรือส่งเสียงใด ๆ ยามฉันเดินผ่านอ่างปลาหางนกยูง พวกมันทำได้แค่ว่ายมามุงกันที่ริมอ่าง ซึ่งถ้าฉันไม่สังเกตก็จะไม่มีวันเห็น ทุกวันปลาหางนกยูงไม่เคยได้อาหาร พวกมันว่ายวนไปมาด้วความหิวโหย

    ฉันค้นพบว่าบางครั้งเราต้องเสียโอกาสในชีวิตมากมาย จากการเก็บงำความต้องการของตัวเอง ดูได้จากแมวและนกแก้วที่เรียกร้องสิทธิของตัวเองอย่างเต็มที่ และได้รับการตอบสนองทันที น้องหมาดำเรียกร้องเล็กน้อยก็ได้เป็นอันดับสาม และปลาหางนกยูงจะได้รับเป็นอันดับท้ายเสมอหรือไม่ได้รับอะไรเลย เพราะไม่ได้แสดงออกและเรียกร้องสิ่งที่ต้องการ

     เราคงไม่อยากเป็นปลาหางนกยูง ที่ได้แต่ว่ายวนไปมา โดยไม่มีจุดหมาย ไม่เคยแสดงเจตจำนงว่าต้องการสิ่งใด สุดท้ายก็ไม่มีใครรู้ว่าเราต้องการสิ่งใด กว่าจะได้สิ่งที่ต้องการก็มักจะได้เป็นคนสุดท้ายเสมอ หรืออาจไม่เคยได้สิ่งที่หวังเลยก็ได้

    อยากได้ อยากมี อยากเป็น สิ่งใด ฉันจะไม่เก็บไว้ในใจอีกแล้ว.. เราควรเรียกร้องสิ่งที่เราควรได้และลงมือทำทันที
   ฉันจะร้องเสียงดังให้เหมือนแมว..แผดเสียงทำลายประสาทให้เหมือนนกแก้ว..เดินไปมาพันแข้งขาไม่หยุดให้เหมือนน้องหมา..แต่ฉันจะไม่มีวันว่ายวนไปมาโดยไม่รู้ชะตากรรมเหมือนปลาหางนกยูง

Paokuntima 
9 สิงหาคม 2554

วันศุกร์ที่ 8 กรกฎาคม พ.ศ. 2554

ดอกไม้ของสังคม

ไม่ใช่แปลงหรือสวนดอกไม้ที่ผมเพิ่งผ่านไปและได้เห็นความสวยงามเบ่งบานของดอกไม้หลายช่อนานาพันธุ์ ทว่าคือริมถนน กลางฟุตบาทแถวๆ สามย่านนี่เอง


วันนี้เป็นอีกวันของการพระราชทานปริญญาบัตรให้กับบัณฑิตและมหาบัณฑิตจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยซึ่งดำเนินมาเป็นวันที่สองแล้ว ผมเห็นคนใส่ชุดครุยเดินถือช่อดอกไม้ มีช่างภาพและญาติมิตรเดินตามกันเป็นสายหลายคน พอดีผมทำงานอยู่ย่านนี้แล้วบังเอิญเดินผ่านร้านรวงแผงขายช่อดอกไม้และของที่ระลึกมอบให้บัณฑิตมากกมายในตอนออกไปกินข้าวกลางวัน


ไม่อยากจะเชื่อว่าผมจะเพิกเฉยหรือไม่ค่อยรู้สึกรู้สาอะไรกับบรรยากาศที่เห็น แต่ก็ไม่น่าแปลกใจนักเพราะผมเดินออกจากรั้วมหา'ลัยมาได้กว่าทศวรรษแล้ว การเรียนจบเฉลิมฉลอง มอบของที่ระลึกและมวลดอกไม้ที่จัดสรรสวยงามให้แก่กัน จึงเป็นเหมือนอากาศธาตุที่ผมเดินเฉียดกรายไปเท่านั้น


แต่แล้วเมื่อเห็นดอกไม้มากๆ เข้าก็อดที่จะรู้สึกหรือนึกคิดตามไปไม่ได้ว่าเพราะเหตุใดหรือเพราะอะไร และตั้งแต่เมื่อไรกันที่ธรรมเนียมการมอบดอกไม้ให้แก่ผู้จบการศึกษาจึงเป็นที่นิยมและแพร่หลายโดยไม่เลือกสถาบัน สถานและกาลเวลา


ดอกไม้ที่เบ่งบานให้สีสันที่สวยงาม สดชื่น สบายตา นั้นเหมาะสมด้วยประการทั้งปวงในความหมายถึงความเบิกบานยินดีและเป็นดอกผลของความสำเร็จ ไม่ว่าจะเป็นสำเร็จการศึกษาหรือโอกาสอันเป็นมงคลอื่นใดของคนเรา ดอกไม้ก็มักจะถูกนำมาใช้ในโอกาสที่ดีที่พิเศษด้วยกันทั้งนั้น


แต่แท้จริงแล้วในระบบการศึกษาโดยเฉพาะอุดมศึกษานั้น การที่ใครสักคนจะเดินเข้าไปในรั้วมหา' ลัยแล้วเดินออกมาได้พร้อมกับปริญญาบัตร อาจจะไม่ใช่ความสำเร็จที่งดงามหรือการมีความหมายถึง "ความรู้" ที่ได้ประสิทธิประสาทลงในตัวบุคคลนั้นจนได้ชื่อว่าเป็นบัณฑิตที่ถึงพร้อมและเป็นเหมือน "ดอกไม้" ที่งดงาม ให้สีสัน รูปทรง คุณค่าทางความรู้สึก ทางใจ ทางการกระทำและผลงาน เป็นดอกไม้ของสังคมได้ทั้งหมดทุกๆ คน


ความสำเร็จที่แท้จริงของการเป็น "ดอกไม้ของสังคม" ในความหมายที่แท้จริง น่าจะอยู่ที่คุณค่า และการลงมือ ได้ให้อะไรแก่สังคมจากการเรียนรู้ที่ผ่านมา เป็นการผลิบานงดงามของความรู้เพื่อฟื้นฟูและช่วยเหลือผู้คนอื่นๆ ที่ด้อยโอกาสหรือขาดโอกาสมากกว่าเรา 


ดังนี้แล้วบัณฑิตที่พ้นจากมหา'ลัยออกมาจึงจะไม่ใช่แค่เพียงจำนวนที่มากหลายเหมือนช่อดอกไม้ ซึ่งจะกลายเป็นกองขยะเศษสิ่งที่ทิ้งขว้างเมื่องานพิธีผ่านพ้นไปเช่นช่อดอกไม้ของบัณฑิตทั้งหลายในวันพิเศษนี้เท่านั้น

วันพุธที่ 29 มิถุนายน พ.ศ. 2554

เราสร้างประเทศขึ้นจากสงคราม

ประมาณสองสัปดาห์ที่แล้วผมได้ตามหลานสาวไปเที่ยวบ้านเพื่อนของเธอทางจังหวัดใหญ่แห่งหนึ่งของภาคตะวันออก ก่อนออกเดินทางเรารู้ดีอยู่แล้วว่าพ่อของเพื่อนหลานสาว ซึ่งเป็นผู้หลักผู้ใหญ่ในจังหวัดนั้นกำลังลงสมัคร ส.ส. ในการเลือกตั้งครั้งที่กำลังจะเกิดขึ้น ทำให้ตัวลูกสาวจะต้องคร่ำเคร่ง อดตาหลับขับตานอน เอาใจช่วยพ่อเต็มที่เพื่อชิงชัยในสนามเลือกตั้งเป็นครั้งแรก หลังจากที่เป็นนักการเมืองท้องถิ่นในระดับ ส.จ. มานานนับสิบๆ ปี


แม้จะเป็นการไปเที่ยวเพื่อเยี่ยมเยียนสอบถามสารทุกข์สุกดิบและได้ไปเที่ยวบ้านของเพื่อนหลานสาวคนนี้เป็นครั้งแรก แต่เจ้าภาพก็ต้อนรับขับสู้อย่างเต็มที่ อุตส่าห์แบ่งเวลาของการช่วยบุพการีหาเสียงและบริหารจัดการต่างๆ มาร่วมวงข้าว (และวงน้ำเมาในยามดึกดื่น) ช่วยจัดหาที่หลับที่นอนที่สะดวกสบายให้กับผู้ที่ไปเยือน สร้างความประทับใจให้กับพวกเราที่เดินทางคณะเดียวกันทุกคน


เราไม่ปฏิเสธว่าอดที่จะมีใจโอนเอียงและอยากเอาใจช่วยสนับสนุนให้พ่อของเธอได้ชัยชนะในการเลือกตั้งครั้งนี้ และพลอยได้รับรู้รับเห็นกระบวนการ "หาเสียง" ที่กำลังเกิดขึ้นและที่เป็นอยู่เป็นไปอย่างช่วยไม่ได้


คืนวันหนึ่งเมื่อปลดปล่อยปล่อยวางจากภาระของการเป็นผู้ประสานหลักให้กับพ่อที่ศูนย์ประสานงานเลือกตั้งของพรรค (ซึ่งก็คือตัวบ้านของเธอในอำเภอ) เราตั้งวงพูดคุยสอบถามถึงการเลือกตั้ง ตอนแรกตั้งใจว่าจะถามเรื่องทั่วๆ ไป แต่แล้วก็พลอยได้รับรู้ถึงบรรยากาศของการแข่งขันระหว่างผู้สมัครต่างพรรค ไปจนกระทั่งถึงกลไกในการหาเสียง การใช้เงินในการติดตั้งป้ายหาเสียง การจ้างรถออกไปวิ่งป่าวประกาศ ราคาค่าพิมพ์ใบปลิวและใบโฆษณาต่างๆ การจ่ายเงินให้กับคนไปเดินแจกใบปลิวแต่ละวันๆ ซึ่งพอๆ หรือแพงกว่าค่าแรงขั้นต่ำ แม้จะรู้ว่ามีเงินอุดหนุนมาจากทางพรรค และมีการกำหนดการใช้เงินเอาไว้จากคณะกรรมการการเลือกตั้งก็ตาม แต่เจ้าตัวที่เกี่ยวข้องเองตรงๆ ก็ยังยอมรับว่าที่กำหนดเอาไว้ว่าไม่ให้ผู้ลงสมัครเลือกตั้งใช้เงินหาเสียงในทุกกิจกรรมและกระบวนการต่างๆ ไม่เกินคนละ 1.5 ล้านบาทนั้น มองยังไงก็ไม่น่าจะพอ


อันนี้ยังไม่รวมถึง เงินที่แต่ละฝ่ายใช้ในการแจกจ่ายให้กับหัวคะแนนเพื่อไปแบ่งปันและแจกจ่ายต่อ เพื่อให้เชื่อมั่นได้ว่าจะมีคะแนนเป็นต่ออีกฝ่ายหนึ่งในวันลงคะแนนอย่างแน่นอน ซึ่งแม้แต่เด็กอมมือก็ยังไม่เชื่อว่า การเลือกตั้งแต่ละครั้งจะไม่มีการจ่ายเงินซื้อสิทธิขายเสียง เพียงแต่จับได้ไม่มั่นคั้นไม่ตาย ไม่โดนใบเหลืองใบแดงก็ต้องปล่อยๆ ให้เกิดขึ้นต่อไป


บรรยากาศและความเป็นจริงของการเลือกตั้ง ส.ส. ในระบบสภาบ้านเราที่เกิดขึ้น จึงไม่ต่างจาก "สมรภูมิ" "ศึกสงคราม" และการยื้อแย่งแข่งขัน แข่งกันมากๆ ใช้เงินมากๆ โยนขี้โยนบาปให้กับอีกฝ่ายหนึ่งราวกับชาตินี้เกิดมาเป็นศัตรูกัน แต่แล้วพอได้รับเลือกตั้งเข้าไปเป็น ส.ส. แล้วก็ไปปรองดองประสานประโยชน์กันใหม่ หาทาง "ถอนทุน" ที่ลงไปจากการเลือกตั้งเข้าพกเข้าห่อและเครือข่ายเพื่อนพ้องของตัวเองกันต่อไป ดุจ "วงจรอุบาทว์" ที่มีคนเปรียบเทียบเปรียบเปรยการเมืองของไทยเอาไว้


ในวงสนทนากลางค่ำกลางคืนอันเงียบสงบของรีสอร์ตแห่งหนึ่งทางภาคตะวันออกที่ผมนั่งร่วมวงอยู่ด้วย มีพวกเราที่อายุอานามสามสิบกว่าๆ อย่างไรเสียก็ไม่เกินสี่สิบต้นๆ บังเอิญว่าในวงมีเด็กผู้หญิงซึ่งเป็นหลานสาวของเพื่อนหลานผมอีกทีในวัย 10 - 11 ปี นั่งอดตาหลับขับตานอน ตากน้ำค้างหาวหวอดๆ นั่งฟังบรรดาน้าๆ ป้าๆ ลุงๆ พูดคุยกันถึงเรื่องการบ้านการเมืองอยู่ด้วย


เรามาถึงบทสรุปกันที่ว่า บรรยากาศการเลือกตั้งที่ต่อสู้แข่งขันกันอย่างเอาเป็นเอาตาย ทั้งการใช้เงินมากมายและการสร้างความแบ่งแยกแตกต่างอย่างกับสงครามเช่นนี้ ไม่น่าจะเป็นที่มาของการจัดการบ้านเมืองของเราให้เป็นไปในทิศทางที่ถูกต้องเหมาะสมและสงบน่าอยู่ได้ เพราะเราจะเชื่อมั่น "สันติภาพ" และ "สันติสุข" ที่เกิดจากน้ำมือและน้ำเงินของบรรดาโจรหรือผู้กระหายสงครามที่กำลังอาสาเข้าไปเป็นตัวแทนประชาชนในระบบรัฐสภาได้อย่างไร


แต่จริงๆ แล้วควรจะมีหนทางของการเรียนรู้และเข้าถึงประชาธิปไตยหรือระบบตัวแทน เพื่อให้การเมืองของบ้านเราดำเนินไปได้ดีและดูมีความหวังกว่าที่เป็นอยู่ เรื่องระบบการศึกษาและการปลูกฝังแนวคิดการมีส่วนร่วมทางการเมืองให้กับเด็กๆ ในวัยเรียนก็น่าจะเป็นคำตอบหนึ่ง


ในค่ำคืนนั้นลมพัดแรง แต่ไร้แสงดาว ในหัวใจของผมและทุกคนในวงนั้นรู้ดีว่าเราไม่อาจหวังได้กับความเปลี่ยนแปลงที่ดีขึ้นแม้จะเป็นการเลือกตั้งครั้งนี้หรือครั้งต่อๆ ไปข้างหน้า แต่เราก็ยังอดที่จะหวังไม่ได้ว่าจะมีสักคืนที่ฟ้ามืดๆ ของการเมืองไทยจะผลิแสงดาวแห่งความหวัง...

วันจันทร์ที่ 13 มิถุนายน พ.ศ. 2554

ตลาดสนุก

จอแจ เบียดเสียด และเปียกชื้น...


หากให้ใครก็ตามนึกถึงภาพของ "ตลาดสด" ในความคิดขึ้นมาตอนนี้แล้วล่ะก็ คงจะหนีไม่พ้นคำต่างๆ ที่ผมว่ามาเป็นแน่ ซ้ำร้ายอาจจะมีคำอื่นๆ ที่ชวนให้น่าเบื่อ ไม่น่าเดิน ไม่น่านึกถึงอื่นๆ อีกเพียบ


แต่สำหรับผมเอง ผมรู้สึกว่า คำว่า "ตลาดสด" ช่างเป็นคำที่มีเสน่ห์คำหนึ่งและมีเอกลักษณ์ เป็นคำคำหนึ่งซึ่งไม่รู้ว่าใครเป็นคนแรกที่บัญญัติคำคำนี้ขึ้นมา เพื่อเรียกขานแหล่งสถานสำหรับการพบปะแลกเปลี่ยนสินค้าโดยเฉพาะเป็นอาหารสด ผักปลา ผลไม้เป็นคนแรก แต่ก็ช่างให้ภาพและความรู้สึกชัดเจนดีเมื่อมีคำว่า "ตลาด" และคำว่า "สด" อยู่รวมกัน


ไม่ผิดนักหากจะพูดว่าหนึ่งในเอกลักษณ์ของอารมณ์ความรู้สึก ที่สะท้อนถึงวิถีความเป็นอยู่แบบไทยๆ ของคนไทยได้ดีก็คือตลาดสดนั่นเอง ไม่เชื่อคงจะต้องลองหาโอกาสไปเดินเล่นที่ตลาดแถวบ้านดู เน้นว่าขอให้เป็นตลาดสดหรือตลาดเช้าจะคึกคัก สนุกสนานมากกว่า


เมื่อไม่กี่วันที่ผ่านมา ผมมีอันจะต้องถือถุงผ้าเดินตามคนที่บ้านไปตลาดสดแถวบ้านอันแสนจะคึกคักด้วยข้าวของและผักปลานานาชนิด เพราะต้องเตรียมตัวซื้ออาหารมาต้อนรับเพื่อนฝูงที่จะมากินข้าวที่บ้าน เช้าวันนั้นเป็นวันเสาร์ที่ผมเองอยากจะตื่นนอนสายกว่าปกติสักนิด เมื่ออิดออดนอนต่อไปไม่ได้ ก็ต้องตื่นเตรียมตัวสลัดความง่วงงัวเงียออกจากตัวเพื่อออกไปตลาดสด


ไม่น่าเชื่อว่าไม่กี่ก้าวที่ย่างเท้าเข้าสู่บรรยากาศตลาดสด ความรู้สึกข้างในผมก็ถูกสั่นกระเพื่อมไหวให้ตื่นขึ้นอย่างรวดเร็ว ทั้งภาพ ทั้งเสียง ทั้งกลิ่นของบรรยากาศที่ได้เห็นจู่โจมเข้าปลุกทุกสรรพความรู้สึกโดยหลีกเลี่ยงไม่ได้


สิ่งต่างๆ อันเป็นตัวกระตุ้นชั้นดีของตลาดสดคือ แผงผักหลากชนิดหลากสี แผงขายเนื้อสัตว์ทั้งไก่ ปลา ปลาร้าหมัก (ส่งกลิ่นมาด้วย) เหลือบสายตาลงต่ำ ก็มีกะละมังแม่ค้าที่ใส่กบและอึ่งอ่างขังไว้รอคนมาซื้อ ถัดไปจากนั้นคือถาดใส่แมลงกินได้หลายชนิดวางไว้เป็นกองๆ มินับรวมลีลาการเลือกซื้อเลือกหา เจรจาต่อรองของบรรดาแม่ค้าและลูกค้านับสิบนับร้อย


ฉับพลันที่ผมเหม่อๆ มองดูสิ่งต่างๆ ขณะเดินอยู่ เท้าก็พลันไปเหยียบเอาแผ่นปูนปูพื้นที่ไม่เรียบและมีน้ำขังอยู่ จนกระฉอกขึ้นมาเปรอะเลอะเท้าผม ตอกย้ำความเลอะเทอะเฉอะชื้นที่เป็นอยู่จริงๆ ของตลาดสดที่ชัดเจนติดเนื้อติดตัว


เดินต่ออีกไม่กี่ก้าว ก็เห็นพระรูปหนึ่งยืนรอคนมาบิณฑบาตรอยู่ตรงหัวมุมตลาด จำได้ว่าเช้าๆ เช่นนี้มาตลาดนี้ทีไร เป็นต้องเจอพระคนนี้ ซึ่งดูไม่เหมือนพระสงฆ์จริงเอาเสียเลย พระที่ไหนจะมาหากินเกาะติดกับตลาดสดและยืนรอคนให้เอาของมาให้เช่นนี้เป็นประจำ


เมื่อซื้อข้าวของต่างๆ ที่ต้องการได้แล้ว ผมแวะแผงผลไม้เพื่อซื้อทุเรียนลูกหนึ่ง ป้าที่เป็นแม่ค้าบวกเลขบอกราคาของทุเรียนลูกที่เราเลือกอย่างรวดเร็วและแม่นยำจนเราต้องออกปากว่าทำไมป้าคิดเลขได้เร็วจัง แม้จะเป็นตัวเลขที่บวกลบคูณหารไม่ลงตัว แต่แม่ค้าส่วนมากมีความสามารถและพรสวรรค์ในการคิดเลขบวกเลขจากการคำนวณน้ำหนักและบอกราคาได้เร็วจริงๆ อาจเพราะประสบการณ์สั่งสมและการอยู่กับการคิดเลขบอกราคาเป็นประจำ


เช้าวันนั้นหลังการเดินตลาดและหอบข้าวของมากมีที่ซื้อหากลับมาได้ ผมเลิกง่วงงัวเงียแล้ว เพราะประสาทถูกปลุกให้ตื่นแทบทุกอณูความรู้สึกภายนอกภายใน ตลาดสดช่างมีความสนุกและเปี่ยมด้วยภาพชีวิตที่แสนจะคึกคักจนยากจะเปรียบได้ว่าความสนุกง่ายๆ ไม่ต้องซื้อต้องหา แต่สามารถชวนให้เรารู้สึก "สด" และ "สนุก" ได้เช่นนี้จะหาได้จากที่ไหนอื่นอีกๆ 


เพราะในความสดมีความสนุก และในความสนุกมีอยู่ที่ตลาดสดครับ

วันอาทิตย์ที่ 12 มิถุนายน พ.ศ. 2554

อย่าลืมพา "หัวใจ" ตัวเองกลับบ้าน

   
    หากมีใครถามคุณว่า   คุณกลับบ้านครั้งล่าสุดเมื่อไร..คุณอาจจะหัวเราะขำๆ และตอบว่า คุณกลับบ้านทุกวัน และหากถามต่อไปว่า " คุณพาหัวใจตัวเองกลับบ้านครั้งล่าสุดเมื่อไร.." คุณจะตอบว่าอย่างไร.. นี่คือคำถามที่ทำให้เช้าวันอาทิตย์ของฉันเปลี่ยนแปลงไปตลอดกาล

    เมื่อเดือนก่อน ฉันรับงานรวบรวมข้อเขียนธรรมะให้กับลูกค้ารายหนึ่ง ที่ต้องการพิมพ์เป็นธรรมทาน หน้าที่ของฉันก็คืออ่านเรื่องราวข้อคิดธรรมะที่ลูกค้าท่านนั้นคัดสรรรวบรวมมาตลอดชีวิตทั้งหมด และคิดต่อไปว่าหนังสือธรรรมะเล่มนี้จะจัดหมวดหมู่เนื้อหาและรูปเล่มออกมาเป็นเช่นไรดีให้น่าสนใจ

    ระยะหลังมานี้ หรือเรียกอีกอย่างว่า อายุมากขึ้น ฉันกลายเป็นคนเขียนหนังสือช้า..ราวเต่าคลาน และอ่านหนังสือช้ามากกว่าเดิมเป็นสองเท่า ฉันกลายเป็นคนตั้งอกตั้งใจอ่านหนังสือทุกคำ ทุกตัว ราวกับกลัวว่าจะพลาดใจความสำคัญของเนื้อหา ทำให้การทำงานของฉันล่าช้าเสียจนฉันคิดว่าลูกค้าคงเริ่มเบื่อหน่ายกับการทำงานเชื่องช้าของฉันเต็มที  ฉัน่จึงพยายามเริ่มเคี่ยวเข็ญตัวเองให้มากขึ้น นั่นคือทุกเช้าระหว่างกินกาแฟและนั่งฟังเสียงนกยามเช้า ฉันจะต้องอ่านข้อเขียนธรรมะให้ได้วันละหนึ่งเรื่องไปพร้อมๆ กันด้วย

   หลายสัปดาห์ผ่านไป ฉันค้นพบว่าข้อเขียนธรรมะทุกเรื่องที่ได้อ่านล้วนมีพลังและให้ข้อคิดที่โดนใจมากมายเหลือเกิน ความทุกข์ที่คั่งค้างแต่คืนวาน บางครั้งถูกคลี่คลายด้วยข้อคิดสะกิดใจเพียงไม่กี่ประโยคในยามเช้านั่นเอง

   เช้านี้ก็เช่นกัน ฉันหยิบบทความธรรมะของพระอาจารย์ชาญชัย อธิปญโญ ในเรื่อง "พาใจกลับบ้าน" มาพลิกอ่านอย่างตั้งอกตั้งใจจนจบเรื่อง หัวใจก็พลันเบิกบานแจ่มใส
   พระอาจารย์ชาญชัยบอกว่า กายนั้นเป็นบ้านของใจ เมื่อเอาใจมาอยู่กับกาย ก็เหมือนให้ใจอยู่กับบ้าน หากเราปล่อยให้ใจของเราออกไปเที่ยวข้างนอกบ้าน ซึ่งมีภัยสารพัดอย่าง ใจที่ชอบหนีออกไปเที่ยวนอกบ้านจะได้รับภัย ทำให้ใจมีทุกข์เป็นประจำ   ท่านแนะนำว่าเราควรพา "หัวใจ" ตัวเองกลับบ้านบ้าง ในบ้านมีงานให้ทำมากมาย มีสิ่งให้รับรู้หลายสิ่งหลายอย่าง
  การหมั่นพาหัวใจตัวเองกลับบ้าน..จะช่วยทำให้กิเลสใหม่ไม่เข้ามาเพิ่มในบ้าน..ขณะเดียวกันก็ช่วยทอนกำลังของกิเลสเก่าที่อยู่ในบ้านให้อ่อนกำลังลงไป

   ใช่หรือไม่  ร่างกายของเรากลับบ้านทุกวัน..แต่บางครั้งหัวใจเราไม่เคยกลับถึงบ้านเลย..บ่อยครั้งใจของเราหลงทางอยู่กับความวิตกกังวลของวันพรุ่งนี้ที่ไม่เคยมาถึง..และบางทีก็ถูกความโศกเศร้าทุกข์ตรมจากอดีตวันวานกักขังหัวใจเราไว้ตลอดกาล.. บ้านของเรา. ที่ไม่มีหัวใจ...จึงเป็นบ้านที่รกเรื้อด้วยหยากไย่ ไร้ระเบียบ เพราะขาดการดูแลเอาใจใส่ และไม่เคยมีเวลาขัดเกลากิเลสออกจากบ้านตัวเอง

   วันนี้..ฉันพา "หัวใจ" ตัวเองกลับมาถึงบ้านแล้ว..หลังจากหัวใจของฉันเดินทางออกจากบ้านไปนานแสนนาน..
       แล้วคุณล่ะ วันนี้พาหัวใจตัวเองกลับบ้านหรือยัง?


Paokuntima
12/06/11

วันเสาร์ที่ 11 มิถุนายน พ.ศ. 2554

ดอกไม้ภายใน


หลายวันก่อนผมเก็บดอกเข็มอุณากรรณสีชมพูอ่อนบานสวยสองสามดอกที่ร่วงหล่นลงมาซบพื้นตรงนอกชานบ้านเอามาหยิบพินิจดูเล่น พลันก็เกิดความคิดขึ้นมาได้ว่า การเบ่งบานและคงอยู่ในเรือนต้น บนช่อดอกของเหล่าดอกไม้นั้นช่างแสนสั้น ดอกไม้ผลิบานเพื่อที่จะร่วงโรย เหตุใดกันช่วงเวลาที่สวยงามที่สุด เบ่งบานเต็มที่ที่สุด เปล่งสีส่งกลิ่นเพื่อเรียกแมลง ผึ้งและหมู่ภมร กระทั่งสายตาคนให้หยุดอยู่กับความหอมความหวานของกลีบเกสร และความสวยงามของดอกไม้ จึงเป็นช่วงเวลาสุดท้ายเมื่อความงดงามความสมบูรณ์ถึงพร้อมในช่วงเวลาเบ่งบานของดอกไม้...แล้วก็ร่วงหล่นร่วงโรยไปอย่างง่ายดาย


อาจเป็นความรู้สึกเดียวกันนี้หรือไม่ที่ทำให้คนเราตระหนักและหวงแหนเวลาแห่งความสุข ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่ชีวิตจะเบ่งบาน เปล่งประกายเปี่ยมด้วยสีสันแห่งความสุขที่อยู่รายรอบออกมาให้คนอื่นๆ สัมผัสรับรู้ได้ดังกำลังมองการเบ่งบานของดอกไม้ แต่บ่อยครั้งเวลาแห่งความสุขก็ร่วงโรยและพ้นผ่านไปอย่างง่ายดายดุจห้วงเวลาสุดท้ายที่ดอกไม้สักดอกเบ่งบานเพื่อที่จะร่วงหล่นพ้นจากต้น

ผมหยุดดูดอกไม้ที่ผลิบานอยู่ในช่วงเวลานั้นและรับรู้ว่า แม้ดอกไม้ที่มองเห็นเหมือนจะสวยงามเพียงใดก็ตาม แต่ดอกไม้เหล่านี้ก็กำลังจะโรยรา เหี่ยวเฉา และแห้งเหี่ยวเปลี่ยนแปรไปอย่างรวดเร็ว เพราะชีวิตช่วงสุดท้ายของดอกไม้เมื่อหลุดจากกิ่งก้านช่อดอกและต้นออกไปแล้ว หากไม่มีการแช่น้ำถนอมเอาไว้ก็ย่อมง่ายดายที่ความสวยงามเบ่งบานที่เห็นจะเปลี่ยนสภาพและหมดเวลาแห่งความงดงามที่สัมผัสได้ไปอย่างรวดเร็วนัก

หากความรู้สึก ความตระหนักรู้เกี่ยวกับชีวิตและความสุขในคืนวันต่างๆ ที่ดำเนินไปของเราเบ่งบานเปรียบเหมือนดอกไม้จริงๆ ช่วงเวลาของความสุขคงไม่ทอดยาวไปได้ไกลเท่าไรนัก บางทีเราอาจต้องแปรเปลี่ยนความเบ่งบานและสีสันที่สวยงามของช่วงเวลาที่กำลังมีความสุขเหมือนดอกไม้ที่ผลิบานเต็มที่ แปรเปลี่ยนเข้ามาเก็บไว้ เป็นเหมือนภาพประทับใจของดอกไม้ที่กำลังเบ่งบานอยู่ภายในตัวเรา...ไม่มีวันโรยราร่วงหล่น แต่เป็นดอกไม้ภายในที่อาจจะไร้การมีอยู่จริง มองไม่เห็น สูดดมกลิ่นไม่ได้ ชื่นชมกลีบดอกที่สวยงามเบ่งบานในขณะนั้นได้ยากเย็น

แต่หลับตาลงคราใด ก็รู้สึกถึงความสุขได้ทุกครา เหมือนภาพประทับของดอกไม้ที่ผลิบาน เบ่งบาน ไม่พ้นผ่าน ไม่หมดไป...นานเท่านาน

วันพุธที่ 8 มิถุนายน พ.ศ. 2554

สัญชาตญาณบอก

ประมาณปลายสัปดาห์ก่อน a day Foundation และ 'บุญ Bike' ร่วมกันทำกิจกรรมฉายภาพยนตร์เรื่อง "เจ้าหนูสิงห์นักปั่น" Shakariki ที่โรงภาพยนตร์สกาล่า เพื่อหาเงินบริจาคซื้อจักรยานให้เด็กๆ ที่ขาดแคลน ผมในฐานะของคนใจบุญ (ฮา) และชอบจักรยาน เลยขออนุโมทนาบุญกับกิจกรรมครั้งนี้ด้วยการจองตั๋วเข้าร่วมกิจกรรมและไปนั่งดูหนังครั้งนี้ด้วยคน


หนังญี่ปุ่นที่สร้างจากการ์ตูนเจ้าหนูสิงห์นักปั่นนี้เล่าเรื่องของเด็กผู้ชายวัยรุ่นคนหนึ่งที่ชอบการขี่จักรยานมากๆ และไม่เกี่ยงว่าจักรยานที่เขาขี่จะต้องเป็นจักรยานแบบไหน หรือปั่นไปที่ไหน ขอเพียงได้ปั่นและปั่นเท่านั้นก็สุขใจ เขาหายใจเข้าหายใจออกเป็นการขี่จักรยานถึงขนาดเอาเรื่องการปั่นจักรยานไปเพ้อถึงขณะหลับในห้องเรียน จนต้องโดนครูเอาหนังสือฟาดหัว


เทรุคุงคือชื่อของวัยรุ่นคนนี้ที่ในที่สุด ความชอบและฝีมือในการปั่นจักรยานอย่างบ้าบิ่น ไม่เหน็ดเหนื่อยและหวั่นเกรงใครก็ไปเข้าตาเพื่อนๆ นักปั่นจักยาน ทำให้เขาเป็นที่สนใจของชมรมจักรยานแข่งขันของโรงเรียนซึ่งอยู่ในช่วงตกต่ำ เพราะขาดนักแข่งฝีมือดี การเข้าร่วมชมรมทำให้เทรุคุงจะต้องหัดและปรับตัวเพื่อที่จะรู้จักกับจักรยานแบบใหม่ที่ใช้แข่งซึ่งเขาเองไม่เคยรู้จักมาก่อน ที่เรียกว่า "โรดเรซไบค์" และที่สำคัญก็คือ การเรียนรู้ที่จะแข่งขันร่วมกับทีมพร้อมกับกฎระเบียบของการแข่งขันจักรยานทางเรียบที่หยุมหยิมมากมาย ใช่แต่เพียงว่ามีสัญชาตญาณในขี่จักรยานที่ดี เก่ง หรือชอบปั่นจักรยานเท่านั้นจะเพียงพอและเอาชนะการแข่งขันได้


ผมดูหนังเกี่ยวกับจักรยานและการแข่งขันแบบ "สะอาดๆ" ซึ่งให้พลังที่ดีตามประสาหนังญี่ปุ่นเรื่องนี้ด้วยความสนุก และแอบลุ้นว่า การที่เอาตัวเองเข้ามาพัวพันกับวงการแข่งขันจักรยานจะทำให้ "สัญชาตญาณ" ในตัวของตัวเอก ซึ่งคือเทรุคุงในเรื่องจะสูญเสียไปหรือเปล่า เพราะในหนังมีตัวเปรียบเทียบอีกคนซึ่งเป็นนักปั่นยอดฝีมือจากโรงเรียนคู่แข่งชื่อยูตะ ซึ่งแม้จะปั่นจักรยานเก่งและเร็ว แต่ก็เอาจริงเอาจังเข้มงวดและต้องการเอาชัย มากกว่าจะเป็นความสนุกจากภายในหรือความรู้สึกรักชอบที่จะปั่นเหมือนเทรุคุง


อีกมุมหนึ่งนั้นหนังเรื่องนี้บอกเล่าถึงประวัติในวัยเด็กของเทรุคุง ซึ่งไม่มีเพื่อนและเติบโตขึ้นมาในเมืองแห่งหนึ่งในแถบคันไซ (ภาคตะวันตกของญี่ปุ่น) ซึ่งสภาพของเมืองเป็นเนินเขาจนทำให้ไม่มีเด็กๆ หรือคนทั่วไปในเมืองนั้นที่จะใช้จักรยานกัน เพราะความเป็นเนินสูงที่ไม่เอื้อต่อการใช้จักรยาน แต่เทรุคุงก็ไม่เคยท้อ แม้จะโดนเพื่อนในวัยเดียวกันล้อหรือแซวในความดื้อดึงที่จะปั่นจักรยานเพื่อเอาชนะเนินสูงของเมืองก็ตาม แต่เขาก็ไม่ท้อแท้หรือเลิกปั่น แต่กลับกลายเป็นยิ่งรักยิ่งชอบการปั่นจักรยานขึ้นเนินเอาชนะความสูงเพิ่มเติมขึ้นมาอีก


ในตอนท้ายของหนัง เทรุคุงเอาชนะยูตะ สุดยอดนักปั่นได้ในที่สุด แต่เขาก็ไม่ได้เป็นเข้าเป็นที่หนึ่ง เพราะ "เอส" หรือตำแหน่งผู้นำทีมในทีมเดียวกันที่ชื่อป๊อบโปะเป็นผู้เข้าเส้นชัยไปก่อน ในระยะทางกว่า 100 กิโลเมตรของการแข่งขันจักรยานทั้งยังต้องป่ายปีนเขาสูงชัน นอกจากความเร็วและความอดทน สิ่งที่เทรุคุงไม่เคยสูญเสียไปเลยก็คือ "สัญชาตญาณในตัว" ในการเป็นคนรักจักรยานและชอบการปั่นจักรยาน ไม่ว่าจะเป็นเส้นทางใดๆ หรือบนสนามแข่งขัน


ภาพเกือบสุดท้ายของหนังเรื่องนี้เป็นภาพเทรุคุงทรุดตัวลงข้างจักยานหลังเข้าเส้นชัย แล้วพูดกับตัวเองดังๆ ว่า " เหนื่อยมาก แต่ก็มันสุดๆเลยที่ได้ปั่นจักรยาน" บ่งบอกว่าการแข่งขันและโลกของความเร็วบนอานจักรยานที่เขาพาตัวเองเข้าไปข้องเกี่ยวนั้นไม่ได้เปลี่ยนแปลงความรักความฝันจักรยานในตัวเขา


ตอนนั้นเองที่ทำให้ผมได้คิดว่า คนเราอาจจะเป็นอะไรก็ได้ หรือเรียนรู้อะไรก็ได้ แต่น่าจะดีกว่าถ้าเรายังรักษาสัญชาตญาณหรือธรรมชาติในตัวตนของความเป็นเราเอาไว้ให้ได้


แม้จะไม่ใช่เรื่องจักรยาน แต่โลกและชีวิตก็คอยเปรียบเทียบและผลักดันเราเข้าสู่การแข่งขัน คงต้องคิดกันแล้วล่ะครับว่าทำอย่างไรเราจึงจะออกไปปั่นอย่างเสรี และอยู่กับโลกอย่างไม่สูญเสียความเป็นเร

วันศุกร์ที่ 3 มิถุนายน พ.ศ. 2554

บานหน้าต่างสู่ชีวิต

ชีวิตมีเงื่อนไขเพื่อก่อเกิดความสุขอันเรียบง่ายได้ไม่ยากเย็น แต่ก็ดูเหมือนเป็นความลับอันเร้นลึกและศิลปะแห่งความเป็นคนที่ต้องคอยค้นหา เรียนรู้ และทดลองทำ


บางทีเราก็ต้องการความกล้าบ้าบิ่น ทำอะไรที่แตกต่าง ออกไปทายท้าโลกและความคุ้นเคยเดิมๆ ดูบ้าง บางทีเราเองก็อาจต้องการความนิ่งเฉยเฉื่อยเนือยในบางจังหวะลีลาของชีวิตที่กำลังบอกกับเราว่า จะสุขขึ้น ถ้าหากว่าชีวิตให้ช้าลง


โลกเปรียบเหมือนบ้านหนึ่งหลังที่ต้องมีประตู หน้าต่าง เสา หลังคา และระเบียง รวมกันทำหน้าที่ประกอบขึ้นมาเป็นบ้านที่สมบูรณ์ เพื่อให้คนอยู่ในบ้านมีกิจกรรมต่างๆ ที่น่าสนใจ ใช้ชีวิตได้ดี กระทั่งมีความพร้อม ความกล้าหาญและกำลังใจที่เข้มแข็งที่จะออกจากบ้านของเรา ไปเคาะประตูบ้านหลังอื่น และร่วมบรรเลงบทเพลงแห่งความเป็นโลก ที่หลายชีวิตต้องขับเคลื่อนไปพร้อมๆ กัน


หากประตูบ้านบานใหญ่นำเราออกไปจากบ้านสู่เรื่องราวและประสบการณ์แปลกใหม่หลากหลายได้ง่ายดาย แต่แค่เพียงปิดประตูลง เราและโลกภายนอกก็จะกลับกลายเป็นคนละส่วนกันทันที ขณะที่บ้านหนึ่งหลังต้องมีประตูทำหน้าที่เปิดหรือปิดกั้น บานหน้าต่างกลับกำลังทำหน้าที่แตกต่างกันออกไป บางครั้งเราไม่ต้องเดินออกไป หรือกระโจนผ่านทางหน้าต่าง แค่เพียงนั่งนิ่งๆ และไม่ปล่อยให้บานหน้าต่างนั้นปิดลง สายตาและมุมมองของเราก็อาจเดินทางได้กว้างไกลไปสุดลูกหูลูกตา ตามแต่ใจปรารถนา


ไม่ว่าโลกหนึ่งใบหรือชีวิตชีวิตหนึ่งล้วนต้องการหน้าต่างไว้คอยผ่อนคลายสายตา เปิดมุมมองของเราสู่ทัศนียภาพภายนอก หน้าต่างแม้จะทำหน้าที่ใกล้เคียงกันกับประตู คือต้องเปิดออกไปจึงจะสามารถพาทั้งตัวตน สายตา ความคิดที่ล่องลอยของเราพ้นผ่านกรอบประตูและบานหน้าต่างไปได้ แต่บ่อยครั้งเรากลับเพิกเฉยหรือไม่สนใจที่จะให้ความสำคัญต่อ "การเปิดหน้าต่าง" ของชีวิต ด้วยความกลัวความมืดภายนอก กลัวความไม่คุ้นเคย กลัวความแปลกใหม่แปลกหน้า ฯลฯ ด้วยความกลัวและความเกรงทั้งหลายจึงง่ายดายที่บานหน้าต่างของชีวิตของหลายๆ คนจะถูกหลงลืมว่ามันเปิดได้ ถูกปิดลงหรือแม้แต่ปิดตาย


โลกเบื้องหลังกรอบประตูและบานหน้าต่างอาจไม่งดงามหรือเป็นไปตามอย่างที่คาดคิดเอาไว้เสมอ แต่ก็มีเชื้อแห่งความแปลกใหม่ให้ชีวิต ดุจอากาศใหม่ๆ และสายลมเย็นๆ ที่เคลื่อนไหวผ่านหน้าต่างเข้ามาในบ้าน ดุจภาพกว้างไกลและงดงามจากภายนอกที่จะประจักษ์ต่อสายตา ขอเพียงเราไม่ปิดกั้นโอกาสและเปิดใจ เปิดบานหน้าต่างเอาไว้...ออกไปสู่ความกว้างไกลทายท้าของชีวิต

วันพฤหัสบดีที่ 2 มิถุนายน พ.ศ. 2554

บานประตูสู่ขุนเขา

กาลครั้งหนึ่งนานหลายปีแล้ว ฉันเลือกที่จะมีอิสรภาพด้านเวลา แล้วหันหลังให้กับความมั่นคงทางการเงิน นั่นคือวันที่ฉันลาออกจากงานประจำ
การลาออกไม่ใช่เรื่องง่าย แต่การตื่นขึ้นมาแต่ละวันเพื่อถามตัวเองว่า วันนี้จะเหมือนวันว่างๆ เมื่อวานหรือวานซืนหรือเปล่า พรุ่งนี้ฟรีแลนซ์อย่างเราจะมีงานเข้ามั้ย เราจะมีแรงผลักดันตัวเองจากอิสระอันล้นเหลือชวนเสียผู้เสียคนนี้หรือไม่
สิ่งเหล่านี้เป็นเรื่องยากยิ่งกว่า

หวนกลับไปมองช่วงเวลาหลายปีที่ผ่านมา เป็นช่วงเวลาที่น่าอิจฉาไม่ใช่น้อย
ไม่มีนาฬิกาปลุก ไม่ต้องเด้งตัวเองลุกจากเตียง เช้าวันฝนตก ก็นอนอุตุ (ล้วนแล้วแต่เป็นนิสัยของคนขี้เกียจทั้งสิ้น :)
วันไหนมีงาน ไปทำงาน วันไหน ไม่มีงาน ก็หางานทำเอง
ไปเที่ยวต่างจังหวัดหรือต่างประเทศ ถ้าไม่ติดเรื่องงบ จะอยู่ยาวแค่ไหนยืดหยุ่นได้เสมอ
ช่วงวันหยุดลองวีคเอ็นด์ เราเก็บตัวจำศีล พอถึงวันธรรมดา เราลั้ลลาตามอัธยาศัย
บ้านคือที่ทำงาน บ้านคือร้านอาหาร บ้านคือโรงแรมส่วนตัว
ชีวิตผูกพันกับบ้านมากขึ้น

แต่แล้วโชคชะตาฟ้าลิขิตให้ทุกอย่างกำลังจะเปลี่ยนไป นับตั้งแต่วันพรุ่งนี้ ชีวิตบทใหม่จะเริ่มขึ้น เมื่อโอกาสเปิดประตูให้ฉันก้าวเดินไปบนความท้าทายอันใหม่
พี่เป้า หนึ่งในสามสหายของบล็อกตะลุมบอนบอกว่า ยิ่งโต (หรือยิ่งแก่นั่นเอง) ก็ยิ่งเชื่อว่าชีวิตคนเราถูกลิขิตไว้แล้ว
โอกาสเป็นของแปลก จู่ๆ ก็มา จู่ๆ ก็ไป แล้วจู่ๆ ก็วกกลับมาใหม่
นี่คือโชคชะตาของฉันในช่วงนี้

ประตูบานหนึ่งได้เปิดขึ้น เราไม่มีทางรู้เลยว่าหนทางที่ทอดยาวเบื้องหลังบานประตูจะเป็นเช่นไร นอกจากเดินไปดูด้วยตาตัวเอง
เส้นทางจะราบเรียบ ขรุขระ หรือเจอภูเขาสูงชัน เมื่อตัดสินใจออกเดินแล้ว ขอให้เชื่อเถอะว่า เราแข็งแรงกว่าที่คิดเสมอ
เมื่อโอกาสมาหา ฉันไขว่คว้าไว้ และบอกกับตัวเองว่า แม้ไม่ได้เห็นแสงอาทิตย์ยามเย็นที่หน้าต่างห้องทำงานที่บ้าน แต่ฉันจะเห็นแสงยามเช้าบนเส้นทางสู่ออฟฟิศใหม่
สวัสดีงานประจำ เจอกันอีกครั้งล่ะนะ

แทนการเดินทางอันรื่นรมย์

โปสการ์ดขนาดใหญ่กว่าปกติ ส่งจากดาร์จีลิง อินเดียจากบ้าน Feel Good แปะอยู่บนฝาด้านบนของตู้เย็นที่บ้าน ส่งถ้อยคำปลุกเร้าหัวใจให้คร่ำครวญหาการเดินทาง...โดยเฉพาะรสชาติการเดินทางในอินเดียที่ยากจะหาใดเปรียบ


โปสการ์ดจากครอบครัวศรีบุณยาภิรัต เชียงใหม่ แต่เป็นเรื่องราวการเดินทางเที่ยวเชียงรายของครอบครัวเพื่อน บอกเล่าความสนุกและความคิดถึงผ่านลายมือของพ่อ แม่ ลูกลงในกระดาษใบเดียวกัน พร้อมกับตราปั๊มจากวัดร่องขุ่น สนับสนุนข้อความว่าได้ไปเที่ยวที่นั่นแล้วจริงๆ


...ยังคงมีโปสการ์ดอีกนับร้อยๆ ใบที่เคยเขียนและส่งมาถึง เมื่ออ่านแล้วที่ทางของโปสการ์ดเหล่านี้อาจจะอยู่ในแฟ้มที่เอาไว้เก็บโปสการ์ดโดยเฉพาะ แปะไว้ด้วยแม่เหล็กติดตู้เย็น ห้อยแขวนไว้บนราวแต่งฝาบ้าน หรือแม้แต่กระทั่งถูกเก็บลงไว้ในกล่องก็ตาม แต่ที่ทางหนึ่งอันแน่นอน ซึ่งโปสการ์ดทุกใบและทุกเรื่องราวที่ได้รับมาเอาไว้ถูกเก็บเอาไว้ ก็คือในหัวใจ


ธรรมเนียมของการเขียนและส่งโปสการ์ดถึงเพื่อนฝูง คนในครอบครัว หรือคนที่เราคำนึงถึง แม้แต่กระทั่งส่งถึงตัวเอง อาจจะเริ่มขึ้นมานานเพียงใดแล้วคงไม่มีใครให้คำตอบได้แน่ชัด รู้แต่ว่าต่อให้เป็นยุคสมัยของโทรเลข โทรศัพท์ทั้งแบบมีสายหรือไร้สาย อีเมลหรืออี- การ์ด ทวิตเตอร์หรือเฟซบุ๊กเหมือนเช่นวันนี้ ก็ยังมีใครหลายคนที่ผูกสมัครรักใคร่กับการพกกระดาษแผ่นน้อยๆ ที่ด้านหนึ่งเป็นภาพสวยๆ อีกด้านเป็นหน้ากระดาษขาวๆ เอาไว้บรรจุเรื่องราว ความรู้สึก ความรักความชอบ ความสนุกหรือเรื่องบ่นปรับทุกข์ลงในหน้าว่างๆ แม้จะบรรจุได้ไม่กี่ข้อความของโปสการ์ด อย่างไม่เคยพ้นยุคพ้นสมัยไปเสียที


และโดยเฉพาะในยามที่เราได้เดินทางไปเปิดหูเปิดตา ไปประสบกับแรงบันดาลใจก้อนใหญ่ก้อนโต ความสนุกหรือประทับใจที่ล้นอก คนที่ชอบเขียนชอบบันทึก ก็ยิ่งอยากจะหามุมสงบนั่งลง จรดปากกาบนด้านหลังโปสการ์ดเพื่อบอกเล่าถึงสิ่งที่ได้ประสบพบเห็น...บนการเดินทางหนึ่งๆ เพื่อส่งหาใครสักคน จนกลายเป็นเหมือนเรื่องราวหรือองค์ประกอบหนึ่งจากการเดินทางที่หากไม่ทำ ไม่เขียน ไม่ส่งถึงใครแล้ว เป็นอันไม่ครบรสชาติการเดินทางที่รื่นรมย์


 ความพิเศษและงดงามของเรื่องราวในโปสการ์ด อาจมิได้เป็นเพียงเรื่องราวที่บอกเล่าสะท้อนผ่านตัวหนังสือของผู้เขียนถึงผู้ส่งเท่านั้น แต่ยังเป็นภาพงามๆ ด้านหน้าโปสการ์ด ตราประทับบ่งบอกการออกเดินทางจากจุดแรกของการส่ง พร้อมกับแสตมป์ที่เป็นเอกลักษณ์จากแต่ละถิ่นที่ เมื่อทุกๆ อย่างประกอบเข้าด้วยกัน โปสการ์ดก็กลายเป็นเหมือนงานศิลปะชิ้นเล็กๆ หรือแกลลอรี่เคลื่อนที่ ที่พร้อมจะเดินทางผ่านสายตาเข้าถึงหัวใจของผู้รับที่ปลายทาง


แม้อย่างน้อยโปสการ์ดสองใบจากครอบครัวพี่ๆ เพื่อนๆ ที่ส่งมาให้ที่บ้าน จะยังไม่มีการเขียนตอบ แต่ผมอยากจะเอ่ยคำหนึ่งเอาไว้ตรงนี้ว่า...


...ขอบคุณยิ่งที่คิดถึงกัน

วันพุธที่ 1 มิถุนายน พ.ศ. 2554

หลุมสบาย

   คงมีนายจ้างน้อยคนนักที่รู้สึกแฮปปี้ ถ้าเห็นพนักงานของตนกำลังคร่ำเคร่งไล่สายตาไปบนหน้า classified เพราะการเปิดดูหน้าสมัครงาน ร้อยทั้งร้อยพะยี่ห้อว่ากำลังเตรียมชิ่งหางานใหม่อยู่แหงๆ
แต่เชื่อหรือไม่ อดีตนายจ้างของฉันกลับส่งเสริมให้ลูกน้องทุกคนหมั่นเปิดดูหน้า classified อยู่เสมอ
คุณปรีชา ประกอบกิจ กรรมการผู้จัดการ บริษัท แอมเวย์ (ประเทศไทย) จำกัด อดีตนายใหญ่ที่สุดของฉันมักบอกพนักงานอยู่เสมอว่า แม้จะมีงานประจำที่มั่นคงแล้ว จงอย่าละเลยการเปิดดูหน้าสมัครงาน
ฟังแล้วน่าหวาดเสียว หรือเจ้านายจะบอกเป็นนัยๆ ว่าเตรียมหางานใหม่ได้แล้ว

มนุษย์เงินเดือนส่วนใหญ่มองว่างานประจำคือความมั่นคงทางการเงิน ทุกสิ้นเดือนมีรายได้แน่นอนเข้าบัญชี บางคนทำงานนานๆ เข้า ระดับความตื่นเต้น ความกระตือรือร้น ความขยัน และความใฝ่รู้ก็ลดน้อยลง
กลายเป็นอยู่ไปเรื่อยๆ ทำไปตามหน้าที่ เดี๋ยวสิ้นเดือนก็มีเงินโอนเข้าบัญชี เรียกได้ว่า ณ จุดนี้ปลอดภัยหายห่วง  
ฝรั่งเรียกอาการแบบนี้ว่ากำลังติดอยู่ใน comfort zone คุณปรีชาใช้คำว่า หลุมสบาย

คำว่าหลุมอาจฟังดูน่ากลัวบ้าง แต่นึกดูแล้วก็เหมาะสมดี เพราะหลุมคือสภาพของแอ่งที่มีความลึกพอประมาณ ความกว้างพอให้ดิ้นขลุกขลักได้นิดหน่อย ด้วยความที่เป็น “comfort” zone เมื่อนั่งแช่ในหลุมแล้วสบายดี ก็เลยไม่ค่อยอยากขยับเขยื้อนเนื้อตัวไปไหน
นี่คืออาการของคนทำงานประจำนานๆ (หรือแม้แต่คนที่ไม่ทำงานประจำนานๆ เช่นฉัน เหมือนกัน)
คุณปรีชาบอกว่าแม้จะทำงานที่แอมเวย์มาหลายสิบปีแล้ว เขายังคงเปิดดูหน้า classified อยู่เสมอ นัยยะที่ซ่อนอยู่ในประกาศรับสมัครงานทำให้เขาไม่หยุดพัฒนาตนเอง

เมื่อเราอ่านประกาศรับสมัครงาน จะพบว่าคุณสมบัติล้ำเลิศคือสิ่งที่ทุกบริษัทต้องการ ไม่ว่าจะเป็นทักษะพูด-อ่านและเขียนภาษาอังกฤษเป็นเลิศ สู้งานหนัก มนุษย์สัมพันธ์ดี มีความรับผิดชอบสูง ฯลฯ 
การที่คุณปรีชาบอกให้พนักงานเปิดดูหน้าสมัครงาน จึงไม่ใช่การเปิดสัญญาณเตือนภัย แต่หมายถึงการส่งเสริมให้พัฒนาตนเองอย่างต่อเนื่อง เพราะคนที่พร้อมจะสมัครงาน ย่อมต้องเตรียมความพร้อมเข้าสู่สนามแข่งขัน

อย่ามัวนอนนิ่งติดแหง็กใน comfort zone แม้อากาศด้านนอกหลุมอาจไม่เย็นสบายเท่า แต่แสงแดดที่สดใสก็ชวนให้หัวใจออกเริงร่า สายฝนที่ตกพรำท้าทายให้เราวิ่งหลบฝน
 จะเป็นตอไม้ที่ตายแล้ว
หรือใบมีดที่แหลมคม
เราเป็นผู้เลือกเองทั้งสิ้น

ดอกไม้..บ้าน..และความรัก

    "วันนี้จะไปโอนบ้านแล้วนะพี่"
       เพื่อนรุ่นน้องของฉันคนหนึ่งโทรมาแจ้งข่าวยามสาย ฉันรู้สึกยินดีปรีดาอย่างยิ่งที่ผู้หญิงตัวเล็กๆ อย่างเธอ สามารถซื้อบ้านเดี่ยวราคากว่า 5 ล้านบาทด้วยน้ำพักน้ำแรงและเงินทุกบาททุกสตางค์ด้วยตัวเองโดยแท้ และที่สำคัญการที่เพื่อนซื้อบ้าน ก็เท่ากับฉันมีที่พักผ่อนหย่อนใจเพิ่มขึ้นอีกที่หนึ่ง

     เธอบอกฉันว่า ที่บ้านเธอมีต้นปีบขนาดใหญ่หลายต้น เจ้าของเดิมปลูกไว้แล้ว กลิ่นกำลังหอมยวนใจ และเธอกำลังรื้อทำครัวใหม่เพื่อให้มีขนาดใหญ่กว่าเดิม พวกเราจะได้เอาตัวเข้าไปสุมในครัวเพื่อทำอาหารสำหรับเพื่อนๆ เธอยังเล่าต่อไปว่าจะลงไม้ดอกอีกหลายชนิด โดยเฉพาะไม้ดอกไทยๆ สำหรับเรา..บ้านที่เป็นบ้านจะต้องมีดอกไม้

   พวกเราชอบดอกไม้โบราณ เราเคยใฝ่ฝันจะปลูกจันทร์กระพ้อ เพราะหลงใหลได้ปลื้มกับเพลงดอกจันทร์กระพ้อร่วงพรู ใจไม่เคยร่วงสู่ แผ่นดินถิ่นไหน..โดยง่าย..แต่พอไปสอบถามราคาจันทร์กระพ้อแล้วต้องทำหน้าท้อกลับมา เพราะราคาแพงระดับหลักหมื่น แถมออกดอกยากเย็นเข็ญใจ กว่าจะได้เห็นดอก บางทีเราก็อาจแก่เฒ่าไปเสียก่อนก็ได้ ดังนั้นแค่ดอกปีบ นางแย้ม  สายหยุด  ราคาหลักร้อยก็น่าจะทำให้เรามีความสุขได้เช่นกัน

  การจะมีบ้านสักหลังในยุคนี้ยังคงเป็นเรื่องสุดเอื้อม ด้วยสนนราคาหลักล้านซึ่งไมได้หากันง่ายๆ เลยสำหรับคนทำงานประจำ  แต่ก็ไม่ใช่ข้ออ้างที่เราจะไม่ยอมลงแรงเพื่อซื้อบ้านของตัวเอง ฉันมีเพื่อนอีกคนหนึ่งที่น่าจะเป็นแรงบันดาลใจดีที่สุดสำหรับคนที่อยากมีบ้านเป็นของตัวเอง

   เพื่อนฉันคนนี้เธอใฝ่ฝันอยากมีบ้านเป็นของตัวเองตั้งแต่เด็ก และตั้งใจเก็บเงินเพื่อซื้อบ้านมาตลอดชีวิต แรงบันดาลใจของเธอนั้นแสนเศร้า..เธอเล่าว่าตอนเด็กๆ เธอไม่มีบ้าน..ความทรงจำอันแสนขมขื่นก็คือ เมื่อไม่ได้จ่ายค่าเช่าบ้าน พ่อแม่และพี่ๆน้องๆของเธอจะต้องย้ายบ้าน เธอย้ายบ้านนับครั้งไม่ถ้วน..ภาพความเจ็บปวดฝังลึกในใจเด็กหญิงตัวเล็กๆ อย่างเธอ ที่รู้สึกว้าเหว่และขาดที่พักพิงอันมั่งคง..ยามฝนตกฟ้าร้อง..บ้านเช่าหลังไหนก็ไม่เคยอบอุ่นและปลอดภัยเท่ากับบ้านของเราเอง...

  นอกจากไม่มีบ้านแล้ว เงินค่าอาหารกลางวันก็ยังมีไม่พอ..เธอต้องไปช่วยร้านก๋วยเตี๋ยวในโรงเรียนล้างจานเพื่อแลกกับอาหารกลางวัน..ชีวิตขาดแคลนไปหมดเสียทุกอย่าง..ยกเว้นความฝันเดียวที่ยังคงเต็มเปี่ยมเสมอนั่นก็คือ ความฝันที่จะมีบ้าน

  ฉันฟังเรื่องนี้ทีไร น้ำตาก็พลันจะร่วงรินเสียทุกครั้ง แต่ก็ยังชอบให้เธอเล่าให้ฟังซ้ำๆ ทุกครั้งที่ไปนั่งอยู่บ้านของเธอ พร้อมจิบกาแฟรสชาติดี ทอดสายตาไปที่สวนสวยรอบบ้านที่ถูกจัดแต่งอย่างงดงาม
  ใช่แล้ว นี่คือบ้านของเธอราคากว่า 4 ล้านบาท และแน่นอนเงินทุกบาทุกสตางค์ถูกอดออมมาอย่างดีตั้งแต่วันแรกที่เธอเริ่มต้นทำงาน

  เธอบอกฉันว่า "ฉันไม่ได้มีรายได้มากกว่าคนอื่นเลย เพียงแต่มีความฝันเดียวที่จะมีบ้าน และก็พยายามทำความฝันให้สำเร็จ"

   เพียงแค่เราฝันที่จะมีบ้าน ก็เท่ากับเริ่มต้นวางอิฐก้อนแรกไว้ที่บ้านของเรา

  ฉันขับรถออกจากบ้านของเธอในยามเย็น ฟ้าสีส้มอมเทาข้างหน้า ตัดกับทิวดอกลั่นทมสีขาวพราวสะพรั่งสองฝั่งถนนทางเข้าหมู่บ้านของเธอ เป็นภาพงามตาที่น่าประทับใจ 

  แม้ฉันไม่มีบ้านเป็นของตัวเองจริงๆ  แต่มีที่พักใจอบอุ่นเหมือนบ้านตัวเองเพิ่มขึ้นทุกปี..ทันทีที่มิตรสหายโทรมาบอกว่ากำลังตัดสินใจซื้อบ้านใหม่ ^ ^

Paokuntima
1/06/2011

ร่วมสนุกกับตะลุมบอนจ้า...


พวกเราสามตะลุมบอน เป้า / หมวย / อิท ขอขอบคุณผู้อ่านทุกท่าน
ที่เป็นกำลังใจให้พวกเราด้วยดีเสมอมา
แทนคำขอบคุณจากใจ..เราจึงขอมอบหนังสือและของที่ระลึกจากฝีมือพวกเราล้วนๆ อันได้แก่
1. ไม่มีวันยอมแพ้ขอแค่มีกำลังใจ จาก เป้า กันทิมา (2 รางวัล)
2. ความสุขในสวนหลังบ้าน จาก อิท มะดินกี่ (1 รางวัล)
3. วันที่ชีวิตเดินทาง จาก  อิท มะดินกี่ (1 รางวัล)
4. พวงกุญแจ hand made เก๋ไก๋ทำจากใจของ เทียนอันหมวย (2 รางวัล)

รวมเป็น 6 รางวัล ส่งกันมาเยอะๆ นะคะ (แม้ของรางวัลเราจะมีน้อย ^ ^)
หมดเขต 10 มิถุนายนนี้
ประกาศรายชื่อผู้ได้รับรางวัลวันที่ 15 มิถุนายนนี้นะคะ

"กลุ่มตะลุมบอน"


วันเสาร์ที่ 28 พฤษภาคม พ.ศ. 2554

ปุ๋ยของจิตใจ

มิใช่แค่ต้นไม้หรอกนะครับที่เหี่ยวแห้งขาดสารอาหารและร่ำร้องผ่านสีเหลืองซีดโรยราทางใบว่า "ขาดปุ๋ย" แต่เราๆ ท่านๆ ที่เป็นคนก็มีสักวันหรือสักโอกาสที่รู้สึกว่า ตอนนี้เราเองกำลังเหี่ยวเฉา ล้าและอ่อนแรง ด้วยขาดสารอาหารทางจิตใจ


ขอเพียงเรามีสติที่จะคอยสังเกตสังกาความรู้สึกและความเป็นไปของตัวเองให้ดี ว่าตอนไหนบ้างที่เรา "ไม่สนุก" กับชีวิตรอบๆ ตัวที่กำลังเคลื่อนไหว และรู้สึกเหมือนแบตเตอรี่ในร่างกายกำลังจะหมด ทุกอย่างดูน่าเบื่อ เหนื่อยหน่ายและช้าลงๆ ทุกขณะ ตอนนั้นน่าจะเป็นสัญญาณที่ดีที่เราจะบอกกับตัวเองว่าถึงเวลาที่จะซ่อมบำรุงส่วนที่สึกหรอทางจิตใจโดยด่วน


แต่ส่วนมากแล้ว เวลาที่คนเรากำลังเบื่อหน่ายกับชีวิต สติปัญญาและกำลังใจกลับเป็นสิ่งที่ขาดหายไปก่อน ซ้ำยังเรียกหาอย่างไรก็เหมือนกู่ไม่กลับและไม่หลงเหลืออยู่ บ่อยครั้งคนเราจึงขาดสติและปล่อยตัวเองเลื่อนลอยไปกับโมงยามที่น่าเบื่อทีละเล็กทีละน้อย จนในที่สุดก็คล้ายจมอยู่ในบ่วงหรือห่วงของความทุกข์ทน โลกไม่น่าอยู่ ผู้คนไม่น่ารัก  การงานไม่น่าทำ ชีวิตไม่สนุก กระทั่งถึงขนาดว่าไม่น่าจะมีลมหายใจอยู่ต่อไป


แท้จริงแล้วจริงหรือที่โลกเลวร้าย ผู้คนที่เราแคร์และรักไม่สนใจหรือไม่ได้ดังใจ แม้แต่คนอื่นที่เราปฏิสัมพันธ์ด้วยจะสามารถกระทำย่ำยีเราอย่างประสงค์ร้าย จนพลอยให้ใจแห้งเหี่ยวราวกับต้นไม้ขาดปุ๋ย ความจริงน่าจะเป็นที่ "ตัวเรา" กับความคาดหวัง ความเข้าใจและความไม่พอใจใน "ความสุข" ที่มีอยู่ ที่ไม่พอดีกันมากกว่า


เมื่อเราหมั่นรดน้ำพรวนดิน บำรุงด้วยปุ๋ย หยิบแมลงศัตรูพืชและหนอนออกจากต้นไม้ดอกไม้ในสวนที่บ้านทิ้งออกไป ด้วยหวังว่าต้นไม้ทั้งหลายจะผลิดอกออกใบเป็นความสวยงามร่มรื่นให้ชื่นชมได้ แล้วทำไมเราจะไม่เหลียวแลความรู้สึกและหมั่นขัดเกลา รดน้ำพรวนดิน ใส่ปุ๋ยบำรุงให้ร่างกายและจิตใจเราเข้มแข็ง หัวใจของเราก็จะได้ไม่แห้งเหี่ยวเฉา ต่อให้สรรพสิ่งจะไม่เคลื่อนไหวไปในทิศทางตามที่ใจเราต้องการหรืออยากจะให้เป็นไปตลอดเวลา เพราะสิ่งต่างๆ นั้นย่อมอยู่เหนือการควบคุมของตัวเรา แม้กระทั่งความสุขความทุกข์ในตัวเราเองก็ยากที่จะกำหนดได้เอง


เติมความสุขทีละเม็ดทีละเกล็ดลงในชีวิตเหมือนเราค่อยๆ หย่อนปุ๋ยลงในเนื้อดินของจิตใจและอย่าปล่อยให้ผืนดินของใจเราแห้งผาก

วันศุกร์ที่ 27 พฤษภาคม พ.ศ. 2554

where we belong to


ภาพประกอบน่ารักวาดโดยโมโมโกะ
เมื่อวานนี้ฉันได้เฉียดเข้าไปสำรวจชีวิตของคนอยู่หอ เพราะไปช่วยเดินหาหอพักให้หลานจากอุบลฯ ที่สอบติดจุฬาฯ
จากที่เคยคิดว่าคอนโดฯ สมัยนี้ช่างเล็กน่าอึดอัดเสียนี่กระไร พอได้เห็นหอพักก็พบว่าห้องในหอพักเล็กยิ่งกว่า ค่าเช่าถูกที่สุดคือเดือนละ 3,700 บาท แต่สภาพห้องทั้งหลอนและไม่ปลอดภัย
ฉันไม่เคยรู้มาก่อนว่าซอกซอยย่านราชเทวีและพญาไทจะมีหอพักยุ่บยั่บขนาดนี้ จำนวนประชากรในย่านนั้นหนาแน่นมาก หอพักมากมายตั้งเรียงรายชิดติดกัน แต่ก็ยังไม่มีห้องว่างให้หลานและเพื่อนเช่าอยู่ ความจริงห้องว่างพอมีบ้างซึ่งก็ไม่น่าแปลกใจ เพราะสภาพของมันก็สมควรแล้วที่จะว่างต่อไป
ในห้องที่เล็กแคบของหอพัก บางห้องมีคนอยู่ถึง 4-5 คน อยู่กันเป็นครอบครัวทั้งผู้ใหญ่ เด็ก และคนแก่ 
           
คนกรุงเทพฯ อย่างฉันไม่เคยพลัดถิ่นไปใช้ชีวิตยาวๆ ในจังหวัดอื่นมาก่อน ก็เลยไม่เคยลิ้มรสการอยู่หอ ตอนเรียนมัธยมเคยคิดอยากเป็นนักเรียนประจำตามประสาวัยรุ่นติดเพื่อน พอเรียนมหาวิทยาลัยก็อยากเป็นเด็กหอกับเค้าบ้าง เพราะนอกจากไม่ต้องเดินทางไปกลับแล้ว ยังได้นอนคุยกับเพื่อนร่วมห้องด้วย คิดแล้วน่าสนุก
            เวลาล่วงเลยผ่านไป แม้จะยังไม่มีโอกาสอยู่หอ แต่ก็ได้เปลี่ยนที่พักชั่วคราวยามเดินทางท่องเที่ยว บางครั้งดวงขึ้นได้นอนโรงแรมสุดหรู มีอ่างจากุชชี่ มีแกรนด์เปียโนในห้อง บางคราวดวงตกโคจรไปเจอห้องผีสิง นอนๆ อยู่มีเสียงเคาะหลังคานานเป็นชั่วโมง และบ่อยครั้งได้พบเจอที่พักน่ารักน่าประทับใจ
ไม่ว่าห้องนอนชั่วคราวจะเก๋หรูอยู่สบายแค่ไหน ทุกครั้งที่ได้กลับมาล้มตัวลงนอนบนเตียงที่บ้าน ร่างกายและจิตใจดูเหมือนจะได้พักจริงๆ ถึงปลอกหมอนบางใบจะซักจนขึ้นขุย แต่เราสามารถนอนแผ่หลาได้อย่างสนิทใจ
ฉันคิดว่าช่างโชคดีที่ได้กลับบ้าน

แข้งขาเมื่อยขบตามวัยหลังกลับจากการสำรวจหอพักเมื่อวานนี้ หมอนยวบๆ ใบเก่ารองรับหัวสมองอันหนักอึ้ง ผ้าปูที่นอนผืนใหม่เนียนนุ่มนอนสบาย 
เปลือกตาค่อยๆ ปิดลง พร้อมกับบอกตัวเองว่าช่างโชคดีที่มีบ้านให้กลับ


ตายจากกันทั้งที่ยังมีชีวิตอยู่

     เมื่อเดือนก่อนแมวที่ฉันรักที่สุดได้หายตัวออกจากบ้านไป จนถึงวันนี้ไม่มีวี่แววว่าจะกลับมาแต่อย่างใด ยุทธการพลิกแผ่นดินตามหาแมวนั้นฉันไม่เคยน้อยหน้าใคร การจากพรากจากสิ่งที่รักเป็นทุกข็ใจแสนสาหัส แม้ทุกคนจะจำประโยคนี้ขึ้นใจ แต่จะมีใครสักกี่คนที่ห้ามใจไม่ให้รักสิ่งใดได้...

     เพื่อนพ้องชาวโซเชียล เน็ตเวิร์คที่คบหากันทางอากาศ ส่งคำปลอบประโลมมาถึงฉันกันมากมาย เป็นครั้งแรกที่ฉันรู้สึกว่าในโลกไซเบอร์ที่คนชอบพูดว่าเป็นความสัมพันธ์อันว่างเปล่านั้น แท้จริงแล้วเราจับต้องได้จริงเช่นกัน คนที่เราไม่รู้ว่าเขาเป็นใคร และอยู่แห่งหนไหนบนโลกใบนี้ แต่ตัวหนังสือที่พิมพ์ถึงกัน สามารถสื่อสาร ปลอบใจ และให้กำลังใจกันได้เช่นเดียวกับเพื่อนที่เราคบหาบนโลกแห่งความจริง

   ถึงวันนี้แมวฉันยังไม่กลับมา บางคนบอกว่า ให้คิดว่าแมวอาจไปเที่ยวเล่น สักวันจะกลับมาแน่นอน บางคนก็บอกว่าแมวอาจไปอยู่บ้านใหม่ หรือเจอคนใจดีอุปการะไว้ บางคนบอกว่าแมวกลับบ้านถูกแน่นอน วันไหนเขาอยากกลับมาเขาจะกลับมาเอง เราหาใช่เจ้าของชีวิตแมว ที่จะกำหนดให้แมวอยู่กับเราหรือไม่อยู่กับเรา

  ฉันอ่อนล้าต่อการรอคอยการกลับมาของแมว..อยากคิดว่าแมวตายไปแล้ว จะได้ไม่ต้องรออย่างมีความหวังอีกต่อไป เมื่อพยายามคิดเช่นนั้น ฉันกลับระทมทุกข์หนัก คิดไปต่างๆนานาว่าใครทำให้แมวต้องตาย ฉันจึงเปลี่ยนความคิดใหม่ว่าวันหนึ่งแมวจะต้องกลับมา ทำให้ฉันคึกคักขึ้นอีกครั้ง แต่แล้วฉันก็ทุกข็ไม่แพ้กัน เพราะฉันเฝ้ามองไปที่ประตูและหน้าต่างที่แมวเคยมาเรียกทุกคืน ยังความร้าวรานใจไม่จบสิ้น เป็นการรอคอยอย่างมีความหวังที่ไร้หวัง...

 ระหว่างความทุกข์ที่ว่า แมวตายไปแล้ว กลับการรอคอยอย่างมีหวังและผิดหวังทุกวันที่แมวไม่กลับมา อย่างไหนจะดีกว่ากัน

     เพื่อนฉันคนหนึ่งโทรมาหาเพื่อบอกว่า เธอกำลังจะหย่า  ฉันฟังทุกเรื่องอย่างสงบแล้วถามเธอว่า
  "เธอยังรักเขาอยู่ไหม" เธอเงียบไป แล้วตอบว่า
  " ก็ยังรัก แต่ถ้าหย่าแล้ว ฉันกับเขาจะตัดขาดกันให้เด็ดขาด ชั่วชีวิตนี้ฉันกับเขาจะไม่มีวันมาเจอหน้ากันอีกต่อไป คิดเสียว่าเราตายจากกันไปแล้ว"    เธอสรุปได้อย่างเหงาใจเป็นที่สุด
    "เป็นการตายจากกันทั้งที่ยังมีชีวิตอยู่ เธอรู้ไหมการตายจากแบบนี้ทรมานที่สุดในชีวิต" ฉันหวนคิดถึงแมวตัวเอง
    "ขณะใจหนึ่งคิดว่าตายจาก แต่ใจหนึ่งจะกระซิบบอกว่าเขายังอยู่เสมอ แล้วเธอจะทุกข์ใจไม่สิ้นสุด จนกว่าเธอจะหยุดรักเขาได้" ฉันให้คำปรึกษา

  หลายคนมักคิดว่า "ความตาย" จะช่วยหยุดทุกสิ่ง ซึ่งไม่ใช่ความจริงทั้งหมด  ฉันเชื่อว่า ความตายไม่สามารถหยุดความรักได้  ความตายแข็งแรงกว่าชีวิตก็จริงอยู่ แต่ความรักนั้นแข็งแกร่งกว่าความตาย
           ความรักจะอยู่เช่นนั้นเป็นนิรันดร์ และความตายก็ไม่อาจหยุดความรักได้เลย
         
         เพื่อนฉันยังไม่ได้หย่า.และหวังอย่างเลือนลางว่าเขาจะกลับมารักเธอเหมือนเดิม และฉันก็ยังตื่นขึ้นมาทุกเช้าอย่างมีความหวังทุกวันเพื่อรอการกลับมาของแมว..และผิดหวังทุกคืนเมื่อแมวไม่กลับมา..

           เราต่างหาความรักที่หายไปของเราไม่เจอ..เป็นการตายจากกันทั้งที่ยังมีชีวิตอยู่จริงๆ
        
Paokuntima
27/ 05/2011

วันพฤหัสบดีที่ 26 พฤษภาคม พ.ศ. 2554

สายฝนและแสงไฟ

สองวันก่อนที่กรุงเทพฯ ฝนตกกระหน่ำยามใกล้ค่ำ พาให้ไฟฟ้าดับไปโดยไม่มีสาเหตุ และยังดับเป็นเวลานานนับชั่วโมงอย่างไม่รู้ว่าเมื่อไรไฟจะมา


เมื่อแสงสว่างจากไฟฟ้าหายไป ความมืดความเงียบก็เข้ามาแทนที่ ยังโชคดีว่าอากาศตอนฝนตกกระหน่ำนั้นไม่ร้อนอบอ้าวสักเท่าไร เพราะเราหมดหนทางที่จะใช้ไฟฟ้าเปิดพัดลมให้ใบพัดหมุนได้


เมื่อไม่มีไฟฟ้ามาเอื้อความสะดวกให้เหมือนในยามปกติที่เราสามารถเปิดปุ้บติดปั้บ ซ้ำยังดับไปเป็นชั่วโมง ความมืดก็ย่างกรายเข้ามาแทนแสงตะวันอันริบหรี่ที่ค่อยๆ จากไปอย่างรวดเร็ว ทำให้ต้องนึกหาว่าวางเทียนไข ไม้ขีดไฟและพัดใบลานที่ซื้อมาจากคนชราที่มานั่งขายตามตลาดเอาไว้ตรงไหน จะได้หยิบเอามาใช้ในสถานการณ์คับขันเช่นนี้


กรุงเทพฯ เมืองใหญ่ที่แสงไฟเคยครอบคลุมทุกพื้นที่ตารางนิ้วและสร้างความสะดวกสบายให้ทุกชีวิต จนเราแทบจะนึกไม่ถึงว่าจะมียามเช่นนี้ที่ฟ้าฝนกระหน่ำ สิ่งต่างๆ เช่น ไฟฟ้าดับก็อาจเกิดขึ้นได้ และเมื่อถึงเวลาเช่นนี้ หลายๆ สิ่งที่เราเคยคิดว่าหมดประโยชน์ พ้นจากยุคสมัยแห่งความสะดวกสบายจากไฟฟ้า เช่น เทียนไข ไม้ขีดไฟและพัด ก็กลายเป็นสิ่งของที่จำเป็นและมีประโยชน์ต่อชีวิตอย่างไม่น่าเชื่อ


เมื่อไฟฟ้าไม่ยอมมาสักทีก็เลยจะต้องตัดสินใจคลำทางด้วยแสงเทียนลงไปเพื่อหุงหาอาหารกินในครัว ยังโชคดีว่าความสะดวกสบายอย่างหนึ่งคือเตาแก๊สยังคงใช้การได้อยู่ หลังจากต้มน้ำทำน้ำแกง อุ่นและปรุงอาหารด้วยเตาแก๊ส เราเลยนึกขึ้นมาได้ว่าบรรดาชาวคอนโดระฟ้าจะใช้ชีวิตกันอย่างไร เมื่อไฟฟ้าดับ เพราะไม่มีลิฟต์และยังใช้เตาแก๊สไม่ได้เหมือนครัวเรือนปกติอีก


ความสว่างไสวที่จรจากไปอย่างไม่มีปี่ไม่มีขลุ่ยและทิ้งเราไปโดยไม่มีวี่แววว่าเมื่อไรจะกลับมา ทำให้เรื่องราวหนหลังเมื่อครั้งยังเป็นเด็ก ที่ไฟฟ้ามักจะดับและดับไปนานๆ เช่นนี้ทุกทีเมื่อฝนตกหนัก ได้หวนกลับมาสู่บทสนทนาอีกครั้ง ไม่น่าเชื่อว่าแค่ไม่มีแสงสว่างจากหลอดไฟและไฟฟ้า ความมืดที่รายล้อมเราไว้นอกรัศมีของแสงเทียนจะกลายเป็นเหมือนผืนผ้าและกระดานสำหรับความทรงจำและความหลังได้กระโดดออกมาโลดแล่นจากส่วนลึกของความทรงจำที่เก็บเอาไว้


แม้ข้างนอกฝนจะตกหนักและปราศจากแสงสว่างอันรุ่งโรจน์ไปทุกตารางนิ้วจากไฟฟ้าเช่นเคย ชีวิตกลับเรียบง่ายขึ้น มีความสุขตามอัตภาพและไม่ต้องการอะไรมากมาย แค่เพียงเตาแก๊สทำความร้อน แสงเทียนให้ความสว่างไม่กี่จุด ความเย็นที่โบกพัดจากแรงกระพือของมือเราเองก็เย็นใจและอบอุ่นใจได้...ก่อนที่ไฟฟ้าจะหวนกลับมาจุดความสว่างและขับไล่ความทรงจำเก่าๆ ให้กลับเข้าไปสู่ที่ทางเดิมของมัน

วันจันทร์ที่ 23 พฤษภาคม พ.ศ. 2554

เก่งไม่กลัว

คุณกระโดดได้สูงหรือเปล่า มีเสียงร้องที่ไพเราะ ตัวอ่อนตัวงอได้มากเป็นพิเศษ หรือว่าพอได้ยินเสียงดนตรีที่มีจังหวะก็สามารถขยับแข้งขยับขาได้สวยงามเข้าจังหวะอย่างน่าดูชม...

เมื่อวานเย็น ผมนั่งดูรายการ Thailand's Got Talent รอบสุดท้ายของผู้เข้าแข่งขัน 12 คนโดยที่ไม่ได้เชียร์ใครเป็นพิเศษ เรียกว่าดูเอาสนุกเอามันล้วนๆ แต่ขณะเดียวกันก็อดไม่ได้ที่จะนึกถึงคำว่า "ความสามารถพิเศษ" หรือ "พรสวรรค์" หรือ Talent ที่รายการนี้นำมาตั้งชื่อด้วยว่า จริงหรือไม่ที่คนเราทุกๆ คนมีความสามารถพิเศษ มีพรสวรรค์ที่ไม่ต้องเสาะแสวง หรือว่าจำเป็นเพียงใดที่เราจะต้องค้นหา ค้นพบ ฝึกลับพรสวรรค์ในตัวตนเราให้คมขึ้นเก่งขึ้น เพื่อที่วันหนึ่งจะได้นำสิ่งนั้นมาแสดงออกให้ผู้คนประจักษ์บนเวที

อย่างที่ผมว่าน่ะแหละครับว่า พรสวรรค์อาจเป็นสิ่งใดสิ่งหนึ่งที่ติดตัวเรามาแต่เกิด ทุกๆ คนมีอยู่ เพียงแต่ไม่รู้ตัวเองว่ามี หรือว่าพรสวรรค์เป็นเพียงคำเรียกขานแทนสิ่งที่คนเราจะเก่งกล้าสามารถขึ้นมาได้ เพราะ "รู้จัก" และ "ค้นพบ" ไม่ปฏิเสธในตัวตนที่มีอยู่ แล้วกล้าที่จะหยิบยกสิ่งที่ซุกซ่อนอยู่ลึกๆ ในตัวเราขึ้นมาขัดเกลาทีละเล็กทีละน้อย จนกระทั่งสิ่งธรรมดาในสายตาคนอื่นนั้น สามารถฉายแสงออกมาโดดเด่น

เวทีประกวดความสามารถหรือ Talent จากรายการนี้ ไม่ได้จำกัดจำเพาะว่าคุณจะต้องเป็นนักจำอวด เล่นมายากลเก่ง แต่งเพลงเป็นหรือร้องเพลงได้ กล้าบุกน้ำลุยไฟ เต้นระบำในจังหวะและลีลาต่างๆ นานา หรือร้องเพลงประกอบท่าโยคะ เป็นคนปกติธรรมดาหรือร่างกายพิกลพิการ แต่อย่างน้อยก็ทำให้เราได้เห็น "การเข้าถึง" และ "ตีความ" ความหมายของคำว่าพรสวรรค์จากผู้คนเรือนหมื่นเรือนแสนทั่วเมืองไทยที่ให้ความสนใจเข้าร่วมแข่งขันกันอย่างคึกคัก จนกระทั่งผ่านการคัดเลือกของผู้ชมจากการลงคะแนนโหวตทางโทรศัพท์เหลือเพียง 12 ผู้เข้าแข่งขันแค่นั้น

เราอาจจะดูรายการนี้ด้วยความสนุกจากความบันเทิงในจังหวะลีลาของการแสดงก็จริง แต่ผมเชื่อว่าแม้ทุกๆ คนบนเวทีแห่งนี้จะเก่งหรือมีความสามารถติดตัวมาซึ่งทำให้โดดเด่นหรือทำสิ่งนั้นได้ดีกว่าคนอื่นๆ ที่มีความสามารถอย่างเดียวกัน แต่ทุกๆ คนกว่าจะก้าวขึ้นมาเป็น "ที่หนึ่ง" ในจุดที่ตัวเองแสดงออกได้นั้น คงต้องผ่านการซ้อมอย่างหนัก จะต้องมีการฝึกฝนเพื่อทำให้ดี สวยงาม สนุกและลงตัวมากที่สุด ใช่เพียงเกิดมามีความสามารถแล้วไม่ทำอะไรเพื่อต่อเติมหรือฝึกฝนเพื่อไปสู่จุดที่ดีที่สุดและยิ่งใหญ่ที่สุดที่พรสวรรค์ในตัวเองจะก้าวไปได้

นานมาแล้วผมเคยอ่านบทความในหนังสือพิมพ์ไทยรัฐโดยผู้เขียนที่ใช้นามปากกาว่า "แรม" (ซึ่งผมอาจจะจำผิด) เขา (หรือเธอ) ตั้งชื่อบทความไว้ว่า "อย่าเอาแสงสว่างไปซ่อนไว้ใต้หิน" ซึ่งบอกเล่าทำนองว่า คนเราทุกคนมีแสงสว่างหรือความสามารถในตัวเองทุกคน เปรียบเสมือนแสงจันทร์ที่สุกสว่าง หรือมีข้อดีในตัวด้วยกันทุกคน ขอเพียงเรามีความเชื่อมั่น ยอมรับในตัวเอง และไม่ลังเลที่จะหาหนทางที่จะปล่อยแสงออกมาก็จะประสบความสำเร็จ แต่หากเราขลาดกลัวแล้วเก็บความสามารถหรือแสงในตัวเองไปซุกไว้ใต้ก้อนหินเสียแล้ว ก็คงไม่มีใครมองเห็น

การเกิดมาเก่งหรือเกิดมาพร้อมพรสวรรค์น่ะไม่น่ากลัว แต่ที่น่ากลัวคือคนเก่งแต่ไม่ฝึกฝน ทะนงตนเพราะคิดเอาเองว่าตัวเองดีแล้ว เก่งแล้ว เหนือกว่าคนอื่นแล้ว

วันอาทิตย์ที่ 22 พฤษภาคม พ.ศ. 2554

อย่าสิ้นศรัทธา

การเมืองบ้านเรากำลังอยู่ในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่ออีกครั้ง จากการเลือกตั้งทั่วไปปี 2554 ที่กำลังจะเกิดขึ้น ตอนนี้ตามท้องถนนหนทางเมืองไทยเต็มไปด้วยป้ายโฆษณาหาเสียงของพรรคและนักการเมืองต่างๆ พร้อมกับคำสัญญิงสัญญาตามนโยบายหาเสียง


สภาพและบรรยากาศเช่นนี้ไม่ได้ช่วยให้หัวใจของคนไทยหลายๆ คนกระตือรือร้นหรือให้ความสนใจต่อความเป็นไปของการเลือกตั้งที่จะเกิดขึ้นมากไปกว่าความรู้สึกชินชา ว่าการเลือกตั้งก็เกิดขึ้นหนแล้วหนเล่าเหมือนที่ดำเนินมาและดำเนินไปในนครสารขัณฑ์แห่งนี้ ด้วยว่าเราต่างเกือบสูญสิ้น "ศรัทธา" ไปกับระบอบประชาธิปไตยแบบไทยๆ และพฤติกรรมของนักการเมืองที่บิดพลิ้ว เล่นพรรคเลือกพ้องของตัวเองมากกว่าประเทศชาติหนแล้วหนเล่า


คำว่า "ศรัทธา" แม้ว่าจะเป็นคำนามธรรมที่ยากจะหยิบยกขึ้นมาให้ได้เห็นเด่นชัด แต่ก็เป็นสิ่งที่มีความสำคัญต่อระบบความเชื่อ ต่อการใช้ชีวิต ให้ดำเนินไปอย่างมีแก่นสารในทุกๆ ด้าน เรียกว่าขอเพียงชีวิตเรายังมีศรัทธา ถ้าชีวิตประกอบด้วยศรัทธา ก็ย่อมไม่ยากเย็นที่ทำให้คนเราใช้ชีวิตในทุกๆ ด้านได้อย่างมีพลังและงดงาม


ศรัทธาในที่นี้ไม่ได้หมายถึงศรัทธาต่อระบบความเชื่อ การเมือง ลัทธิศาสนา หรืออื่นใด ไม่ได้หมายถึงศรัทธาในตัวบุคคลอื่นที่เราอยากจะยึดเหนี่ยว ไม่ได้หมายถึงศรัทธาต่อสิ่งต่างๆ ภายนอก เพื่อเราจะได้เลิกสนใจสิ่งที่อยู่ภายในความรู้สึกและจิตใจของตัวเอง แต่เป็น "ศรัทธา" ในการกระทำของเราเอง ศรัทธาในการมีชีวิตอยู่และเชื่อว่า ชีวิตของเราเกิดขึ้นและดำเนินไปอย่างมีเหตุผล เพื่อก่อให้เกิดความดีงามและงดงาม ทั้งต่อตนเองและสรรพสิ่งที่อยู่ร่วมในสังคม


ศรัทธาในภาษาอังกฤษเรียกว่า Faith  ดังมีคำที่ชอบพูดกันยามที่มีใครสิ้นหวังว่า "Keep The Faith" ตราบใดที่ยังมีชีวิตอยู่ อย่าทอดทิ้งศรัทธา...


ขอจงมีศรัทธาไว้เป็นที่ยึดเหนี่ยวของจิตใจ ไม่ว่าจะผ่านฤดูกาลแบบไหน จะเป็นฤดูที่พายุฝนแห่งอุปสรรคซัดกระหน่ำจิตใจจนซวนเซ หรือฤดูเลือกตั้งที่เกิดขึ้น ผ่านไป และทำให้เราเห็นธาตุแท้ของนักการเมือง ก็ขอให้ดำเนินชีวิตต่อไปโดยไม่ลืมประดับหัวใจของเราเอาไว้ด้วย "ศรัทธา"

วันเสาร์ที่ 21 พฤษภาคม พ.ศ. 2554

ณ ที่ซึ่งความรักพำนักอยู่

เบื้องหลังช็อตที่ทีม my home ถ่ายหน้าปก
วันนี้บ้านเหลือง little sunshine ได้ขึ้นปกนิตยสาร my home ค่ะ อันที่จริงทางทีมงาน my home มาถ่ายรูปและพูดคุยกับพวกเราตั้งแต่ต้นเดือนมีนาคมโน่นแล้ว ฮ่องเต้ (นักเขียน) บอกว่าจะวางแผงฉบับเดือนมิถุนายน เป็นวาระครบรอบ 1 ปีของนิตยสารพอดี
เคหาสน์ลาดพร้าวของเราเป็นตึกแถว 5 ชั้นครึ่ง อยู่มา 28 ปีแล้ว แต่ก่อนอยู่กันอุ่นหนาฝาคั่งแทบทุกชั้น เพราะพ่อ แม่ และพี่ชายสองคนยังพักอาศัยอยู่ใต้ชายคาเดียวกัน
ชั้นล่างสุดเคยเป็นร้านก๋วยเตี๋ยวเนื้อตุ๋นและข้าวหน้าไก่ ขายได้ 10 กว่าปีก็เลิกกิจการ ไม่ใช่รวยแล้วเลิก แต่มีเหตุให้ต้องเลิก เพราะลูกมือจากแดนอีสานฮิตไปทำงานในโรงงาน (เมื่อราวสิบปีก่อน) พอหยุดตรุษจีนแล้ว ไม่มีใครยอมกลับมาทำงานอีก บวกกับลูกๆ โต มีงานทำกันหมด ร้านหมงโภชนาจึงต้องปิดตัวไปโดยปริยาย

ตึกแถวริมถนนตึกนี้ พ่อและแม่ของฉันซื้อหามาด้วยน้ำพักน้ำแรง ทำงานหนักช่วยกันเก็บหอมรอมริบ ค่อยๆ ผ่อน ถ้ามีเงินก้อนใหญ่ก็โปะแบงค์ไป นานหลายปีกว่าจะหมด ถ้าเทียบราคาปัจจุบันกับเกือบ 30 ปีที่แล้ว เงินล้านกว่าที่พ่อแม่เคยซื้อตึก 5 ชั้นครึ่งนี้ ปัจจุบันสามารถซื้อห้องในคอนโดฯ ได้เพียงห้องเดียวเท่านั้น
ค่าของเงินอาจน้อยลง
แต่ค่าของคำว่า "บ้าน" มีแต่เพิ่มขึ้น

ออกไปทำงาน  แม้จะเหนื่อยเครียดราวกับอยู่ในสมรภูมิรบแค่ไหน อย่างน้อยที่สุดเรายังมีบ้านให้กลับไปพัก  
มีฝักบัวให้เราเปิดรดหัวแรงๆ ชำระความสาหัสของชีวิตวันนี้ออกไป
มีเตียงที่รอเราทิ้งตัวลงนอน เพื่อจะตื่นพร้อมออกรบใหม่ในวันพรุ่ง
  
            คำฝรั่งบอกว่า home is where the heart is
บ้านอาจประกอบด้วยข้าวของเครื่องใช้และของแต่งบ้านสวยเก๋มากมาย แต่บ้านก็คือบ้าน ไม่ใช่โชว์รูม บ้านจึงสกปรกได้ เลอะเทอะได้ อยู่ได้ จับต้องได้
ฝาผนังอาจเลอะด้วยลายเส้นยุ่งๆ ของลูกสาว เมื่อแม่หนูน้อยอยากได้กระดาษแผ่นที่ใหญ่กว่าสมุดวาดเขียน
ขาเก้าอี้ไม้ตัวโปรดยับเยินแหว่งวิ่นจากรอยแทะของลูกหมาลาบราดอร์วัย 5 เดือน
ห้องครัวกับกลิ่นอบอวลมากมาย ทั้งกะปิ ปลาเค็ม และรอยน้ำมันกระเด็นที่เช็ดไม่ออก
ตู้โชว์ที่มีตุ๊กตาตัวแรกที่พ่อซื้อให้ ปะปนกับตุ๊กตาตัวแรกที่แฟนซื้อให้ มันอัดๆ กันอยู่กับข้าวของอื่นไม่ค่อยเป็นระเบียบนัก ฝุ่นจับบ้าง แต่เราไม่เคยคิดโยนทิ้ง
ในวันที่โลกไม่เป็นของเรา พื้นห้องน้ำที่เย็นสบายก็กลายเป็นมุมให้เราทรุดตัวลงนั่งร้องไห้  
  
ว่ากันว่าบ้านที่ไม่มีคนอยู่จะโทรมเร็วจนน่าแปลกใจ ฉันว่าน่าจะเป็นเพราะนอกจากจะไม่มีการปัดกวาดเช็ดถูแล้ว บ้านที่ไร้ผู้อยู่อาศัย แน่นอนว่ามันย่อมขาด ชีวิต อันประกอบไปด้วยเสียงหัวเราะ เสียงพูดคุย เสียงทุ่มเถียง เสียงตะโกน เสียงทอดถอนหายใจ เสียงร้องไห้ และเสียงปลอบโยน
เหล่านี้ล้วนคือสำนียงของความรัก
และความรักเท่านั้นคือสถานที่ที่หัวใจเราพำนักอยู่